ปาฐกถา

รวมปาฐกถาภาษาไทย

หมวดที่ ๔ : เศรษฐกิจ

หมวดที่ ๔.๑ : เศรษฐกิจภายในประเทศ

      ดาวน์โหลดโปรแกรม Adobe Acrobat Reader สำหรับดูไฟล์ PDF ได้ ที่นี่

รวมปาฐกถาภาษาไทย

คำกล่าวในโอกาสวันประสูติครบ 150 ปี
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549
ณ กระทรวงการคลัง

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ

     ผมมีความยินดีที่จะกล่าวถึงเกร็ดจากประวัติศาสตร์ในด้านการคลังย้อนไปในช่วง 150 ปีที่ผ่านมา เพราะมีหลายเรื่องที่น่าสนใจยกมาเป็นอุทาหรณ์เตือนใจคนรุ่นหลังได้

     การบริหารการคลังนับว่ามีบทบาทต่อการพัฒนาประเทศไทยมาช้านาน ตั้งแต่สมัยสุโขทัยที่มีการเก็บส่วยสาอากรเข้าเป็นรายได้รัฐเอาไว้ใช้ในงานแผ่นดิน แรกๆ ก็นำมาใช้ในการสงครามป้องกันประเทศ ศาสนา และกิจการส่วนพระมหากษัตริย์ เพื่อให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากการรุกรานจากศัตรู จนเมื่อประเทศไทยเปิดประตูค้ากับต่างชาติ ก็เริ่มเก็บภาษีสินค้าเข้าเพิ่มเติมขึ้นมา เอาไว้ใช้พัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ใช้ลงทุนในสาธารณูปโภคสำคัญต่างๆ ที่ต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลจากรัฐ

     เมื่อมองให้ลึกลงไปในประวัติศาสตร์การคลัง 150 ปีที่ผ่านมา มีหลายเหตุการณ์ที่ควรค่าแก่การให้อนุสติต่อการบริหารการคลังรุ่นหลังได้ดี เพราะเป็นข้อสังเกตว่า เมื่อไรก็ตามที่รัฐบาลเกิดเสียวินัยทางการคลังขึ้น ประเทศก็เกิดปัญหาภายในยาวนานให้ตามแก้ไขทุกครั้งไป คำว่า “วินัยทางการคลัง” พูดให้เข้าใจง่ายๆ เมื่อเปรียบประเทศเสมือนบ้าน ก็เหมือนการมีวินัยการใช้จ่ายเงินในบ้าน จะเอาไปใช้จ่ายอะไรก็ต้องสมเหตุสมผล ถูกต้อง เปิดเผย คุ้มค่า และใช้จ่ายให้เพียงพอกับกำลังรายได้ที่หามาได้ หากจะกู้ ก็เมื่อยามจำเป็น และในขนาดที่พอเหมาะพอดีเท่านั้น

     สำหรับเหตุการณ์ที่จะยกขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์นั้น แม้จะได้รับการแก้ไขจนรอดพ้นจากวิกฤตมาได้ทุกครั้ง แต่ก็ต้องเผชิญกับผลกระทบภายในประเทศที่เกิดขึ้นตามมา บางครั้งกินเวลาเยียวยารักษากันนาน เราจึงควรจะมองประสบการณ์เหล่านั้นเพื่อเป็นบทเรียน ไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำได้อีก โดยจะขอยกตัวอย่าง 4 กรณี

     กรณีแรก เป็นกรณีของปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะการจัดเก็บภาษีอากรยังไม่เป็นระบบ ปัญหานี้เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2411-2416 เนื่องจากไม่มีการกำกับดูแลให้ผู้ที่มีหน้าที่เก็บภาษี นำภาษีที่เก็บได้ส่งเข้าคลังอย่างเคร่งครัด

     ในสมัยนั้น การจัดเก็บภาษีแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่ง จัดเก็บโดยเอกชนที่ได้รับสิทธิ ผูกขาดการจัดเก็บภาษีสิ่งของต่างๆ จากรัฐ (หรือภาษีการค้า และภาษีสรรพสามิต ในปัจจุบัน) ที่เรียกกันว่า “เจ้าภาษีนายอากร” อยู่กระจายตามที่ต่างๆ มีอำนาจเหมือนเจ้าเมืองในอาณาเขตภาษีของตน แต่ละปีจะต้องส่งรายได้ภาษีตามที่ประมูลได้ให้แก่รัฐบาล โดยต้องจ่ายเงินล่วงหน้าให้รัฐก่อนบางส่วน แล้วค่อยไปเรียกเก็บภาษีจากราษฎรอีกต่อ ถ้าเก็บมาได้เกินจำนวนที่ประมูลก็จะตกเป็นกำไรของเจ้าภาษีนายอากร แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ ในระยะหลังๆ เจ้าภาษีนายอากรบิดพลิ้ว ผัดผ่อน ไม่ส่งรายได้ภาษีตามกำหนดและส่งให้ไม่ครบตามจำนวนตามที่ประมูลไว้

     ส่วนที่สอง เป็นภาษีส่วนที่รัฐบาลจัดเก็บเองผ่านกรมต่างๆ แต่กรมต่างๆ ก็ไม่ยอมนำส่งเข้าคลังตามกำหนดเช่นกัน เนื่องจากเจ้ากรมนำเงินภาษีไปใช้ตามอำเภอใจ จึงมีผลทำให้เงินแผ่นดินในคลังไม่พอใช้จ่าย ยิ่งไปกว่านั้น การทำบัญชีรับ-จ่ายเงินของคลังก็ไม่เรียบร้อย ตรวจสอบไม่ได้ว่า แต่ละปีรัฐรับ-จ่ายไปเท่าไร จนที่สุดแล้วรายได้ไม่พอใช้จ่าย เกิดหนี้ค้างชำระ

     นอกจากนี้ ผลจากการทำสนธิสัญญาการค้ากับต่างชาติตั้งแต่สมัย พ.ศ. 2398 ทำให้ต้อง ล้มเลิกการเก็บภาษีเบิกร่องหรือค่าปากเรือ หันมาเก็บภาษีขาเข้าในอัตรา “ร้อยชักสาม” แทน ซึ่งภาษีส่วนนี้ก็ไม่ได้ส่งเข้าคลังเต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่งผลให้รายได้รัฐบาลลดลงมาก ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย

     จนกระทั่ง พ.ศ. 2416 มีการปฏิรูปการคลังด้วยการตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ขึ้นเพื่อเป็นที่ทำการดูแลบัญชีผลประโยชน์แผ่นดิน แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ตรวจตราการเก็บภาษีอากร และติดตามการส่งเงินเข้าคลังแผ่นดินของเจ้าภาษีนายอากรและกรมต่างๆ ตามกำหนด ซึ่งก็คือกระทรวงการคลังในปัจจุบัน และมีการตั้งออดิตออฟฟิศเพื่อตรวจตราผลการเก็บภาษีอีกถ่ายหนึ่งด้วย การปฏิรูปนี้ช่วยให้ผู้เก็บภาษีส่งเงินเข้าคลังเต็มเม็ดเต็มหน่วย รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นมาก การบริหารการคลังกลับมาเกินดุลได้ต่อเนื่อง เงินคงคลังเพิ่มพูน

     กรณีที่สอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการขาดดุลการคลัง

     อันที่จริงนั้น การบริหารการคลังสามารถทำได้ 3 แบบ คือ ใช้จ่ายแบบเกินดุล สมดุล หรือขาดดุล ซึ่ง “การใช้จ่ายแบบขาดดุล” ไม่ได้หมายความว่าจะต้องผิดวินัยทางการคลังเสมอไป เพราะในบางปี อาจมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ในขณะที่รายได้มีไม่พอก็สามารถขาดดุลได้ แต่ต้องเป็นการขาดดุลอย่างคุ้มค่า ขาดดุลเพราะมีความจำเป็น ซึ่งก็จะชดเชยการขาดดุลโดยการกู้เงินระยะยาวและเสียดอกเบี้ยต่ำ และมีการวางแผนการจ่ายคืนที่แน่นอน ดังเช่นใน พ.ศ. 2444 – 2447 มีการขาดดุลเพราะรายจ่ายลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน คือ ทางรถไฟ ไปรษณีย์ และโทรเลข จึงจำเป็นต้องขอกู้เงินจากต่างประเทศ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นยึดหลักบริหารการคลังแบบ “หลีกเลี่ยงการกู้ยืมจากต่างประเทศ” มาตลอด ด้วยเกรงว่าจะถูกแทรกแซงทางการเมืองจากต่างประเทศในช่วงลัทธิล่าอาณานิคมกำลังแผ่ขยาย

     แตกต่างกับช่วงต่อมาที่งบประมาณขาดดุล คือ ใน พ.ศ. 2458 – 2468 ที่การขาดดุลในช่วงนี้เกิดจากการใช้จ่ายเกินตัวอย่างไม่สมเหตุสมผล ใช้แล้วหมดไปไม่ใช่เพื่อการลงทุน เช่น รายจ่ายป้องกันประเทศ รายจ่ายเพื่อการทหาร และรายจ่ายในกิจการราชสำนักที่เกินจำเป็น ขณะที่ ด้านรายได้กลับเก็บได้ลดลงมากเพราะมีการยกเลิกภาษีหลายอย่าง เช่น บ่อนการพนัน และภาษีฝิ่น ประกอบกับในระยะนั้น เศรษฐกิจถูกซ้ำเติมด้วยภาวะอุทกภัยและฝนแล้งต่อเนื่องหลายปี รวมทั้งเป็นภาวะหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ทำให้งบประมาณแผ่นดินขาดดุล ต้องนำเงินคงคลังมาใช้ชดเชยการขาดดุล จนร่อยหรอไปมาก และต้องขอกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

     แต่ว่าในช่วงนั้นกลับไม่มีความพยายามจะตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง ปัญหาจึงสะสม ยาวนานข้ามรัชสมัยมาจนถึงช่วงปี 2469-2475 กลายเป็นปัญหาหนี้สาธารณะ ที่ต้องหาทางชดใช้เพื่อรักษาความเชื่อถือจากต่างประเทศ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ประเทศก็จำเป็นต้องมีการลงทุนต่อเนื่องในการรถไฟ และระบบชลประทาน จึงต้องมีการประหยัดอย่างเฉียบขาด (strict economy) เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ ด้วยการตัดลดรายจ่ายลงอย่างรุนแรง รวมไปถึงการลดเงินเดือนข้าราชการ และปลดข้าราชการบางส่วนออก และในที่สุดก็ต้องหันมาขอกู้เงินจากภายในประเทศด้วยการออกพันธบัตร

     กรณีที่สาม เป็นปัญหาการคลังที่เกิดขึ้นจากการจัดทำงบประมาณที่ไม่ถูกแบบแผน หรือไม่สอดคล้องกับภาวะที่แท้จริงของเศรษฐกิจ ส่งผลต่อวินัยการคลัง คือทำให้ขาดดุลการคลังมากขึ้น เงินคงคลังร่อยหรอ ก่อนหน้าปี พ.ศ. 2498 การจัดทำงบประมาณรายจ่ายยึดความต้องการใช้จ่ายเป็นหลัก ส่วนการประมาณการรายได้จะยึดรายได้ที่เก็บได้ของปีก่อนเป็นเกณฑ์ แล้วค่อยมาปรับรายจ่ายให้สอดคล้องกับประมาณการรายได้

     แต่เมื่อเศรษฐกิจผันผวน กระทบต่อรายได้ที่เก็บได้จริง ก็เกิดเป็นปัญหา เพราะรายได้ที่เก็บจริงอาจมากหรือน้อยกว่าปีก่อน โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอยู่ในช่วงปี 2468 – 2477 เศรษฐกิจกำลังซบเซา รายได้จากภาษีก็ลดลง ซ้ำแล้วรายได้ส่วนหนึ่งยังต้องนำไปชำระหนี้ที่ครบกำหนดอย่างเคร่งครัด ทำให้เกิดปัญหาต้องปรับรายจ่ายลงให้สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลงในช่วงปลายปีงบประมาณ ก่อให้เกิดความยุ่งยากและสร้างความไม่พอใจให้แก่หน่วยงานต่างๆ

     ต่อมาในปี 2498 จึงได้มีการวางระเบียบการทำงบประมาณรายจ่ายใหม่ ตามคำแนะนำของ ธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารโลก โดยยึดรายได้เป็นหลักก่อน แล้วจึงค่อยประมาณการ รายจ่าย โดยประมาณการรายได้จากภาษีและรายได้อื่นๆ จากสภาวะเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด และมีการจัดลำดับความสำคัญการใช้จ่ายรายการต่างๆ ให้เหมาะสม

     อย่างไรก็ดี แม้จะมีระเบียบการจัดทำงบประมาณนี้แล้ว ก็ยังปรากฏว่าในช่วงปี 2524 – 2529 รัฐบาลประมาณการรายได้สูงกว่าความเป็นจริงมาก เพื่อตั้งงบประมาณรายจ่ายได้สูง แต่รายได้ที่เก็บได้จริงต่ำกว่าประมาณการ และแม้ว่าได้มีมาตรการเพื่อเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้ผล ส่งผลให้ขาดดุลงบประมาณสูงเฉลี่ยร้อยละ 4.4 ของ GDP และต้องชดเชยขาดดุลบางส่วนจากเงินนอกงบประมาณ (เงินฝากของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่คลังจังหวัด) ซึ่งเป็นการเสียวินัยทางการคลัง

     กรณีที่สี่ เป็นปัญหาการคลังที่เกิดขึ้นจากการใช้จ่ายของรัฐบาลเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากที่ตั้งไว้ในงบประมาณประจำปีโดยอาศัยอำนาจใช้จ่ายเงินคงคลังตามพระราชบัญญัติต่างๆ ตลอดจนการขอกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นครั้งใหญ่ใน 2 ช่วงเวลาด้วยกัน คือ ช่วงปี พ.ศ. 2490 – 2498 และช่วงหลังวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2522-2523

     หลังจากที่ประเทศเปลี่ยนระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย การใช้จ่ายเงินของแผ่นดินต้องทำอย่างเป็นขั้นตอน ต้องมีพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีมารองรับการใช้จ่าย ต่อมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2488 นั้น เศรษฐกิจซบเซามาก ซ้ำแล้วประเทศไทยยังมีส่วนต้องร่วมชำระค่าปฏิกรณ์สงครามในฐานะที่เป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น พระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2491 จึงออกมาด้วยเจตนาดีที่หวังจะช่วยให้การบริหารการคลังยืดหยุ่นขึ้นในยามจำเป็นต้องจ่ายโดยเร็วเกินงบประมาณที่ตั้งไว้ โดยรัฐบาลสามารถนำเงินคงคลังออกมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อนได้ แล้วค่อยบันทึกรายการชดใช้เงินคงคลังไว้ท้าย พรบ.งบประมาณปีต่อไปในภายหลัง

     นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีช่องทางการชดเชยการขาดดุลงบประมาณอื่นได้อีกจากการขอกู้เงินจากธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยการออกพันธบัตรและตั๋วเงินคลัง รวมถึงการขอเบิกเงินเกินบัญชี เปิดโอกาสให้รัฐบาลมีหลายช่องทางที่เอื้อต่อการใช้จ่ายเกินตัว ในขณะนั้น รัฐบาลได้ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างมาก และไม่ได้จัดลำดับความสำคัญให้เหมาะสมกับรายได้ รายจ่ายเพื่อการลงทุนก็ไม่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากลับมา โดยเฉพาะการวางนโยบายรัฐวิสาหกิจที่ไร้ทิศทางสืบต่อมาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งทำให้รัฐวิสาหกิจเกิดขึ้นมากมายเพื่อผลิตสินค้าตอบสนองความต้องการภายในประเทศที่ขาดแคลนในยามนั้น

     สังเกตได้ว่าช่วงนั้น ความรู้เกี่ยวกับการบริหารการคลังที่จะมาเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจของประเทศที่ซับซ้อนขึ้นนั้นยังไม่ค่อยรอบคอบนัก ยังมองแค่ด้านการคลังด้านเดียว ยังไม่ได้มองถึงความสัมพันธ์ของการคลังกับระบบเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ ขอเพียงให้การบริหารการคลังมีเงินใช้จ่ายได้เป็นพอ ไม่ระแวดระวังผลรอบด้านว่าจะกระทบต่ออะไรบ้าง การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้รัฐบาลกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลเรื่อยมา มีผลทำให้ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อสูง ควบคุมไม่ได้ตามมา และเมื่อข้าวของมีราคาแพงยิ่งไปซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ย่ำแย่โดยเฉพาะช่วงปี พ.ศ. 2495 – 2498 ที่การค้าต่างประเทศถดถอยจากผลของการยุติสงครามเกาหลี สินค้าออกขายไม่ดี ดุลการค้าขาดดุล ในขณะที่งบประมาณก็ขาดดุลเช่นกัน

     ในที่สุด ต้องดำเนินการแก้ไขสถานการณ์หลายมาตรการคือ 1) รัฐบาลออกพันธบัตรขอกู้จากสถาบันการเงินและประชาชนทั่วไปแทนการกู้จากธนาคารแห่งประเทศไทยโดยตรง เพื่อลดปริมาณเงินที่มีมากในระบบ 2) ขอเพิ่มวงเงินตั๋วเงินคลังหมุนเวียนในการชำระหนี้และสำรองไว้ใช้จ่าย แล้วค่อยๆ ทยอยผ่อนชำระหนี้เบิกเกินบัญชีจนหมดในปี พ.ศ. 2503 3) ลดการใช้จ่ายลง 4) กำหนดหลักการว่า ถ้าจะขอกู้ธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ต่อเมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น และเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย ให้กู้ไปแล้วก็ต้องหาทางดูดเงินส่วนนั้นออกจากระบบด้วยการขายพันธบัตรต่ออีกทอด ในที่สุด ดุลการคลังก็กลับมาเกินดุลได้สำเร็จ

     อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายเกินตัวโดยอาศัยอำนาจใช้จ่ายเงินคงคลังจากการออกพระราชบัญญัติต่างๆ ทำให้การคลังมีปัญหาครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งในช่วงปี 2522 – 2523 ที่เรียกได้ว่าเป็นวิกฤตการณ์เงินคงคลัง รัฐบาลมีพฤติกรรมแบบเจ้าบุญทุ่มเพราะต้องการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอยจากวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 โดยเฉพาะการออกพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมกลางปีเพื่อปรับเงินเดือนข้าราชการ และการอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2491 ใช้ “มติให้จ่ายเงินคงคลังไปก่อน” สำหรับใช้จ่ายในโครงการสร้างงานในชนบทในฤดูแล้ง โดยที่สภาวะขณะนั้น รัฐบาลเองก็ไม่สามารถเก็บรายได้ได้ตามเป้าเพราะเศรษฐกิจถดถอยมาก ทำให้เงินคงคลังอยู่ในขั้นวิกฤต

     ช่วงวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 ขณะนั้น ทำให้ปัญหาเงินเฟ้อที่มีอยู่แล้วยิ่งถูกซ้ำเติมจากการใช้จ่ายแบบเจ้าบุญทุ่มของรัฐบาลครั้งนี้ เพราะทำให้ปริมาณเงินในระบบสูงมาก มูลค่าการนำเข้าน้ำมันที่สูง ขณะที่รายได้ส่งออกถดถอยเพราะเศรษฐกิจโลกตกต่ำไปทั่ว ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล ทุนสำรองระหว่างประเทศร่อยหรอ เกิดปัญหาขาดดุลแฝด (twin deficit) คือ ขาดดุลทั้งด้านการคลัง และด้านต่างประเทศ พร้อมๆ กัน

     ตอนนั้นเราต้องหันไปกู้จาก IMF ในปี 2524 2525 และ 2528 และเพื่อเสริมทุนสำรองของประเทศ รักษาความน่าเชื่อถือของรัฐบาล และเริ่มใช้นโยบายรัดเข็มขัด ประหยัดรายจ่ายกลางปีงบประมาณ และเร่งรัดหารายได้จากการขยายฐานภาษีอากร และปรับปรุงการบริหารการจัดเก็บ จนฐานะการคลังค่อยๆ ฟื้นตัวได้สำเร็จในปี 2530

     ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย

     ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดเกี่ยวกับการทำผิดวินัยการคลังในอดีต มีเจตนาเพียงเพื่อยกเป็นอุทาหรณ์หรือบทเรียนสำหรับการบริหารการคลังสำหรับรัฐบาลปัจจุบัน หรือในอนาคตข้างหน้า เพราะการผิดวินัยการคลังจะนำไปสู่การสะสมปัญหาและเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ การแก้ไขปัญหาหลังจากนั้นจะมีความยุ่งยากและอาจต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟูการคลังให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งประเทศชาติอาจต้องสูญเสียโอกาสในการพัฒนาตามครรลองที่ควรจะเป็นอีกด้วย การไม่รักษาวินัยทางการคลังที่เคร่งครัดในอดีต ก่อน พ.ศ. 2500 นั้น อาจจะพอเข้าใจได้ เพราะตอนนั้นการพัฒนาองค์ความรู้ของเศรษฐศาสตร์การคลังกับระบบเศรษฐกิจ และการเงินของประเทศยังมีไม่มาก แต่ในปัจจุบัน วิชาเศรษฐศาสตร์การคลังมีความสลับซับซ้อน และถูกพัฒนามาจนเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนต้องทำควบคู่กันไปกับการรักษาวินัยทางการคลัง ท่านผู้ฟังคงเห็นด้วยกับผมว่า การรักษาวินัยทางการคลังเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะหากขาดวินัยนี้แล้ว ไม่ว่าจะจัดทำงบประมาณสมดุลหรือไม่ก็ตาม ฐานะการคลังก็จะค่อยๆ อ่อนแอลงจนเกิดการขาดดุลได้ในที่สุด หลังจากนั้นหากยังไม่ระมัดระวังอีก ก็มักจะมีการขาดดุลต่อเนื่องติดต่อกันหลายปี ส่งผลกระทบต่อฐานะเงินคงคลัง ฐานะหนี้รัฐบาล เสถียรภาพเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในที่สุด

     บทเรียนที่เราเห็นจากอดีตชี้ว่า ประการแรก เงินคงคลังควรจะดำรงไว้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมอยู่เสมอ และพอที่จะเป็นภูมิคุ้มกันรองรับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง เช่น ความผันผวนจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการณ์ราคาน้ำมัน หรือเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจไทย และทำให้เก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าหมาย ดังนั้นในภาวะที่เก็บภาษีได้มากก็ไม่ควรใช้จ่ายจนหมด ควรเก็บไว้เผื่อเหลือเผื่อขาดบ้าง

     ประการที่สอง ควรรักษาวินัยการใช้จ่าย หมายถึง

      ก) รายจ่ายที่ตั้งงบประมาณต้องเป็นรายจ่ายที่เหมาะสมและคุ้มค่า มีการจัดสรรรายจ่ายตามลำดับความสำคัญ และผ่านการตรวจสอบจากรัฐสภา
      ข) หลังจากจัดสรรวงเงินแล้ว ไม่ควรเบิกใช้เกินวงเงินที่กำหนดไว้ และควรหลีกเลี่ยงการตั้งงบประมาณเพิ่มกลางปี
      ค) หากต้องเบิกใช้เกินวงเงินอย่างสุดวิสัย ก็ควรกันเงินรายได้ในอนาคตตามจำนวนดังกล่าวมาใช้คืนเงินคงคลัง
      ง) ไม่ควรสร้างภาระผูกพันต่องบประมาณแผ่นดินมากเกินไป จนรัฐบาลในอนาคตอาจขาดความคล่องตัวในการกำหนดงบประมาณได้
      จ) ควรควบคุมบรรดารายจ่ายตามวาระจรทั้งหลาย และดูแลการเบิกจ่ายให้พอเหมาะพอสมกับรายได้ในแต่ละเดือน เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์ดังเช่นที่รัฐบาลต้องกู้เงินด้วยการออกตั๋วเงินคลังเพิ่มอีก 80,000 ล้านบาทเมื่อเร็วๆ นี้ เพราะแม้ว่าขณะนี้จะยังไม่มีผลกระทบต่อความยั่งยืนทางการคลัง ก็เป็นสัญญาณระยะสั้นที่ไม่ค่อยดี แต่ก็ยังดีที่ไม่ไปกู้โดยตรงจากธนาคารแห่งประเทศไทย

     ในเรื่องนี้ผมทราบมาว่า ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนปัจจุบัน ได้เสนอทางแก้ไขโดยการออกพันธบัตรแทนตั๋วเงินคลัง ด้วยหลักการที่ว่าภาระระยะยาวก็ควรชดเชยด้วยหนี้ระยะยาว

     ประการที่สาม โครงการลงทุนทั้งหลายของรัฐบาล โดยเฉพาะที่เป็นขนาดใหญ่ เป็นความตั้งใจที่ดี ที่จะยกระดับมาตรฐานชีวิตของประชาชน ในเรื่องนี้ ผมเข้าใจว่าหลายโครงการได้มีการศึกษาไว้แล้วว่ามีความคุ้มทุนคุ้มค่า แต่หลายโครงการก็ยังขาดการศึกษาอย่างจริงจัง ซึ่งบทเรียนในอดีต การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่คุ้มค่าและขาดประสิทธิภาพจะสร้างปัญหาการคลังในระยะต่อไป

     และแม้ว่าผลการศึกษาความเป็นไปได้อาจจะสรุปว่าควรจะทำทั้งหมด แต่เมื่อรวมกันแล้วเป็นเงินลงทุนจำนวนมาก ก็ไม่ควรทำพร้อมๆ กัน จนกระจุกตัว เพราะจะเป็นภาระต่อการบริหารหนี้ การใช้คืน และกระทบต่อฐานะทางการคลัง รวมไปถึงเสถียรภาพเศรษฐกิจด้านอื่นด้วย ดังนั้น ควรมีการกระจายการลงทุนและจัดลำดับความสำคัญของโครงการ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การยึดหลักความโปร่งใสและมีระบบการตรวจสอบที่ดีและน่าเชื่อถือ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปมั่นใจและไม่เคลือบแคลงใจ หรือกล่าวโดยรวมก็คือต้องยึดหลักธรรมาภิบาลในการตัดสินใจลงทุน และบริหารโครงการนั่นเอง

     บทเรียนประการที่สี่ที่ผมมองเห็นนั้น น่าจะเป็นเรื่องการใช้มาตรการภาษีซึ่งเป็นแหล่งรายได้ระยะยาวของรัฐบาล เพราะการที่ฐานะเงินคงคลังจะมั่นคงทั้งในระยะสั้น และระยะยาวได้นั้น จำเป็นต้องคำนึงถึงแหล่งรายได้ด้วย การใช้มาตรการลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์และการคาดการณ์ที่ดีรองรับเพราะจะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ภาษีทันทีและมีผลต่อฐานรายได้ระยะยาว หรือแม้ว่าจะมาจากสาเหตุอื่น เช่น ข้อตกลงการค้าเสรี ก็ต้องพิจารณาด้วยว่าจะมีแหล่งรายได้อื่นมาทดแทนเพียงพอหรือไม่ เพราะภาษีถือเป็นแหล่งรายได้ระยะยาวของรัฐบาล ขณะที่รายจ่ายก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย

     นอกเหนือจากปัญหาทางด้านการคลังที่ผมพูดมา ผมยังมีความเป็นห่วงในประเด็นด้านการคลังที่คิดว่า เราคงจะระมัดระวังในอนาคตอีก 2 ประเด็น เพราะ เป็นประเด็นที่เพิ่งเกิดขึ้น และเรายังไม่มีบทเรียนจากประวัติศาสตร์การคลัง เรื่องแรกคือ ปัญหาเกี่ยวข้องกับกิจกรรมนอกงบประมาณ (Off-budget activities) และกิจกรรมกึ่งการคลัง (Quasi-fiscal activities) เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางอย่างมีเจตนาที่จะไม่ใช้เงินจากงบประมาณ แต่ถึงกระนั้น หากบริหารจัดการไม่ดีก็อาจเป็นภาระต่องบประมาณก็ได้ในที่สุด เช่น มาตรการที่ดำเนินการผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้งหลาย (ธกส. ธอ. ธอส. ธสน. ธพว. ฯลฯ) เช่น โครงการธนาคารประชาชน การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน สินเชื่อ SME บ้านเอื้ออาทร การแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน เป็นต้น ควรมีความระมัดระวังและอิงกับหลักเกณฑ์ตามปกติที่สถาบันการเงินใช้ปล่อยกู้ และการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมด้วย แม้ในปัจจุบันยังไม่เป็นปัญหา แต่หากไม่ระมัดระวังเพียงพออาจกระทบต่อฐานะของสถาบันการเงินเหล่านี้ กิจกรรมดังกล่าวอาจจะสร้างภาระกับรัฐบาล (contingent liabilities) โดยต้องใช้เงินอุดหนุนจากงบประมาณรัฐบาลในอนาคตได้ หรืออาจมีอีกตัวอย่างหนึ่งก็ เช่น การควบคุมราคาน้ำมันโดยผ่านกองทุนน้ำมัน ซึ่งรัฐบาลต้องลอยตัวราคาน้ำมันในที่สุด แต่ก็ยังมีหนี้อีกจำนวนหนึ่งที่ต้องจัดการอยู่

     เรื่องที่สองเป็นเรื่องของการคลังท้องถิ่น หลังจาก พรบ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เริ่มใช้บังคับตั้งแต่ปี 2542 การคลังท้องถิ่นก็มีรายรับเพิ่มขึ้นมากเป็นลำดับ จากประมาณ 100 พันล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 14 ของรายได้รัฐบาล ในปี 2543 เป็นประมาณ 330 พันล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 24 ของรายได้รัฐบาลในปี 2549 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อไปจนถึงร้อยละ 35 ในที่สุด โดยส่วนหนึ่งเป็นเงินอุดหนุนจากรัฐบาลที่คิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของรายรับท้องถิ่น

     แม้การกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นความตั้งใจที่ดี ในการกระจายทรัพยากรจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น และท้องถิ่นสามารถดำเนินนโยบายได้สอดคล้องกับความจำเป็นในพื้นที่ ซึ่งจะนำมาสู่การบริหารจัดการและกระบวนการจัดสรรทรัพยากรภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การให้ความรู้ท้องถิ่นในการบริหารจัดการเงินทุนจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมาภิบาลมาใช้ คือ มีการบริหารจัดการบนหลักของความเหมาะสมและความพอดี สามารถตรวจสอบการทำงานและการจัดการการเงินได้อย่างโปร่งใส มีการเปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วน และทันการณ์ รวมไปถึงการสร้างให้ท้องถิ่นเองตื่นตัว มีส่วนร่วมที่จะพิทักษ์ผลประโยชน์ของส่วนรวม เพื่อลดโอกาสการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบโดยนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจบริหารในท้องถิ่น

     แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กระบวนการถ่ายโอนภารกิจบางด้านยังมีความล่าช้า เช่น การศึกษาและสาธารณสุข เพราะยังต้องรอความพร้อมของท้องถิ่นที่จะรับภารกิจใหญ่ที่เพิ่มขึ้น เพราะสิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักให้มากคือ ถ้าท้องถิ่นไม่พร้อมรับการโอนงานไปจากรัฐบาล แต่กลับมีเม็ดเงินโอนไปให้มาก ก็จะเกิดความไม่พอดีระหว่างเงินที่มีอยู่กับภารกิจในความรับผิดชอบ และเปิดช่องให้แก่ผู้ที่ต้องการฉวยโอกาสเอาประโยชน์จากความไม่พอดีนี้

     ท้ายที่สุดนี้ ผมมีความหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เกร็ดประวัติศาสตร์จากบทเรียนทางการคลัง 150 ปีที่ผมได้หยิบยกมาในวันนี้ จะเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้มีการบริหารการคลังของประเทศในแนวทางที่เหมาะสม กล่าวคือ ยึดหลักการตั้งงบประมาณรายจ่ายที่สมเหตุสมผลและสอดคล้องกับรายได้อย่างแท้จริง โดยเริ่มจากการตั้งงบประมาณรายได้ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง และตั้งรายจ่ายตามลำดับความจำเป็นและความสำคัญ และสุดท้ายคือมีความระมัดระวัง ในการดูแลให้มีเงินคงคลังเพียงพอรองรับความผิดปกติของรายได้และรายจ่ายในอนาคต ซึ่งจะทำให้มีฐานะการคลังมั่นคงต่อการพัฒนาประเทศไทยได้ในระยะยาวต่อไป

รวมปาฐกถาภาษาไทย

ปาฐกถา เรื่อง คุณธรรมและจริยธรรม ดร. ป๋วย
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี
วันพุธที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๒
ธนาคารแห่งประเทศไทย

ท่านผู้มีเกียรติ

คุณป๋วยเป็นบุคคลที่เรียบง่ายและมีจิตใจเปี่ยมไปด้วยความกรุณาปรานีต่อคนโดยทั่วไป ไม่เคยกล่าวว่าร้ายใครในเรื่องส่วนตัว ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับคุณป๋วยล้วนแล้วแต่ยืนยันว่าเป็นบุคคลที่น่าเคารพและรักนับถืออย่างแท้จริง ผมไม่เคยได้ยินบุคคลที่เคยทำงานกับคุณป๋วยจะกล่าวหาว่าเป็นบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือไม่เป็นบุคคลตัวอย่าง มิหนำซ้ำเพื่อนของผมที่เคยใกล้ชิดกับคุณป๋วยต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นผู้ใหญ่ที่น่ารัก ยิ่งอยู่ด้วยกันนานขึ้น ยิ่งทวีความรักและเคารพมากขึ้น

ทั้ง ๆ ที่คุณป๋วยไม่ใช่บุคคลที่ร่ำรวยด้วยทรัพย์สมบัติ แต่ท่านได้พยายามช่วยเหลือบุคคลต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ คุณป๋วยเป็นข้าราชการตัวอย่างที่ไม่ยอมรับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนนอกเหนือไปจากตำแหน่งประจำตำแหน่งเดียว เช่นเวลาทำงานที่สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง เงินเดือนจะรับเพียงตำแหน่งเดียว เงินเดือนประจำตำแหน่งอื่น ๆ และค่าตอบแทนฐานะกรรมการคณะต่าง ๆ คุณป๋วยจะนำมาตั้ง เป็นกองทุนสวัสดิการช่วยเหลือข้าราชการชั้นผู้น้อยในหน่วยงานนั้น ๆ โดยกำหนดให้ผู้มีรายได้น้อยจะได้รับเงินสวัสดิการจำนวนมากกว่าผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่า วิธีการนี้เลยเป็นหลักที่ข้าราชการกระทรวงการคลังที่ใกล้ชิดคุณป๋วย ถือปฏิบัติกันต่อมา แต่คงจะเลิกปฏิบัติไปแล้วในยุคปัจจุบัน

ตลอดทั้งชีวิตราชการคุณป๋วยได้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ มากมาย และมีโอกาสที่จะสะสมทรัพย์สินอย่างมากมาย แต่ก็ไม่เคยมีใครมาอ้างได้ว่าท่านได้มีพฤติกรรมมิชอบมิควรแต่ประการใด ตรงกันข้าม บางคนที่ไม่เป็นมิตรกับท่าน กลับยกความไม่ยอมหาประโยชน์ใส่ตนเองของคุณป๋วย มาโจมตีหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ หรือไม่ใช่คนไทยที่สมบูรณ์ เมื่อเริ่มรับราชการที่กรมบัญชีกลาง และสำนักงานปลัดกระทรวงการคลังนั้น คุณป๋วยเดินทางจากบ้านที่ซอยอารีย์ ถนนพหลโยธิน ด้วยจักรยาน ๒ ล้อ มีข้าราชการกระทรวงการคลังเล่าสู่กันฟังว่า ท่านจะมายังที่ทำงานซึ่งสมัยนั้นอยู่ในพระบรมราชวัง เหงื่อไหลไคลย้อย ท่านจะมีกระเป๋าหนังเก่า ๆ ใบหนึ่ง ในนั้นจะมีเสื้อเชิ้ตตัวหนึ่งและเน็คไทเส้นหนึ่งและผ้าขนหนูผืนหนึ่ง พอมาถึงก็จะยกกระเป๋าเข้าที่ทำงานแล้วเปิดเอาผ้าขนหนูไปที่ก๊อกน้ำชั้นล่าง แล้วชุบน้ำให้เปียก แล้วนำมาเช็ดที่หน้าและลำคอและแขน พอสะอาดเรียบร้อยแล้วก็เปลี่ยนเสื้อที่มุมห้องใหญ่แห่งหนึ่ง ทำอย่างนี้เป็นประจำ จนท่านปลัดกระทรวงสมัยนั้นสั่งให้ทำอ่างล้างหน้าที่ชั้นสองใกล้ ๆ ห้องทำงานของคุณป๋วย เพื่อความสะดวกของคุณป๋วย และข้าราชการผู้อื่นก็ได้อาศัยใช้ไปด้วย เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสมถะของคุณป๋วย และความเอ็นดูและการเห็นคุณค่าของคุณป๋วย ในสายตาของผู้ใหญ่ของกระทรวงการคลังสมัยนั้นเป็นอย่างดี

มีเรื่องเล่ากันว่า เมื่อสมัยท่านเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ห้องทำงานของท่านเปิดรับบุคคลต่าง ๆ อยู่เสมอ เช่นครั้งหนึ่งมีคนเห็นพนักงานคนสวนของธนาคาร สวมเสื้อกล้ามเก่า ๆ และขาด ๆ ตัวหนึ่ง พร้อมทั้งนุ่งกางเกงขาสั้นค่อนข้างกะรุ่งกะริ่ง นั่งบนเก้าอี้ตรงหน้าโต๊ะทำงานของคุณป๋วย พูดคุยอย่างไม่มีประหม่าแต่ประการใด คุณป๋วยก็พูดจาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ภายหลังผู้ใหญ่ในธนาคาร เรียกคนสวนมาบอกว่าจริงอยู่ท่านผู้ว่าฯ ไม่ว่าหรอกจะมาพบกับท่าน แต่ขอให้แต่งตัวสุภาพกว่านี้ได้มั้ย? ความหนักใจของผู้ที่ดูแลผู้มาติดต่อกับคุณป๋วยก็คือ จะทำอย่างไรให้คุณป๋วยมีเวลาทำงานบ้างในเวลาราชการ เพราะจะมีคนมาพบหรือปรึกษาหารืองาน หรือเรื่องส่วนตัวกับท่านอยู่เรื่อย ๆ จนท่านต้องทำงานเวลาเลิกงานแล้วทุกวัน อย่างไรก็ตามผมทราบมาว่า หากเป็นบุคคลที่สนิทสนมกับท่าน ท่านจะให้พูดสนทนาไป และท่านจะก้มหน้าทำงานไป โดยสามารถแบ่งความสนใจได้สองด้านพร้อมกันไป หรือในบางขณะเห็นว่า งานค่อนข้างยุ่งยากต้องเพ่งเล็งให้ความสนใจเป็นพิเศษ ก็ขอให้หยุดสนทนาชั่วคราว และเมื่อพิจารณาวิเคราะห์งานเบื้องหน้าลุล่วงไปได้แล้ว ก็จะได้พูดคุยกันต่อไป ด้วยความสามารถเช่นคุณป๋วยจึงสามารถทำงานได้อย่างทันเวลา และก็สามารถเจรจาพาทีรวมทั้งช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ที่มาติดต่อด้วยเป็นอย่างดีพร้อม ๆ กันไป ความเมตตาต่อผู้ร่วมงานด้วยเป็นที่กล่าวกันอย่างกว้างขวาง เพื่อนผมคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เมื่อมาทำงานใหม่ได้ไม่ถึงเดือน เกิดโชคดีได้รับมอบหมายให้ดูแลงานชิ้นหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูลบางประการ ไม่ได้มีบทบาทมากมายประการใด แต่คุณป๋วยได้นำเข้าร่วมประชุมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสมัยนั้น เมื่อคุณป๋วยอธิบายชี้แจงถึงปัญหาและวิธีแก้ไขจนเป็นที่ยอมรับในที่ประชุมเรียบร้อยแล้ว ท่านหันมาหาเพื่อนผมซึ่งนั่งสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่เบื้องหลังของท่าน แล้วกล่าวแนะนำว่า เป็นบุคคลที่มีส่วนร่วมศึกษาเรื่องนี้เป็นอย่างมาก (ซึ่งเกินความเป็นจริง) ทำให้ผู้ใหญ่สมัยนั้นรู้จักเพื่อนผมและเรียกไปใช้งานพิเศษอื่น ๆ ต่อไป นิสัยของคุณป๋วยที่คอยยกย่องและส่งเสริมผู้ร่วมงานกับท่านเป็นนิจเช่นนี้ หาได้ยากจริง ๆ ในวงจรราชการไทย มิหนำซ้ำเวลาการวิเคราะห์ของผู้ร่วมงานผิดพลาดไปบ้าง คุณป๋วยก็จะชี้แจงสอนให้พิจารณาใหม่ไปในทางที่ถูกต้องตามหลักการ จนเป็นที่กระจ่างต่อผู้ร่วมงาน ครั้นพอคุณป๋วยเสนอผลงานกลับยกย่องว่า ผู้ร่วมงานนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญต่อความสำเร็จของงานนั้น ๆ โดยมิได้กล่าวถึงแม้แต่น้อยว่าท่านได้แก้ไขความบกพร่องของการวิเคราะห์ของผู้ร่วมงานไปอย่างใดบ้าง

เรื่องราวที่คุณป๋วยเคยคัดค้านแนวความคิดหรือข้อเสนอแนะของผู้มีอำนาจเหนือกว่า มีหลายต่อหลายเรื่องด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่นธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง (สหธนาคาร) นำเงินตราต่างประเทศที่ใช้อัตราแลกเปลี่ยนต่ำกว่าท้องตลาด ไปในทางที่ผิดจากเจตนารมณ์ของการอนุมัติพิเศษครั้งนั้น และมีความผิดจะต้องถูกปรับหลายสิบล้านบาท (ซึ่งสมัยนั้นเป็นยอดเงินเป็นพัน ๆ ล้านบาทในปัจจุบัน) มีผู้มีอำนาจมาก ๆ ในคณะรัฐมนตรีในสมัยนั้นหลายคนพยายามจะให้คุณป๋วย ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้ เปลี่ยนแนวทางให้ยกประโยชน์ให้แก่ธนาคารนั้นโดยไม่ต้องเสียค่าปรับ แต่คุณป๋วยไม่ยอมทั้งที่ได้มีการเจรจาหลายครั้ง บุคคลที่มาเจรจาล้วนแล้วมียศสูงสุดในกองทัพบก กองทัพอากาศและกรมตำรวจ สมัยนั้น ผลสุดท้ายคุณป๋วยเสนอสรุปให้ธนาคารนั้นเสียค่าปรับตามกฎระเบียบที่ใช้บังคับในขณะนั้น และคณะรัฐมนตรีก็ให้ความเห็นชอบตามเสนอ ผลลัพธ์คือ คุณป๋วยได้ทำหน้าที่เป็นรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่สั้นที่สุด คือประมาณ ๗ เดือน และเป็นสาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้ท่านขอลาออกจากราชการเพื่อไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยลอนดอน แต่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (คุณพระบริภัณฑ์ยุทธกิจ) มีความเอ็นดูและเห็นประโยชน์ของคุณป๋วย ในฐานะข้าราชการ จึงขอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้คุณป๋วยไปเป็นที่ปรึกษาการคลังประจำเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน จากการที่มิได้ขาดจากการเป็นข้าราชการของคุณป๋วยในครั้งนี้ จึงทำให้ราชการไทยได้รับประโยชน์จากคุณป๋วยต่อมาอีกมากมาย

เป็นที่น่าประหลาดใจที่ความดีและความสามารถของคุณป๋วยนี่เอง กลับทำให้จอมพลสฤษดิ์ (ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่ง ที่พยายามจะให้คุณป๋วยเปลี่ยนแนวทางพิจารณาเกี่ยวกับการปรับธนาคารพาณิชย์แห่งนั้นในเรื่องกระทำความผิด เรื่องเงินตราต่างประเทศ) เห็นคุณค่าของคุณป๋วย ระหว่างที่พักรักษาตัวอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ถึงกับเชิญไปพบหลายครั้ง และเมื่อกลับมาปฏิวัติเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล ก็ขอให้คุณป๋วยกลับเมืองไทย รับตำแหน่งสำคัญ ๆ หลายตำแหน่ง เช่นเป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณคนแรกของประเทศไทย เป็นที่ปรึกษาประจำกระทรวงการคลัง เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดตั้งสภาพัฒน์ฯ และต่อมาเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ฯลฯ ในระยะเวลานั้นคุณป๋วยได้ทำงานชิ้นสำคัญ ๆ หลายประการ แต่ที่น่าจะกล่าวถึงคือความกล้าหาญของคุณป๋วยในการคัดค้านเรื่องไม่ชอบมาพากล ทั้ง ๆ ที่ทราบว่าเป็นเรื่องที่จอมพลสฤษดิ์มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แต่จอมพลสฤษดิ์ก็เป็นผู้ใหญ่พอ ที่มิได้วางโทษคุณป๋วยทั้งทางตรงและทางอ้อมแม้แต่ประการใด และก็ให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติไปตามที่คุณป๋วยเสนอขึ้นมาทุกครั้งไป หรือมิฉะนั้นก็ยุติการดำเนินงานต่อไป เมื่อเห็นมีการทักท้วงจากคุณป๋วย หรือจากส่วนราชการที่คุณป๋วยเป็นหัวหน้า หรือเป็นที่ปรึกษาในขณะนั้น มาเดี๋ยวนี้ผมคิดว่า เราคงจะเห็นความกล้าหาญเช่นนี้ไม่ได้ง่ายนัก และในขณะเดียวกันเราก็คงจะเห็นผู้มีอำนาจประพฤติตามแบบจอมพลสฤษดิ์กับคุณป๋วยไม่ได้ง่ายนักเช่นเดียวกัน

ผมรู้จักเพื่อนฝูงหลายคนที่เคยทำงานกับคุณป๋วยผมกล้าพูดได้ว่าไม่มีใครเลยจะไม่ได้รับประโยชน์ ในการพัฒนาความรู้และความประพฤติ ตลอดจนหลักการในการทำงานและในการครองชีวิตของตน โดยที่ซึมซับจากความใกล้ชิดกับคุณป๋วย ความไม่พยายามคาดร้ายกับใครนั้น คุณป๋วยมีอยู่อย่างสมบูรณ์ ดูจากเรื่องที่คุณป๋วยเล่าในเรื่องทหารจำเป็น (เสรีไทย) ในเนื้อเรื่องท่านมิได้เคยกล่าวถึง การที่ท่านถูกต่อยและเตะ เมื่อตอนถูกจับหลังจากที่โดดร่มลงในบริเวณ อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท แต่กลับกล่าวถึง เรื่องที่ท่านประทับใจในความกรุณาปรานีของคนไทยด้วยกัน ทั้ง ๆ ที่ถูกปลุกปั่นให้รังเกียจ “พลร่ม” ว่าเป็นคนขายชาติ คุณป๋วยกลับจำได้ว่า เมื่อตอนถูกล่ามโซ่ติดกับเสาไม้กลางศาลาการเปรียญในวัดวังน้ำขาว มีผู้คนมาดูมากมาย บางคนก็มานั่งบนพื้นศาลาจ้องมองดูเป็นเวลานาน ๆ นับชั่วโมง บ้างก็กล่าวคำหยาบคาย แต่ที่คุณป๋วยจำได้แม่นที่สุดก็คือ เวลาเจ้าหน้าที่ม่อยหลับตอนบ่าย ๆ มีหญิงอายุค่อนข้างมาก กระเถิบเข้ามาใกล้และนั่งดูอยู่นานถึงสองชั่วโมง โดยเอามือกอดเข่านิ่งอยู่ แล้วพูดกับคุณป๋วยว่า “พุทโธ่ หน้าเอ็งเหมือนลูกข้า” พอคุณป๋วยถามว่า “ลูกของป้าไปไหน” ก็ตอบว่า “ถูกเกณฑ์ทหารไปนานแล้วไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน” คุณป๋วยเล่าว่าเสียงอันเยือกเย็นซึ่งแสดงถึงน้ำใจของหญิงผู้นี้ ทำให้คุณป๋วยตื้นตัน และรู้สึกว่าได้มีรสหวานอันเป็นรสแห่งความรักของมารดาห้อมอยู่ในศาลานั้น คุณป๋วยเล่าอีกว่ายังระลึกถึงบุญคุณของตำรวจสองคน ที่ควบคุมคุณป๋วยว่า หลังจากอยู่ด้วยกันสองถึงสามวัน พอถึงเขตเมืองของอำเภอวัดสิงห์ และจะต้องถูกคุมขัง ณ สถานีตำรวจเป็นครั้งแรก อุตส่าห์เอาเงินรวมกันได้ ๑๒ บาท มาให้เพื่อใช้เป็นประโยชน์ใน ๒ - ๓ วันข้างหน้า (ขอให้ระลึกว่า ในขณะนั้นข้าวราดแกงจานหนึ่งราคาไม่เกิน ๒๐ สตางค์) และยังจำได้ว่าเมื่ออยู่ในที่กรงขังของสถานีตำรวจแล้ว ยังทำไข่ต้มมาให้กิน ยังแถมบอกว่า อาหารที่ราชการให้นั้นคงจะพอสำหรับทำให้หิวต่อไปอีก

คุณป๋วยมีอารมณ์ขันอย่างแท้จริง แม้กระทั่งในยามสิ่งแวดล้อมค่อนข้างจะมืดมนอนธการ เช่นในตอนถูกล่ามโซ่กับนักโทษอื่นอีกสองคน เพื่อเดินทางจากสถานีตำรวจอำเภอวัดสิงห์ มายังท่าเรือยนต์ เพื่อเดินทางต่อไปยังเขตเทศบาลเมือง จังหวัดชัยนาท ท่านข้าหลวงประจำจังหวัด ซึ่งเดินทางมายังอำเภอวัดสิงห์ เพื่อคุม “พลร่ม” ไปยังเมืองชัยนาทแล้วจะเดินทางต่อไปยังกรุงเทพฯ แอบมาพูดอย่างกระดากว่า “หวังว่าคงไม่รังเกียจ” ขณะที่จะมีการล่ามโซ่ตรวนกัน! หรือเมื่อตอนนั่งห้อยเท้าในช่องกระโดดในเครื่องบิน พร้อมที่จะไถลตัวกระโดดลงในท่ามกลางความมืด คุณป๋วยนั่งอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมง ซึ่งท่านรู้สึกว่า จะเป็นหนึ่งปี คำนึงถึงชีวิตและมรณะ แต่จากช่องกระโดดนั้นลมเย็นกระโชกพัดเข้ามาอยู่ตลอดเวลา คุณป๋วยเลยพยายามนึกว่า คงจะมีประโยชน์สำหรับจะทำให้คุณป๋วยและพรรคพวกที่จะกระโดดร่มในคราวนั้น แน่ใจว่าที่ที่จะลงไปนั้นไม่ใช่นรกเพราะว่าไม่มีเปลวเพลิงอันร้อนมีแต่ลมเย็นเท่านั้น

ท้ายที่สุดนี้ผมขอนำคำสดุดีที่คุณป๋วยประพันธ์ขึ้นเพื่อระลึกถึง คุณเกษม ศรีพยัคฆ์ ผู้ซึ่งเป็นบุคคลตัวอย่างอีกท่านหนึ่ง

“มนตรีศรีพยัคฆ์ยอดคน           ญาติมิตรปวงชน

ไทยเศร้าจิตอนิจจา

ท่านผู้ถือสัตย์หัทยา           เข้มแข็งแรงกล้า

ยึดธรรมสัมนาจารี

ว่าการธนาคารชาติดี            รักษาหน้าที่

มิหนีมิหน่ายผ่ายภาร

บำรุงกรุงไทยไพศาล      สมบัติศฤงคาร

สิท่านขัดสนจนทรัพย์

น้อมจิตเทิดธรรมคำนับ           ยังชีวีดับ

เกียรติศัพท์เลื่องหล้าถาวร”

กาพย์ฉบัง ๑๖ นี้หากเปลี่ยนชื่อคุณเกษม ศรีพยัคฆ์ เป็นคุณป๋วยก็เหมาะสมกันดี แต่ทว่า เราคงจะต้องยอมรับว่า ธนาคารกรุงไทยมิได้ไพศาลไปด้วยสมบัติศฤงคารอีกต่อไปแล้ว

รวมปาฐกถาภาษาไทย

(คำแปล)

“เต๋าแห่งการพัฒนา : การบริหารเศรษฐกิจและธรรมาภิบาลในเอเชีย”
ปาฐกถาครบรอบหนึ่งปีของมูลนิธิเอเชีย-ยุโรป
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย
๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑

อารัมภบท

ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญมาแสดงปาฐกถาในวาระครบรอบหนึ่งปีของสถาบันเอเชีย-ยุโรป

ในปีที่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นมากมาย ก็ยังอุ่นใจอยู่บ้างที่มูลนิธิ หรือที่เรียกย่อว่า ASEF ได้ผ่านพ้นหลักหนึ่งปีไปแล้ว

เอเชียและยุโรปต่างเป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ แต่กระแสการไหลของความคิดและความรู้มักจะเป็นไปในทิศทางเดียว เวทีนี้จึงเป็นโอกาสอันเปรียบมิได้ที่เราจะสามารถแก้ไขจุดบกพร่องนั้นและเรียนรู้จากกันและกันเพื่อที่จะได้เข้าใจกันดีขึ้น

เนื่องจากหัวข้อที่อยู่ในใจทุกคนระยะนี้คือวิกฤตการณ์เศรษฐกิจเอเชีย ถ้าหากผมจะเริ่มโดยไม่กล่าวถึงเรื่องนี้ก็คงจะดูกระไรอยู่

ในชั่วเวลาเพียงครึ่งปี สิ่งที่เรียกกันว่าปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจของภูมิภาคซึ่งสร้างสมมาเป็นหลายสิบปีได้หยุดชะงักลง

ความเป็นไปได้ของศตวรรษเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเคยมองกันว่าจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน บัดนี้กลับเป็นเครื่องหมายคำถามที่ค้างอยู่ในอากาศ

สิ่งที่เราดำเนินการต่อไปจากจุดนี้จะตัดสินว่าปัญหาที่เราเผชิญอยู่ในปัจจุบันเป็นเพียง “หลังเต่า” ลดความเร็ว หรือว่า “ปาฏิหาริย์เอเชีย” จะกลายเป็นเพียงเชิงอรรถในตำราประวัติศาสตร์

ตัวผมเองเชื่อว่าพื้นฐานของภูมิภาคยังเข้มแข็งพอที่จะให้มีการฟื้นตัวได้ภายในระยะเวลาอันสมควร แต่ทั้งนี้มีข้อแม้ว่าเราจะต้องดำเนินตามเส้นทางที่ถูกต้อง

เส้นทางถูกต้องที่ว่านั้นเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างดุเดือดอยู่แล้วในหมู่ผู้ที่คงแก่เรียนมากกว่าผม ดังนั้นวันนี้ผมตั้งใจที่จะกล่าวถึงอีกคำถามหนึ่งซึ่งไม่ได้มีความสำคัญย่อหย่อนไปกว่านั้น แต่มักจะถูกปัดไปอยู่ขอบข้างของการโต้เถียง นั่นคือ ทำอย่างไรเอเชียจึงจะดึงเอาบทเรียนที่เจ็บปวดจากวิกฤตการณ์นี้มาใช้วางรากฐานการพัฒนาระยะยาวซึ่งสมดุล เสมอภาค และยั่งยืนได้

ผมถามคำถามนี้เพราะว่าการพัฒนาไม่ได้หมายความถึงการเจริญเติบโตอย่างเดียว

เราเห็นมาแล้วว่าการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วนั้นอาจเกิดขึ้นได้แม้ว่าการพัฒนาด้านอื่นๆ ยังคงล้าหลังอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความเป็นธรรมในสังคม การกระจายรายได้อย่างเสมอภาค หรือการบริหารสิ่งแวดล้อมอย่างถูกหลัก

การพัฒนานั้น หากเราจะอุปมาอุปมัยแบบเอเชีย ก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องของหยินกับหยาง เป็นเรื่องที่จะต้องหาความสมดุลให้ได้ระหว่างสิ่งที่เราให้ความสำคัญทัดเทียมกันหลายๆ อย่าง ซึ่งการเจริญเติบโตเป็นเพียงหนึ่งในนั้น

เนื่องจากเอเชียเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายเหลือเกิน การพูดคลุมๆ โดยรวมก็อาจจะกว้างเกินไป ดังนั้นข้อสังเกตของผมส่วนใหญ่จะดึงมาจากกรณีของประเทศไทย และก็เป็นไปได้ว่าข้อสังเกตบางข้อของผมอาจจะประยุกต์ใช้ในกรณีอื่นได้ แต่ในส่วนนั้นผมขอให้ท่านผู้ฟังได้โปรดวินิจฉัยเอาเองก็แล้วกัน

ทบทวนอดีต ทบทวนตัวเอง

ได้มีหลายท่านตั้งข้อสังเกตว่าวิกฤตการณ์การเงินของไทยเป็นพรที่จำแลงมา

ในความเห็นของผม ผลดีที่สุดจากวิกฤตการณ์คือเป็นการบังคับให้เราต้องพินิจพิจารณาตัวเองมากขึ้น

บัดนี้เมื่อเราได้เรียนรู้ความจริงด้วยตัวเองแล้วว่าตลาดโลกอาจโหดร้ายได้เพียงใด เราก็ควรอยู่ในสภาพจิตใจอันเหมาะสมที่จะแก้ไขจุดอ่อนต่างๆ ในระบบของเราซึ่งละเลยกันมานานตั้งแต่สมัยเศรษฐกิจเฟื่องฟู

การประเมินตัวเองนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เนื่องจากทางเลือกที่เราตัดสินใจในวันนี้จะเป็นตัวกำหนดวิถีทางการพัฒนาของเราในระยะยาว

ถ้าเราย้อนกลับไปดูว่าเราเริ่มจากตรงไหนและมายืนอยู่ตรงไหนในปัจจุบัน ก็จะเห็นชัดว่าเราจำเป็นต้องหาทางเลือกใหม่ๆ

ตอนที่เอเชียตะวันออกเริ่มเร่งพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ ๑๙๕๐ นั้นยังไม่มีบทสรุปแน่ชัดว่าตลาดเสรีหรือการวางแผนจากส่วนกลางเป็นระบบที่ดีกว่า

เนื่องจากเรามีแรงงานราคาถูกจำนวนมากและอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เราจึงดำเนินนโยบายการค้าและการลงทุนซึ่งมองออกไปข้างนอก และค่อยๆ ปรับเศรษฐกิจของเราเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตลาดโลก

ผลก็คือเศรษฐกิจของเราเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาก ความสำเร็จของเอเชียตะวันออกได้รับการขนานนามจากนักวิเคราะห์และผู้สังเกตการณ์ชาวตะวันตกว่าเป็นปาฏิหาริย์และถูกหยิบยกเป็นตัวอย่างสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในส่วนอื่นๆ ของโลก

แต่ในขณะเดียวกันที่เราเจริญเติบโต การพัฒนาของเราก็เริ่มบูดเบี้ยว พวกเราหลายคนรักความฟุ่มเฟือยมากกว่าประสิทธิภาพ อัตราการเติบโตที่สูงมากกว่าการกระจายรายได้อย่างเที่ยงธรรม และกำไรเร็วๆ มากกว่าความยั่งยืน

สำหรับประเทศที่แสวงหาทางออกจากความยากจน ทางเลือกเหล่านี้ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะถ้าจะว่าไปแล้ว สิ่งที่เราทำจริงๆ ก็คือการพยายามไล่กวดให้ทันประเทศอื่นโดยต้องบีบย่อระยะเวลาทำสิ่งต่างๆ ที่ตะวันตกต้องใช้เวลาเป็นร้อยๆ ปีให้สำเร็จภายในเพียงไม่กี่ทศวรรษ

ท่านที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์ย่อมทราบดีว่าการบีบย่อข้อมูลให้มีขนาดเล็กลง หรือที่เรียกว่า compression นั้น ปกติจะทำโดยการตัดข้อมูลที่ไม่สำคัญหรือซ้ำซ้อนออกไป แต่ในกรณีของเรา สิ่งที่เราตัดออกไปนั้นไม่ใช่สิ่งที่ไม่สำคัญหรือซ้ำซ้อน

แม้ว่าจากภายนอกจะดูเหมือนว่าเราไล่กวดประเทศอื่นทางด้านเศรษฐกิจได้ทัน แต่ความสำเร็จนั้นมักได้มาจากการเสียสละด้านการพัฒนาสังคมและการเมือง

เมื่อเศรษฐกิจพังลงมาเราจึงตระหนักว่าสถาบันหลายอย่างของเราไม่พร้อมที่จะเผชิญความท้าทายของยุคโลกาภิวัตน์ ขณะที่โลกได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกล้ำ แต่ทว่าสถาบันทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของเรากลับก้าวตามไม่ทัน

ประสิทธิภาพ การอุปถัมภ์ และการบริหารเศรษฐกิจ

การปฏิรูปทั้งระบบซึ่งเอเชียต้องทำหากยังจะครองความเป็นเอกต่อไปในยุคโลกาภิวัตน์นั้นจะไม่เกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน ซึ่งยิ่งทำให้จำเป็นที่กระบวนการนี้จะต้องเริ่มโดยเร็ว

การแข่งขันระหว่างประเทศกำลังพัฒนาได้เข้มข้นขึ้น โดยมีผู้เล่นรายใหม่ๆ ในเศรษฐกิจโลก แต่ละประเทศก็โฆษณาขายแรงงานราคาถูก ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และกฎหมายที่เป็นมิตรต่อนักลงทุน

ส่วนในโลกตะวันตก แรงหนุนทางการเมืองสำหรับสิทธิประโยชน์พิเศษทางการค้าหรือความช่วยเหลือพิเศษสำหรับประเทศกำลังพัฒนานับวันมีแต่จะหายากขึ้น

วิธีเดียวที่เราจะอยู่รอดในระยะยาวได้คือโดยการปรับปรุงประสิทธิภาพ และกุญแจสู่การปรับปรุงประสิทธิภาพก็คือการบริหารเศรษฐกิจให้ดีกว่าเดิม

พูดอย่างนี้ฟังดูเหมือนกำปั้นทุบดิน ดังนั้นเราควรชัดเจนว่ามันเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง มีปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นอุปสรรค อะไรบ้างที่เป็นตัวส่งเสริม

สิ่งหนึ่งที่เป็นอุปสรรคคือความเฉื่อยทางสถาบัน

ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของเอเชียถูกเรียกว่าเป็นปาฏิหาริย์เพราะมันตั้งอยู่บนกรอบทางสถาบันซึ่งมักจะขัดต่อหลักเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี เช่น การแทรกแซงอย่างเข้มข้นจากรัฐ นโยบายอุตสาหกรรมซึ่งกำหนดโดยรัฐ และเครือข่ายสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างภาครัฐกับธุรกิจ เป็นต้น

แต่ก็อย่างว่า ไม่มีอะไรสำเร็จเท่ากับความสำเร็จ ตราบใดที่เศรษฐกิจยังคงรุดหน้าอยู่เรื่อยๆ สถาบันที่รองรับการเจริญเติบโตของเอเชียก็ทำงานได้ดีพออยู่หรอก แต่เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ขึ้น จุดอ่อนต่างๆ ก็ถูกเปิดโปงให้โลกเห็นหมด และเมื่อระบบล้มเหลว การปฏิรูปก็ไม่ใช่แค่เรื่องของสมัยนิยมแล้ว แต่กลายเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างจริงจัง

ในกรณีของประเทศไทย การที่เรารวมตัวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลกไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ แต่ได้สร้างการขัดแย้งภายในตัวเองซึ่งนำไปสู่ความด้อยประสิทธิภาพในระบบ

ในขณะที่เรารับระบบทุนนิยมตะวันตกมา แต่ก็ยังรักษาระบบเครือข่ายอุปถัมภ์แบบดั้งเดิมอยู่ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้สายสัมพันธ์ส่วนตัวในการจัดสรรคุณค่าและทรัพยากร

สายสัมพันธ์ส่วนตัวนั้นอาจจะไม่มีพิษมีภัยอะไรก็ได้ แต่ถ้ามันกลายมาเป็นปัจจัยในเรื่องสาธารณะก็อาจเป็นภัยอย่างมหันต์ได้ เนื่องจากระบบอุปถัมภ์ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักความดีความชอบจึงทำให้มันมักเป็นบ่อเกิดของความด้อยประสิทธิภาพ พฤติกรรมแสวงค่าเช่าทางเศรษฐกิจ และการฉ้อราษฎร์บังหลวง

การบริหารทรัพยากรและวิถีแบบไทยๆ

อีกลักษณะหนึ่งของสังคมไทยที่จำต้องแก้ไขโดยรีบด่วนคือวิธีที่เราใช้และบริโภคทรัพยากร

ถ้ามีประเทศใดที่สามารถอยู่ได้โดยพึ่งตัวเอง ประเทศนั้นก็คือประเทศไทย ซึ่งพ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ ว่าในน้ำมีปลาในนามีข้าว

ในอดีตประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติจนเรื่องประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรไม่เคยเป็นประเด็น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อกรมป่าไม้ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ภาระหน้าที่ซึ่งกรมได้รับมอบหมายคือการดูแลการตัดป่าไม้มาใช้ประโยชน์ ไม่ใช่การอนุรักษ์ป่าไม้

สมบัติธรรมชาติของเราได้ลดลงไปไม่น้อยจากอดีต เนื่องจากเราเปลี่ยนรูปแบบการใช้ทรัพยากรจากเศรษฐกิจแบบยังชีพหรือบริโภคภายในประเทศไปสู่การป้อนตลาดโลก

นาข้าวที่อุดมสมบูรณ์รอบๆ กรุงเทพฯ ได้กลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมและหมู่บ้านไปแล้ว อ่าวไทยก็ประสบปัญหาถูกทำประมงมากเกินไป ป่าไม้ของเราก็ร่อยหรอไปมากจนต้องมีการห้ามตัดป่าไม้

การบริหารทรัพยากรธรรมชาติอย่างผิดๆ ในยุคปัจจุบันไม่ได้หมายความว่าคนไทยไม่รู้จักแนวคิดเรื่องประสิทธิภาพหรือความยั่งยืน

อันที่จริงแล้วเรามีพลังดั้งเดิมซึ่งจำต้องฟื้นฟูและดึงออกมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาวิกฤตขณะนี้

เดิมทีก่อนที่เราเปิดใจให้กับลัทธิบริโภคนิยม การนำวัสดุกลับไปใช้ใหม่และการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดก็เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตไทยเดิม การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนได้สร้างไว้ในระบบอยู่แล้ว แต่ละคนจะใช้ทรัพยากรเพียงเท่าที่จำเป็น ความร่ำรวยด้านวัตถุเป็นเรื่องรอง การทำบุญเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า ครอบครัวที่มีญาติพี่น้องอยู่ในครัวเรือนเดียวกันเป็นตะข่ายชูชีพทางสังคมอย่างดีสำหรับคนที่ดูแลตัวเองไม่ได้ เช่นคนชรา การสร้างสมความร่ำรวยมหาศาลก็ทำได้อยู่ แต่ไม่มีเหตุผลจูงใจมากมายอะไรที่จะต้องทำอย่างนั้น

การที่เราได้รู้จักกับความสุขของสังคมบริโภคได้เปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ไป สิ่งจูงใจคนไทยได้แปรเปลี่ยนจากการทำบุญไปเป็นการทำกำไรเพื่อให้สามารถสนองความต้องการที่จะมีสิ่งฟุ่มเฟือยในชีวิตได้

ผมไม่ได้อาลัยอาวรณ์ยุคสมัยที่ผ่านหายไปแล้ว โลกเราย่อมเปลี่ยนไปและไม่มีทางที่เราจะกลับไปเหมือนเดิมได้ ประเด็นของผมคือว่าในขณะที่เราพยายามเร่งรีบตามตะวันตกให้ทัน แต่บทเรียนทั้งที่เราเรียนจากตะวันตกและจากอดีตของเราเองกลับเป็นบทเรียนที่ไม่สมบูรณ์

ขณะที่ตะวันตกได้วิวัฒนาการกลไกเพื่อตรวจสอบและคานอำนาจเพื่อควบคุมความเกินพอดีของระบบทุนนิยม ความกระตือรือร้นของเราที่จะตักตวงผลประโยชน์จากทุนนิยมทำให้เรามองข้ามความสำคัญของกลไกเหล่านั้นไป

ในขณะที่ความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสังคมได้เป็นเสาหลักของรัฐภิบาลในตะวันตกมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ในเอเชีย สายใยระหว่างอำนาจและเงินส่วนใหญ่ยังคงซ่อนเร้นจากสายตาประชาชน

เราได้มุ่งที่จะลอกเลียนวิถีทางของตะวันตกโดยไม่เข้าใจปรัชญาที่รองรับมันหรือว่ามันวิวัฒนาการมาอย่างไร

ในเวลาเดียวกัน เราก็โยนทิ้งธรรมเนียมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนของเรา และสร้างระบบทุนนิยมพันธุ์ทางซึ่งใช้การอุปถัมภ์เพื่อให้ได้กำไรสูงสุด กลายเป็นสูตรสำหรับการพัฒนาที่ไม่สมดุลและไม่ยั่งยืน

ธรรมาภิบาลและการบริหารเศรษฐกิจ

เห็นได้ชัดว่าเราจำเป็นต้องมีการบริหารเศรษฐกิจที่ดีกว่านี้ และกุญแจก็คือธรรมาภิบาล

ผมต้องขอเน้นว่าธรรมาภิบาลมีความหมายมากกว่าการปกครองที่ดี มากกว่าการมีคนซื่อสัตย์และมีความสามารถอยู่ในตำแหน่งสาธารณะ

เราคนไทยมักรู้สึกอบอุ่นใจกับความแน่นอนที่มาจากการมีผู้นำเข้มแข็ง และเมื่อใดก็ตามที่ประเทศเราประสบปัญหา เราก็ใฝ่ฝันให้มีอัศวินขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยพวกเรา

แต่ยุคแห่งการตัดสินใจแบบ “คุณพ่อรู้ดีที่สุด” ได้หมดไปแล้ว

แม้ว่ารัฐจะดูเหมือนว่ามีอำนาจน่าเชื่อถือ แต่ก็ไม่ได้รู้ดีไปทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันนี้ซึ่งตลาดมักจะสวนทางกับความพยายามของรัฐที่จะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น รัฐบาลตามลำพังไม่มีทางทราบหรอกว่าโครงการเขื่อนจะกระทบชีวิตของคนที่อยู่ล่างน้ำหรือระบบนิเวศน์ในบริเวณนั้นอย่างไร

ถ้าเป็นการที่ต้องเลือกระหว่างสิ่งที่มีความสำคัญทัดเทียมกัน ผู้นำทางการเมืองก็มีสิทธิ์ที่จะทำให้เราผิดหวังได้พอๆ กับที่จะช่วยเราได้

ในประเทศกำลังพัฒนา บ่อยครั้งรัฐบาลมักจะตัดสินใจทางการเมืองและเศรษฐกิจซึ่งสวนทางกับประโยชน์สาธารณะ

ธรรมาภิบาลคือการวางกลไกเพื่อกำหนดว่าประโยชน์ของสาธารณะอยู่ตรงไหนและเพื่อให้มั่นใจว่าประโยชน์สาธารณะจะได้รับการตอบสนองเหนืออื่นใด นี่คือเหตุผลของขบวนการปฏิรูปการเมืองซึ่งกำลังเกิดขึ้นในประเทศเอเชียหลายประเทศ

เงื่อนไขจำเป็นสำหรับธรรมาภิบาล

ถ้าเราจะให้ธรรมาภิบาลเกิดขึ้นได้ จะต้องเกิดการปฏิรูปในหลายระดับ

รัฐบาลจะต้องตอบสนองต่อความต้องการจำเป็นของประชาชน และเพื่อที่จะทำเช่นนั้นได้ ก่อนอื่นรัฐจะต้องรับผิดชอบ

รัฐบาลที่ไม่ต้องอธิบายอะไรต่อใคร รัฐบาลที่ดำเนินการต่างๆ ได้โดยไม่มีการตรวจสอบ มีแนวโน้มมากกว่าที่จะใช้อำนาจในทางที่ผิดและเพิกเฉยต่อประโยชน์สาธารณะ

การถ่วงดุลและคานอำนาจเป็นหัวใจของความรับผิดชอบต่อสังคม

ในระบอบประชาธิปไตยตัวแทน เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะทำหน้าที่นี้ในสภานิติบัญญัติ

แต่เท่านั้นยังไม่พอ จะต้องมีการวางกลไกถ่วงและคานอำนาจตลอดทั่วทั้งสังคมเพื่อถ่วงดุลสถาบันที่ทรงอำนาจที่สุดของสังคม

จำเป็นต้องมีสื่อมวลชนที่อิสระและรับผิดชอบ ที่เป็นตัวแทนของความคิดเห็นกว้างขวาง เพื่อให้แน่ใจว่าทุกแง่มุมของประเด็นปัญหาได้เผยแพร่ให้ทราบกันอย่างเป็นธรรม

จะต้องมีการส่งเสริมให้กลุ่มประชาชนหรือ NGOs เกิดขึ้นมาและติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และให้ความรู้กับประชาชนและรัฐบาลเกี่ยวกับประเด็นที่ห่วงกังวล

เมื่อมีหลายช่องทางที่ประชาชนสามารถใช้แสดงออกความต้องการของเขาได้ ก็จะมีความเป็นไปได้เพิ่มขึ้นว่าแต่ละประเด็นจะได้มีการถกเถียงหารือกันทุกแง่มุมและสามารถหาทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้

เมื่อการตัดสินใจนโยบายสาธารณะทำกันอย่างลับๆ หรือโดยกลุ่มคนเล็กๆ เมื่อนั้นแหละสาธารณประโยชน์อาจจะเสียหายได้

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเช่นนั้น กระบวนการตัดสินใจจะต้องโปร่งใสและเปิดต่อการตรวจสอบ ประชาชนต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทั้งหมดที่เกี่ยวกับนโยบายและโครงการสาธารณะ

แน่นอน ธรรมาภิบาลจะไม่ก่อให้เกิดสังคมยูโทเปียที่งดงามสวยหรูได้ อันที่จริงแล้วอาจจะวุ่นวายด้วยซ้ำไป เสียงคนโต้เถียงกันอาจจะดังหนวกหูได้ เราจึงต้องระลึกไว้เสมอว่าทำไมจึงจำเป็นต้องมีธรรมาภิบาล

พวกเราทุกคนใฝ่ฝันอยากมีผู้นำแบบโซโลมอนซึ่งมีทั้งคุณธรรมและสติปัญญาล้ำลึกสามารถแก้ปัญหาทั้งปวงให้เราได้โดยไม่ต้องยุ่งยาก แต่ในความเป็นจริงผู้นำก็คือมนุษย์ซึ่งมีกิเลสและมีจุดอ่อนทั้งปวงที่มนุษย์ทั่วไปมี

ธรรมาภิบาลนั้นชดเชยจุดอ่อนของพวกเขาโดยการเปิดกระบวนนโยบายให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วม

ประเทศไทยเองกำลังดำเนินการปฏิรูปอยู่เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาล

เมื่อปีที่แล้วเราได้ผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งยกร่างโดยการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ของประชาชนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ในฐานะผู้ที่มีส่วนในกระบวนการยกร่าง ผมก็มีความหวังสำหรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมอยากจะคิดว่าต่อไปมันจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นสังคมประชาธิปไตยที่เปิดกว้าง สังคมที่ความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นเรื่องปกติมากกว่าเป็นข้อยกเว้น

ผมอยากคิดว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญจะทำให้สิทธิมนุษยชนและเสรีภาพของพลเมืองได้รับการคุ้มครองและค้ำประกันดีกว่าเดิม

ผมอยากคิดว่าการที่รัฐธรรมนูญปรับแก้กระบวนการเลือกตั้งจะช่วยลดการเมืองแบบหว่านเงินและการฉ้อราษฎร์บังหลวง และอยากคิดว่าการถ่วงคานตามรัฐธรรมนูญจะทำให้นักการเมืองมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น

แน่นอน รัฐธรรมนูญไม่ใช่กระสุนวิเศษที่จะแก้ปัญหาทั้งปวงของสังคมได้ภายในชั่วข้ามคืน สังคมทุกส่วนจะต้องอ้าแขนรับอุดมการณ์ที่อยู่เบื้องหลังรัฐธรรมนูญก่อนที่มันจะสร้างความแตกต่างได้

บรรษัทภิบาล

ธรรมาภิบาลไม่ได้หยุดอยู่แค่รัฐบาล เราจำเป็นต้องเรียกร้องความรับผิดชอบต่อส่วนรวมและความโปร่งใสจากบริษัทและผู้เล่นทุกรายที่มีอิทธิพลต่อสาธารณประโยชน์เกินสัดส่วน

ขึ้นชื่อว่าบริษัทก็ไม่ได้ปลอดจากการถูกใช้ในทางที่ผิดไปมากกว่ารัฐบาล แต่ถูกสังคมสอดส่องน้อยกว่า

ตามตรรกะของระบบอุปถัมภ์ บริษัทย่อมจะใช้เส้นสายให้มากที่สุดเพื่อปัดภาระต้นทุนต่างๆ ออกไปให้สังคมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมเช่นการสูญเสียทรัพยากรหรือความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม

ในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ ยิ่งเป็นเรื่องยากที่จะบังคับให้บริษัทรับผิดชอบต่อส่วนรวม

การทำบัญชีแบบยืดหยุ่นและสร้างสรรค์ บวกกับการตรวจสอบบัญชีแบบพอเป็นพิธีสามารถเนรมิตบัญชีงบดุลซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเลย อีกทั้งการประเมินค่าทรัพย์สินสูงเกินความจริงก็สามารถทำให้เกิดภาพที่ชวนไขว้เขวได้ ถ้าหากบริษัทมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับผู้มีอิทธิพลทางการเมืองก็สามารถเก็บโครงกระดูกไว้ในตู้ได้ต่อไปอย่างมิดชิด

ภาระการสอดส่องภาคเอกชนเพื่อหาความไม่ชอบมาพากลจึงไม่อาจปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐได้ ผู้ถือหุ้นและผู้บริโภคที่ชาญฉลาดจะต้องทำหน้าที่ป้องกันการกระทำผิดโดยบริษัท และหน้าที่นี้จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลตัวเลขเต็มที่เกี่ยวกับการทำงานของบริษัท

สรุป

วิกฤตการณ์ที่เผชิญหน้าเอเชียตะวันออกจริงๆ แล้วเป็นวิกฤตการณ์ในการปรับตัว

ที่มันแก้ยากก็เพราะถ้าหากเราจะปรับตัวให้ได้ดี เราจะต้องเลิกธรรมเนียมประเพณีและวิถีทางบางอย่างที่ไม่สอดคล้องกับตลาดโลก

ถ้าเราหวังที่จะเฟื่องฟูในยุคที่ท้าทายนี้ ยิ่งมีการปฏิรูปเร็วเท่าไร ยิ่งเราเปิดสังคมเร็วขึ้นเท่าไร ยิ่งเราสร้างระบบที่มีความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อส่วนรวมเร็วเท่าไร ผลตอบแทนที่ได้มาก็จะยิ่งแน่นอนมากขึ้นเท่านั้น

จริงอยู่ว่ามีหลายคนเลือกที่จะวาดภาพวิกฤตการณ์ในแง่ของชาตินิยม และแย้งว่าก็ไม่ใช่การเปิดเสรีและการเปิดประเทศต่อตลาดการเงินโลกนั่นหรือที่ทำให้เราตกอยู่ในที่นั่งลำบากเช่นนี้

การโทษอิทธิพลภายนอกเป็นการมองปัญหาอย่างง่ายเกินไปและสะท้อนว่าเรายังอ่อนด้อยในการคิดเชิงวิเคราะห์

ผมหวังว่าผมพูดชัดแล้วว่าต้นเหตุของวิกฤตการณ์ไม่ใช่การที่เรารวมตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตลาดโลก แต่เป็นการที่เราไม่สามารถรักษาความสมดุลระหว่างเป้าหมายทางการพัฒนาที่มีความสำคัญไล่เลี่ยกันต่างหาก

ประสบการณ์นี้สอนให้รู้ว่ามิอาจมีการเปิดเสรีได้หากไร้วินัย ไม่มีการลงทุนได้หากไร้ความเสี่ยง

โลกนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์ครบถ้วน ไม่มีอะไรที่เป็นของตาย

ในยุคดิจิตัล เรามิอาจมองโลกเป็นขาวดำได้ หรือแม้แต่เป็นสีเทาเฉดต่างๆ ก็ตาม เราต้องตระหนักว่ามีเป็นล้านๆ สี และใครเล่าจะเป็นผู้ชี้ขาดว่าสีไหนสวยที่สุด

ความชาตินิยมที่เราต้องมีไม่ใช่ความชาตินิยมแบบไร้เหตุผล แต่ต้องเป็นความชาตินิยมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความคิดและเหตุผล

วัฒนธรรมไทยเรามีหลายปัจจัยที่จะช่วยให้เราก้าวไปถึงการพัฒนาแบบยั่งยืนได้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ยังมีจุดอ่อนในนิสัยหลายประการที่อาจกีดขวางเส้นทางของเราได้

พลังทั้งหลายทั้งมวลที่หล่อหลอมสังคมเราจะต้องออกมาในที่แจ้งเพื่อร่วมกันสร้างวิสัยทัศน์ว่าเราต้องการจะไปสู่จุดมุ่งหมายใดและจะไปถึงที่นั่นได้อย่างไร

เราจะต้องเรียนรู้การแลกเปลี่ยนทัศนะกันอย่างมีอารยธรรม ยอมรับฟังซึ่งกันและกันและมีความเมตตาต่อกันและกัน

ธรรมาภิบาลเปิดโอกาสให้ความหลากหลายของเราสามารถสะท้อนออกมาในนโยบายได้

ธรรมาภิบาลเป็นเงื่อนไขจำเป็นสำหรับการจัดการทรัพยากรของชาติเราอย่างมีประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสให้เราพึ่งตัวเองหรือพึ่งพาซึ่งกันและกันได้มากเท่าที่เราต้องการ

เนื่องด้วยธรรมาภิบาลเป็นเรื่องของการเลือกอย่างไรจึงจะสะท้อนความต้องการแท้จริงของสังคม มันจึงเป็นทางตรงที่สุดที่จะให้พลังดั้งเดิมของเอเชียเชื่อมประสานกับข้อเรียกร้องของเศรษฐกิจโลกได้

รวมปาฐกถาภาษาไทย

คำกล่าวปราศรัยและปาฐกถานำ
ในการสัมมนาเรื่อง การประเมินผลการดำเนินงาน
กลไกการพัฒนาระบบราชการและรัฐวิสาหกิจ
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี
วันพุธที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๓๘ เวลา ๑๔.๐๐ น.
ณ ห้องแกรนด์บอลรูม ๑ โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ

ท่านประธานกรรมการ ท่านกรรมการผู้จัดการ ท่านผู้อภิปราย และท่านผู้เข้าสัมมนาทุกท่าน

     ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาประจำปีของบริษัท ไทยเรทติ้งแอนด์อินฟอร์เมชั่นเซอร์วิส จำกัด (ทริส) เรื่อง “การประเมินผลการดำเนินงาน กลไกสู่การพัฒนาระบบราชการและรัฐวิสาหกิจ” ในวันนี้ เนื่องจากเป็นการสัมมนาที่เป็นประโยชน์และน่าสนใจ กล่าวคือ เพื่อเป็นการระดมความคิดเห็นทั้งในเชิงแนวคิดและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการประเมินผลการดำเนินงานและการพัฒนาระบบราชการและรัฐวิสาหกิจ อันจะเป็นประโยชน์สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพต่อไป

     ก่อนที่จะเริ่มการสัมมนา ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่จะแสดงปาฐกถานำที่เกี่ยวข้องกับการสัมมนา โดยการบรรยายใน ๓ ประเด็น คือ

ประเด็นแรก     จะพูดถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาระบบราชการและรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้ ประเทศก้าวทันระบบสากล ก้าวทันเงื่อนไขใหม่ ๆ ของโลกปัจจุบัน

ประเด็นที่สอง     จะพูดถึงคุณภาพและคุณธรรมของการประเมินผลการดำเนินงาน

ประเด็นที่สาม     จะพูดถึงข้อสังเกต ข้อจำกัดต่าง ๆ ที่จะต้องหยิบยกมาพิจารณา เพื่อให้การ ประเมินผลการดำเนินงาน ได้นำไปสู่จุดหมายปลายทางในการพัฒนาระบบราชการและรัฐวิสาหกิจ

     จากภูมิหลัง ที่เคยทำงานในระบบราชการ ๒๓ ปี และจากประสบการณ์ของการเป็นนายกรัฐมนตรี ๒ วาระ คิดว่าได้มองเห็นโครงสร้างระบบงาน จุดเด่น และข้อจำกัดของภาครัฐ ทั้งในส่วนของราชการและรัฐวิสาหกิจได้พอสมควร สำหรับสิ่งที่จะนำเสนอในช่วงนี้จะไม่แยกแยะราชการและรัฐวิสาหกิจออกจากกัน เพราะทั้ง ๒ ระบบสามารถมองในภาพรวมร่วมกันได้ ตามหลักรัฐประศาสนศาสตร์ เพราะได้มีการกำหนดเจตนารมณ์ไว้ว่าระบบรัฐวิสาหกิจ คือ ระบบที่อยู่กึ่งกลางระหว่างภาคราชการและภาคธุรกิจเอกชน แต่ได้เคยมีผู้นำรัฐวิสาหกิจหลายท่าน โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ยังได้รับเงินงบ ประมาณสนับสนุน กล่าวว่า รัฐวิสาหกิจนั้นมีระบบควบคุมมากมาย ทั้งโดยคณะกรรมการ โดยกระทรวงเจ้าสังกัด (ทั้งปลัดกระทรวงและรัฐมนตรี) โดยคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “สภาพัฒน์” โดยสำนักงบประมาณ โดยกรมบัญชีกลาง บางครั้งก็มี สตง. และ ปปป. เข้ามาร่วมสังฆกรรมด้วยเป็นใยแมงมุมที่พันรอบตัว จนกระทั่งคิดว่ารัฐวิสาหกิจหลายแห่งมีความเป็นราชการมากกว่าราชการเองเสียอีก

     การที่ตนเองได้มีประสบการณ์ทั้งในภาครัฐ ภาคการเมือง และภาคธุรกิจ จึงยิ่งเห็นความสำคัญอย่างมากของระบบงานภาครัฐ โดยเฉพาะในภาวะปัจจุบันเมื่อประเทศไทยยังขาดความต่อเนื่องและความมั่นคงในระบบการเมือง จึงยิ่งเพิ่มความจำเป็นและความสำคัญที่จะต้องพัฒนาระบบราชการและรัฐวิสาหกิจให้เป็นระบบรากแก้วที่เข้มแข็งมีคุณภาพ เพื่อให้ประเทศชาติสามารถก้าวเคียงบ่าเคียงไหล่ประเทศอื่น ๆ ในภาวะที่โลกปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลง มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในอัตรารวดเร็วสูงสุดในประวัติศาสตร์ ในภาวะที่มีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของนานาประเทศ มีข้อตกลงแกตต์รอบอุรุกวัย ประเทศคอมมิวนิสต์เปลี่ยนแปลงเป็นเสรีนิยม ฯลฯ เงื่อนไขใหม่ ๆ เหล่านี้กระทบต่อสถานะการแข่งขันของไทยในตลาดโลกแน่นอน

     เมื่อโลกแคบลง คนขยับเข้าใกล้กันมากขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างเพิ่มความเร็วขึ้น กระแสสากลทำให้แยกปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกยากขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องในระบบหรือนอกระบบ หรือเรื่องในประเทศ นอกประเทศ ขณะนี้เป็นยุคของความไร้พรมแดนระบบของแต่ละประเทศพัวพันกัน การธำรงอยู่ของประเทศอยู่บนความเป็นสากล แม้การแต่งตั้งตำแหน่งรัฐมนตรีก็ต้องรับฟังกระแสสากล เศรษฐกิจไทยปัจจุบันได้ย่างเข้าสู่ระบบการค้าเสรี ซึ่งปัจจัยสำคัญคือการปรับตัวในการแข่งขันทางการค้า ซึ่งความเป็นเสรีในการต่อสู้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุด ในขณะที่ประเทศไทย สังคมไทยมีระบบรัฐระบบราชการเป็นรากอยู่ เมื่อกระแสสากลมาเคาะประตูบ้าน ความจำเป็นมาถึงความจำเป็นที่ระบบรัฐ ระบบราชการต้องพิจารณาการปรับตัว

     ในภาวะปัจจุบันเมื่อพิจารณาระบบราชการ จะเห็นปัญหาหลายประการ พิจารณาในด้านขนาดก็มองได้ทั้งในมิติที่ใหญ่เกินไปและเล็กเกินไป ที่ว่าใหญ่เกินไป ก็คือ ระบบราชการใหญ่จนเกินกว่าจะสามารถดูแลเอาใจใส่ในการให้บริการสนองตอบต่อความต้องการของชุมชน ในการทำความเข้าใจกับชุมชน ไม่ว่าชุมชนเมืองหรือชุมชนชนบท ซึ่งเป็นระบบพื้นฐานของประเทศ หรือที่ NGO เรียกว่าเป็นระบบรากหญ้า (Grass Root) ดังนั้น จึงได้เห็นปัญหาความไม่เข้าใจ ความขัดแย้ง เนื่องจากการขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน ช่องว่างระหว่างรัฐกับชุมชนเกิดขึ้นเสมอ ไม่ว่าที่ปากมูล ที่บ้านครัวหรือสด ๆ ร้อน ๆ ที่กำลังประท้วงกันที่วังสะพุง จังหวัดเลย ในส่วนที่ว่าระบบราชการเล็กเกินไป ก็คือ เล็กจนเกินกว่าระบบจะสามารถจัดการกับปัญหาสากลให้ลุล่วงไม่ว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาโรคเอดส์ ปัญหายาเสพติด ปัญหาอพยพข้ามชาติ และในขณะที่ขนาดของระบบไม่เหมาะสม ก็ยังมีปัญหาเรื่องความคล่องตัว ความไม่มีเอกภาพในการตัดสินใจ ปัญหาเชิงทัศนคติในการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคธุรกิจ ฉะนั้น จึงยังมีปัญหาค้าง ๆ รอการตัดสินใจให้เห็นอยู่หลายเรื่อง ไม่ว่าปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานคร ปัญหาการสร้างโรงไฟฟ้าที่เชียงใหม่ หรือ ปัญหาการเตรียมการสำหรับการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ก็ยังไม่ลงตัวดีนัก

     ท่ามกลางกระแสแห่งการแข่งขันในเวทีสากล ทั้งในการแข่งขันเชิงปริมาณ การแข่งขันเชิงคุณภาพและเชิงกลยุทธ์ การปรับปรุงระบบเพื่อประสิทธิผลสูงสุดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะระบบระเบียบที่ดีที่สุด เมื่อวานนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมไม่ใช่สิ่งที่รองรับ สำหรับภาวะในวันนี้หรือพรุ่งนี้จึงต้องมีสิ่งใหม่ขึ้นมาแทนที่ เพราะเมื่อองค์กรเติบโตมาถึงระยะหนึ่งย่อมทรุดโทรม ถ่ายของเสียออกมาในรูปของปัญหาอันอาจเกิดจากระบบล้าหลัง โครงสร้างซ้ำซ้อน มีงานอันไม่จำเป็นและก่อประโยชน์ ฉะนั้นการพัฒนาระบบจึงมีความจำเป็นเพื่อให้ราชการสามารถจัดการกับปัญหา สามารถเตรียมบริการรองรับปัญหาสาธารณะต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที     

     อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะพัฒนาปรับปรุงระบบใด ๆ ก็ตาม ต้องมีความรู้มีข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่าอะไรเป็นข้อเด่นอะไรเป็นข้อจำกัด อะไรคือสิ่งที่ผสมผสานกลมกลืนดีอยู่แล้ว และอะไรคืออุปสรรคปัญหา อะไรคือสิ่งที่ต้องปรับปรุง เพราะแต่ละองค์กรมีความแตกต่างกัน ฉะนั้น ในส่วนนี้จึงเป็นบทบาทของการประเมินผลการดำเนินงานที่จะช่วยเป็นแว่นขยายส่องให้เห็นกลไก กระบวนการต่าง ๆ ขององค์กรทั้งในส่วนที่แข็งแรง สมบูรณ์ สอดคล้องกับระบบอื่น ๆ และในส่วนที่เป็นส่วนอ่อนแอ ส่วนที่ก่อให้เกิดปัญหา ส่วนที่ขัดแย้ง ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงพัฒนาต่อไป

     ในส่วนของการประเมินผลการดำเนินงาน ซึ่งจะขอพูดถึงคุณภาพและคุณธรรม หรือ จริยธรรมควบคู่ไปด้วยนั้น ก่อนอื่นผมขอชื่นชมกับระบบราชการและรัฐวิสาหกิจ ที่จะมีการประเมินผลการดำเนินงานโดยหน่วยงานภายนอก เพราะนับว่าเป็นหลักการที่ถูกต้อง เป็นการเลี่ยงให้พ้นจากความลำเอียงที่จะประเมินในสิ่งที่เป็นประโยชน์เข้าตัว และสิ่งที่เหมาะสมอย่างมากของการประเมินผลการดำเนินงานเท่าที่ได้ทราบ ก็คือได้มีการผสมผสานความรู้ในเชิงนโยบายสาธารณะกับความรู้เชิงธุรกิจ และยังได้ใช้เทคนิคของการจัดอันดับเครดิตมาผสมผสานในกระบวนการประเมินด้วย จึงค่อนข้างจะเชื่อมั่นในคุณภาพของการประเมิน และเท่าที่เกี่ยวกับบุคลากรของบริษัทผู้ประเมินได้มีความเข้มงวดกวดขันในการคัดเลือกพนักงานที่จะทำหน้าที่วิเคราะห์ และนอกจากนั้นยังมีคณะกรรมการประเมินผลงาน ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีประสบการณ์ มีชื่อเสียงเป็นที่นับถือในวงการราชการ ธุรกิจ และสถาบันวิชาการ จะมาร่วมให้ข้อคิดเห็นในการจัดอันดับการดำเนินงานด้วย อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากคุณภาพในการประเมินแล้ว จริยธรรมในการประเมินผลการดำเนินงานก็เป็นส่วนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาความเป็นกลาง การให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ข้อเท็จจริง การซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริง การฝึกฝนทักษะความชำนาญในการปรับหลักการเทียบเคียงกับสภาวะที่เป็นจริงอย่างเหมาะสม นั่นคือ ความมีดุลยภาพระหว่างภาคหลักการและภาคปฏิบัติการการรักษาจรรยาบรรณ ไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือของใคร และในท้ายที่สุดก็คือคุณธรรมความรับผิดชอบที่จะทำงาน เพื่อแสวงหาแนวโน้มในการปรับปรุงพัฒนาระบบ และความรับผิดชอบในการเขียนรายงานการประเมินผลการดำเนินงานให้ชัดเจน เป็นประโยชน์และมีคุณภาพให้มากที่สุด

     มาถึงประเด็นสุดท้าย ในเรื่องของข้อสังเกต ข้อจำกัด ปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่จะต้องนำมาประกอบการพิจารณาในการประเมินผลการดำเนินงาน และการพัฒนาระบบราชการและรัฐวิสาหกิจ

     ในฐานะที่ผู้เข้าสัมมนาวันนี้มีทั้งผู้ที่อยู่ในสถานะผู้ถูกประเมินและผู้ประเมิน ซึ่งทั้ง ๒ ฝ่ายต่างมีส่วนที่จะทำให้โครงการบรรลุผลสำเร็จด้วยดี และในขณะเดียวกันก็มีส่วนเป็นปัญหาอุปสรรคของโครงการ

     ทางด้านขององค์กรที่จะถูกประเมิน อาจจะไม่ยอมรับการประเมินผลจากผู้ประเมินภายนอก เนื่องจากกลัวความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นตามมาในทางที่กระทบกระเทือนสถานภาพเดิม ต้องการรักษาระบบระเบียบ สถานภาพเดิมไว้ เพราะแนวโน้มการประเมินอาจนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงซึ่งทำให้ผู้ถูกประเมินไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ ฉะนั้นการประเมินผลการดำเนินงาน จึงอาจถูกมองไปในทางลบทั้งจากทางฝ่ายบริหารและฝ่ายปฏิบัติการ ยิ่งผลการประเมินปรากฏในทางที่ไม่พึงปรารถนา การประเมินก็อาจจะไม่ได้รับการยอมรับ แต่ในบางครั้งก็เป็นไปได้ว่าผู้ถูกประเมินใจกว้าง พร้อมรับการประเมินผลการดำเนินงาน แต่ข้อจำกัดเกิดขึ้นจากทางฝ่ายผู้ประเมิน นั่นคือ ผู้ประเมินอาจจะขาดทักษะ ขาดประสบการณ์ ขาดความเข้าใจในระบบงานภาครัฐ ขาดการวางแผนการศึกษาวิเคราะห์อย่างรอบคอบ การสรุปผลคลุมเครือ สับสน และไม่เกิดประโยชน์ รวมทั้งข้อเสนอแนะต่าง ๆ ก็ขาดความเฉพาะเจาะจง กว้างขวางจนด้อยคุณค่าในทางปฏิบัติ การประเมินผลการดำเนินงานก็จะไม่คุ้มค่า เปลืองทั้งเงินทั้งเวลา

     อุปสรรคอีกประการหนึ่งก็คือ สภาวะแวดล้อมของการประเมิน เช่น สภาวะการทำงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจ บางครั้งงานเฉพาะหน้าท่วมท้น เช่น การเตรียมการรับรัฐมนตรีใหม่ รับนโยบายใหม่ ซึ่งทำให้ไม่มีเวลาให้ความร่วมมือในการประเมินผลการดำเนินงาน เป็นต้น

     แต่ไม่ว่าจะมีอุปสรรคปัญหาใด ๆ ก็ตาม ผมก็อยากฝากความหวังไว้ ณ ที่นี้ว่าโครงการประเมินผลการดำเนินงานนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง เป็นการแก้ไขปัญหาระดับชาติซึ่งผลกระทบข้างเคียงเกิดขึ้นแน่นอน เพราะไม่มีนโยบายใด โครงการใด หรือมาตรการใดจะสามารถทำได้สำเร็จบรรลุผล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อาจจะทำได้ผล ๘๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ และเมื่อดำเนินการไปแล้วอาจก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีก แต่ก็จำเป็นต้องคิดอ่านแก้ไขปัญหาด้วยเจตนารมณ์ที่มุ่งมั่น ว่าโครงการนี้จะนำไปสู่การพัฒนาระบบที่มีความคล่องตัว มีความชอบธรรม มีความเหมาะสม เพื่อให้ระบบราชการสามารถทำงานให้ถูกใจประชาชนกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ระบบราชการสามารถส่งเสริมการแข่งขันกับต่างประเทศได้อย่างสง่างาม และในส่วนของการประเมินผลการดำเนินงานก็จะได้รับรางวัลที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ก็คือการเป็น กลไกที่สำคัญในการพัฒนาระบบราชการและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศชาติในที่สุด

     ในโอกาสนี้ผมขอขอบคุณวิทยากร ผู้เข้าร่วมสัมมนา สื่อมวลชนและผู้ที่มีส่วนในการจัดสัมมนาทุกท่านที่ร่วมมือกันจนทำให้เกิดการสัมมนาในครั้งนี้

     บัดนี้ ได้เวลาอันเป็นมงคลแล้ว ผมขอเปิดการสัมมนาเรื่อง “การประเมินผลการดำเนินงาน กลไกสู่การพัฒนาระบบราชการและรัฐวิสาหกิจ” ขอให้การสัมมนาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ทุกประการ

รวมปาฐกถาภาษาไทย

ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง “สิทธิเสรีภาพของประชาชน
กับกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน”
โดย
ฯพณฯ นายอานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานคณะกรรมาธิการพิจารณา
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๒

(ปาฐกถาพิเศษในการสัมมนาเรื่อง “บทบาทของตำรวจในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนตามแนวทางรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐” ณ โรงแรมสยามซิตี้ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๒)

 ท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ท่านอุปทูตแคนาดาประจำประเทศไทย ท่านวิทยากร และท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน

    ผมรู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเชิญให้มาแสดงปาฐกถาในเรื่องที่มีความสำคัญที่สุดในเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวโยงกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนที่ผมจะเข้าประเด็น เมื่อพูดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนกับกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันนั้น ผมใคร่ขอใช้โอกาสนี้ได้กล่าวถึงกระบวนการและวิธีการใช้ความคิดในเรื่องของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน หลายท่านคงจำได้ว่า ตอนที่ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญและมีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ค่อนข้างจะเกิดความฮือฮามากในสังคมไทย เริ่มต้นจากการที่ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการหรือสมาชิกสภาร่างขึ้นมา ซึ่งนับแต่วันแรกนั้น ก็ได้ส่งสัญญาณให้กับสังคมไทยว่า จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีตนั้น จากการที่เรามีระบอบประชาธิปไตยมากว่า ๖๕ ปี ตอนนั้น เหตุการณ์ในสังคม วิธีคิดของคนไทยก็ได้เปลี่ยนแปลงไปตามลำดับ ในบางแง่บางมุมก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางบวก ในบางแง่บางมุมก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางลบ แต่สิ่งหนึ่งที่สอดคล้องกับความคิดหรือกระแสความคิดของสังคมของโลกคือ ประชาชนคนไทยเริ่มตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นที่จะมีส่วนร่วม ความต้องการที่จะมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจก็ดี ในกระบวนการพิจารณาก็ดี หรือในกระบวนการตรวจสอบก็ดี อันนั้นเป็นสิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปทางการเมืองของเมืองไทย เพราะฉะนั้นบุคคลที่ได้รับเลือกตั้งโดยทางอ้อมก็มาอยู่ในสมาชิกเป็นสมาชิกสภาร่างนั้น ก็สะท้อนให้เห็นหลักการของการมีส่วนร่วมคือการมีประชาชนเป็นตัวตั้ง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาข้ามคืนหรือเกิดขึ้นมาอย่างฉับพลัน แม้แต่การเขียนหรือการพิจารณาร่างแผน ๘ ของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเมื่อ ๔ - ๕ ปีก่อน จุดเริ่มต้นก็อยู่ที่ประชาชนเช่นเดียวกัน เป็นแผนพัฒนาของไทยฉบับแรกที่ให้ความสำคัญกับคน ให้ความสำคัญกับบุคลากร และเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเริ่มต้นจากคน คนหรือมนุษย์ในสังคมไทยนั้น เริ่มมีความหมายมากขึ้น ๆ แต่ความหมายของคนนั้นคืออะไร ความหมายของคนนั้นเราอาจเริ่มต้นจากสิ่งปรากฏการณ์ขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยเหมือนกัน ที่เรามีการพูดถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ถ้าเผื่อเราคำนึงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์แล้ว คนหรือมนุษย์ในสังคมทุกสังคมก็ย่อมจะต้องมีสิทธิและเสรีภาพ คนที่มีศักดิ์ศรีก็ต้องมีสิทธิและเสรีภาพ คนก็มีหัวใจและมีสมอง แต่คำว่า “สิทธิเสรีภาพ” นั้น ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งเป็นหลักประกันเป็นครั้งแรกที่ได้มีการเสริมสร้างความเข้มข้นในเรื่องของสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสรีภาพส่วนบุคคล รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เขียนค่อนข้างจะชัดเจน หลายท่านในอดีตหรือหลายท่านที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ ก็ยังอาจจะมีความแคลงใจหรือมีความเป็นห่วงเหมือนกันว่าในแง่ของตำรวจนั้น ความสมดุลมันอยู่ที่ใด เพราะตำรวจก็มีหน้าที่ที่จะปราบปรามอาชญากรรม ขณะเดียวกัน นักวิชาการ นักมนุษยวิทยา หรือผู้ที่มิใช่เป็นตำรวจ ก็อาจจะมองหรือให้ความสำคัญกับในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพมากกว่าความสำคัญในเรื่องของการปราบปรามอาชญากรรม แต่ปัญหานี้มิได้เกิดขึ้นในสังคมไทยแต่ประเทศเดียว ในสังคมที่เจริญแล้ว ในสังคมที่มีอารยธรรมมาช้านาน หรือในสังคมที่ได้มีการวิวัฒนาการในเรื่องการกำหนดหลักนิติธรรมต่าง ๆ นั้น ก็ยังเป็นประเด็นที่ยังถกเถียงกันอยู่เสมอ และยังเป็นปัญหาที่กรมตำรวจหรือตำรวจแห่งชาติของทุก ๆ ประเทศก็ยังประสบอยู่ และก็ยังเป็นปัญหาที่ประชาชนที่ฝักใฝ่ในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ในเรื่องของการคุ้มครองของเสรีภาพ เขาก็ยังมีปัญหาอยู่ เพราะฉะนั้นคำตอบจะไม่อยู่ที่ว่าความสมดุลจะอยู่ที่ใด ความสมดุลนั้นขึ้นอยู่ที่สถานการณ์ ขึ้นอยู่ที่พื้นที่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความสมดุลนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนมีศรัทธา มีความเชื่อถือตำรวจ และเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อตำรวจเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนซึ่งมีกำหนดขอบเขตที่แน่นอน และต้องทำงานด้วยความรับผิดชอบ ในชีวิตของผม ไม่ว่าจะเป็นในราชการ ในวงการธุรกิจ หรือในวงการเมือง ผมถือตลอดมาว่าปัญหาต่าง ๆ ของสังคมนั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการเมือง ปัญหาอะไรต่าง ๆ ปัญหาสังคม ความศรัทธา ความเชื่อถือ เป็นส่วนที่สำคัญมากในการที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้น ความวุ่นวายต่าง ๆ ในสังคม ความยุ่งเหยิง ความสับสนในความคิด การกล่าวหา การป้ายสี การทำลาย สิ่งเหล่านี้ถ้าเราไม่สร้างศรัทธา ไม่สร้างความเชื่อถือขึ้นในสังคมแล้ว โอกาสที่จะแก้ปัญหาค่อนข้างจะยากมาก
     รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่จะต้องถือได้ว่าเป็นนวัตกรรม เรามีมาแล้ว ๑๕ หรือ ๑๖ ฉบับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ความสำคัญและเป็นจุดเด่นอยู่ ๓ ประการ

     ประการแรก การเสริมสร้างสิทธิเสรีภาพของประชาชน การให้ความคุ้มครองกับสิทธิเสรีภาพ และการบังคับใช้สิทธิเสรีภาพนั้น แต่ในขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ตระหนักถึงว่า สิทธิและเสรีภาพนั้นมิใช่มีโดยไม่มีขอบเขต เมื่อมีสิทธิก็ต้องมีหน้าที่ เมื่อมีเสรีภาพก็ต้องมีความรับผิดชอบ แต่สิ่งที่ยากก็คือใครจะเป็นผู้ตัดสิน ใครจะเป็นผู้ชี้ขาดว่าจุดไหนสิทธิและหน้าที่จะมาพบกัน หรือ ณ จุดไหนเสรีภาพและความรับผิดชอบจะมาพบกัน อันนี้ก็ขึ้นอยู่ที่คุณธรรม และจริยธรรมประจำจิตใจของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจแห่งชาติ หรือไม่ว่าจะเป็นประชาชน

     ประการที่สอง ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ย้ำก็คือเรื่องของการสร้างระบบการเลือกตั้งใหม่ ระบบการเลือกตั้งที่มีมาในอดีตนั้นก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ นานา แต่ก็ไม่ใช่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะแก้ปัญหาได้หมด การแก้ปัญหานั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบทกฎหมายอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่ที่จิตใจของนักการเมือง ขึ้นอยู่กับที่จิตใจของประชาชนผู้เลือกตั้ง

     ประการที่สาม ที่นำมาใช้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือ “ระบบการตรวจสอบ” อันนี้ค่อนข้างจะใหม่สำหรับเมืองไทย ท่านได้กรุณากล่าวถึงคำหนึ่งที่ผมใช้เมื่อตอนสมัยผมเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อประมาณ ๗ ปีที่แล้ว นั่นคือคำว่า “โปร่งใส” ซึ่งเป็นการแปลมาเป็นภาษาไทยง่าย ๆ จากคำว่า transparent หรือ transparency แต่ที่มาฮือฮากันมากหน่อยก็คือผมใช้บ่อยหน่อย แต่ในการที่ผมมาใช้คำว่า “โปร่งใส” นั้นเป็นการใช้โดยเหตุผลทางการเมืองด้วย เพราะตอนที่ผมเข้ามาเป็นนายกฯ นั้น ผมถือว่าผมไม่มีฐานอำนาจแต่อย่างใด ผมก็มาโดยบังเอิญ เข้ามาโดยอุบัติเหตุ และถ้าเผื่อมองในบางแง่บางมุมแล้ว ผมเข้ามาครั้งแรกนั้น เข้ามาโดยไม่ชอบธรรมด้วย ไม่ได้เข้ามาตาครรลองของรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เข้ามาจากการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นจากจุดนั้น ที่ผมรู้ว่าในสายตาของคนจำนวนไม่น้อย มองว่าผมเข้ามาโดยไม่ชอบธรรม ยิ่งเป็นความจำเป็นสำหรับผมและเป็นความรับผิดชอบของผมโดยตรงที่จะต้องเสริมสร้างความชอบธรรมในตัวผมให้ประชาชนทราบ อันนั้นเป็นจุดผลักดันให้ผมคำนึงมากถึงความเชื่อถือที่ประชาชนจะมอบให้กับผมในระหว่างที่ผมทำงานอยู่ ถ้าหากว่าเราไม่มีฐานทางด้านการเมือง ฐานทางด้านทหาร สิ่งที่จะได้ศรัทธาจากประชาชน สิ่งที่จะเรียกความเชื่อถือจากประชาชนได้คือ การให้ประชาชนเขามองเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำไปในฐานะนายกรัฐมนตรีที่อาจจะมาโดยไม่มีความชอบธรรมนั้น ทำไปโดยพื้นฐานของความถูกต้องในสายตาของบุคคลผู้นั้น การตัดสินใจ การดำเนินมาตรการต่างๆ ซึ่งอาจจะมีข้อผิดพลาดนั้น ต้องอยู่บนมูลฐานของข้อเท็จจริง ต้องอยู่บนมูลฐานของคุณธรรมและจริยธรรม และหลายครั้งหลายคราวต้องอยู่บนฐานของมโนธรรมของตัวเองด้วย แต่เรื่องของคุณธรรม จริยธรรม มโนธรรมนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอย ๆ บางสิ่งบางอย่างอธิบายไม่ได้ จับไม่ได้ เห็นไม่ได้ มันจะต้องมีกลไก มันจะต้องมีตัวชี้อะไรบางอย่างที่ทำให้ประชาชนเขามีความเชื่อถือ มีศรัทธาว่าสิ่งที่เราพูดถึงเรื่องคุณธรรม จริงธรรม มโนธรรมนั้น ไม่ได้พูดเฉพาะในเรื่องของภาษาฝรั่งที่เรียกว่าเป็น abstract idea เท่านั้น แต่มันเป็นสิ่งที่จะจับได้ เห็นได้ แตะต้องได้ เพราะฉะนั้นกลไกที่เราจะต้องใช้นั้นก็จะต้องเป็นกลไกที่ประชาชนเข้าใจ จึงได้เกิดมีคำว่า “โปร่งใส” ขึ้นมา หลายครั้งหลายคราวผมพูดในอดีตเพราะคนเราเผื่อว่าทำอะไรในห้องที่เปิดเผย ในห้องที่มีแสงสว่างให้ทุกคนเห็นว่าเรากำลังทำอะไร การกล่าวหานินทา ครหานินทา การใส่ไฟ การป้ายสี มันจะยากมาก แต่ถ้าเผื่อทำอะไรลับ ๆ เมื่อไหร่ ในมุมมืด ในใต้โต๊ะ ปิดหน้าต่างปิดประตูไม่ให้คนนอกเข้ามาเห็น ไม่ให้คนข้างนอกเข้ามาตรวจสอบ เราจะไม่สามารถ “สร้างศรัทธา สร้างความเชื่อถือ” ได้

     ในชีวิตการบริหารของผมนั้น ผมให้ความสำคัญกับความเชื่อถือมาก และความเชื่อถือนี้ไม่ใช่ความเชื่อถือที่เราคิดว่าคนอื่นเขาก็มีความเชื่อถือกับเรา เราไม่สามารถตั้งตัวเองเป็นกรรมการตัดสินได้ว่า สิ่งที่เราทำนั้นประชาชนควรจะเชื่อถือเรา ความเชื่อถือ ความศรัทธาจะเกิดขึ้นจากผู้อื่น และเขาจะมาบอกเราว่าเขาเชื่อถือเรา แต่ไม่ใช่ว่าเราไปบอกเขา ในสังคมไทยเราพูดถึงเรื่องบารมี การสร้างบารมี ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นความสำคัญในวัฒนธรรมไทยว่าบารมีเป็นสิ่งสำคัญ แต่ในสายตาของผม การสร้างบารมีนั้นมิได้มีความสำคัญเทียบเท่าการสร้างความเชื่อถือ ขาดความเชื่อถือ ขาดความเชื่อมั่น ขาดศรัทธาไปเสียอย่างแล้ว บารมีไม่มีความหมาย เพราะบารมียังผูกโยงกับตำแหน่ง บารมียังผูกโยงกับพวกพ้อง บารมียังผูกโยงกับอำนาจของเงิน แต่ความเชื่อถือ ความศรัทธา ความเชื่อมั่นที่เรามีต่อผู้หนึ่งผู้ใด มีต่อหน่วยงานราชการใดนั้น มิได้ขึ้นอยู่ที่อำนาจ มิได้ขึ้นอยู่ที่เงิน มิได้ขึ้นอยู่ที่พวกพ้อง แต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของคนคนนั้น ว่าเขาทำงานด้วยความถูกต้องหรือเปล่า มีความโปร่งใสแค่ไหน กล้ารับผิดชอบในการตัดสินใจหรือเปล่า เคารพกฎหมาย เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นอย่างไร ก็เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของการปฏิรูปการเมือง ซึ่งในใจของผมแล้วมันไม่ใช่เรื่องของการปฏิรูปการเมือง จริง ๆ แล้วเป็นการปฏิรูปความคิด เพราะความคิดของคนในสังคมไทยเราใช้ระบบการปกครองประชาธิปไตยมาเป็นเวลาหกสิบกว่าปี ล้มลุกคลุกคลาน บางครั้งก็เรียกประชาธิปไตยเต็มใบ บางครั้งก็ครึ่งใบ แต่ความเข้าใจในหลักการของประชาธิปไตยของเราก็ยังไม่ถ่องแท้ ประชาธิปไตยไม่ใช่การเลือกตั้งอย่างเดียว ประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องของการมีสิทธิออกเสียงอย่างเดียว ประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องของการมีสภาแต่อย่างเดียว ประชาธิปไตยมิได้ขึ้นอยู่กับอะไร ๆ อีกหลายประการที่เป็นเพียงแต่วิธีการ แต่เราจะเป็นประชาธิปไตยได้ก็ต่อเมื่อเรามีความรู้สึกในจิตวิญญาณของเราเองว่า ฉันเป็นเจ้าของประเทศ ความเป็นเจ้าของประเทศ ความเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยซึ่งเขียนในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ย่อมก่อให้เกิดความรู้สึกว่า เมื่อเราเป็นเจ้าของ เราต้องหวงแหนอำนาจของเรา เรารักอำนาจที่เรามอบให้กับผู้แทน และเราจะต้องดูแลว่าอำนาจที่เรามอบให้เขาไปนั้น เขาไปใช้ในทางที่ถูกต้อง เพราะอำนาจคืออะไร อำนาจคือความรับผิดชอบ การมีอำนาจนั้นมิได้หมายความว่าจะใช้ได้อย่างพร่ำเพรื่อ หรือใช้ไปโดยไม่มีเหตุผล หรือใช้ไปโดยไม่มีขอบเขต หรือใช้ไปโดยไม่มีความรับผิดชอบ ยิ่งมีอำนาจเท่าใด ความรับผิดชอบยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นการใช้อำนาจนั้นจะถูกต้องหรือไม่ถูกต้องก็คือว่าเราต้องใช้อำนาจตามความเหมาะสม และใช้ได้ด้วยความรับผิดชอบ ใช้แล้วไม่ไปกระทบกระเทือนสิทธิเสรีภาพของบุคคล

     เมื่อพูดถึงเรื่อง “สิทธิเสรีภาพของประชาชนกับกระบวนการยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน” เราก็จะต้องเข้าใจว่า “สิทธิเสรีภาพ” นั้นเป็นเพียงแต่เป้าหมาย (ends) ที่รัฐธรรมนูญมุ่งประสงค์ เรื่อง “กระบวนการยุติธรรม” เป็นเพียงพาหะ (Vehicle) หรือเป็นวิธีการที่จะนำไปสู่จุดนั้น เพื่อนำให้สังคมไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการ ดังนั้นถ้าหากจะกล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็น “ธรรมนูญแห่งเสรีภาพ” ก็คงจะไม่ผิด

     ในการใช้อำนาจรัฐทุกประเภท ซึ่งรวมทั้งอำนาจของตำรวจในกระบวนการยุติธรรม ก็ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพของประชาชน ดังที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้อย่างชัดเจนในมาตราที่ ๒๖ กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ สิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นหลัก เป็นตัวตั้ง ส่วนการใช้อำนาจของรัฐไปกระทบสิทธิเสรีภาพดังกล่าวเป็นเพียงข้อยกเว้น และต้องใช้อำนาจโดยอาศัยกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่รัฐสภาตราขึ้นตามรัฐธรรมนูญ หากไม่มีอำนาจตามตัวบทกฎหมายที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ก็จะไปจำกัดสิทธิเสรีภาพคนไม่ได้

     ท่านผู้มีเกียรติครับ ในระบอบประชาธิปไตยที่ปกครองด้วยกฎหมาย จึงถือหลักว่า “เมื่อไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ รัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจะกระทำการมิได้” ซึ่งต่างจากรัฐเผด็จการซึ่งถือว่า “เมื่อไม่มีกฎหมายห้าม ย่อมทำได้” แม้ว่าเรื่องนั้นจะไปจำกัดตัดสิทธิของผู้อื่น

     ข้อที่สำคัญที่สุดอีกข้อหนึ่งก็คือ แม้จะมีกฎหมายให้อำนาจไว้ แต่ถ้ากฎหมายนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญที่เป็นแม่บทแห่งกฎหมายทั้งปวง กฎหมายที่ว่านั้นก็ใช้บังคับไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ กฎหมายใด ๆ ก็ตามที่ออกมาในอดีตที่ขัดกับรัฐธรรมนูญย่อมเป็นโมฆะ กฎหมายที่ว่านั้นก็ใช้บังคับไม่ได้ ซึ่งหมายถึงผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายที่ขัดรัฐธรรมนูญนั้นก็หมดอำนาจไปด้วย รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นธรรมนูญแห่งเสรีภาพ จึงเป็นทั้งที่มาของอำนาจ และเป็นเครื่องจำกัดอำนาจไปในตัวด้วย อย่างไรก็ตาม การที่แต่ละคนมีสิทธิเสรีภาพ การใช้สิทธิเสรีภาพของแต่ละคนย่อมไม่อาจไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่นประการหนึ่ง และย่อมไม่อาจละเมิดสังคม ซึ่งเป็นที่รวมของคนทุกคนได้เป็นประการที่สอง หากคนใดคนหนึ่งใช้สิทธิเสรีภาพของตนไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่น หรือไปละเมิดสังคม อำนาจรัฐซึ่งเป็นอำนาจที่จะคุ้มครองคนอื่นและคุ้มครองสังคม ก็จะต้องมีบทบาทเข้ามาทำให้การละเมิดนั้นหยุดยั้งลง และเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น อำนาจรัฐที่ว่านี้ ย่อมแสดงออกโดยผ่านกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ตั้งแต่ตำรวจผู้มีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการละเมิดสิทธิคนอื่นและคุ้มครองสังคม ไปจนถึงอัยการผู้มีหน้าที่นำตัวผู้กระทำผิดฟ้องศาล และศาลซึ่งทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาผู้กระทำผิด

     ดังนั้น หากจะกล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือของสังคม ที่มอบให้รัฐไว้คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของคนแต่ละคนในสังคม และคุ้มครองสังคมทั้งสังคมเองก็คงไม่ผิด

     เมื่อเป็นเช่นนี้ กระบวนการยุติธรรมจะเป็นที่มาของความเป็นธรรมของทุกฝ่ายได้ก็ต่อเมื่อกระบวนการยุติธรรมนั้นมีลักษณะดังต่อไปนี้

     ประการแรก กระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ต้องยึดการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของคนในสังคมเป็นเป้าหมาย (ends) ที่จะให้บรรลุ เพราะสิทธิเสรีภาพของแต่ละคนเมื่อรวมกันทั้งหมดก็คือสิทธิเสรีภาพของสังคมทั้งสังคมนั้นเอง

     ประการที่สอง กระบวนการยุติธรรมต้องใช้วิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพเสียเอง พูดง่าย ๆ ก็คือ เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ชอบด้วยกฎหมายเพราะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของคนทั้งหลายแล้วยังไม่พอ วิธีการที่ใช้ยังต้องชอบด้วยกฎหมายและคุ้มครองสิทธิของผู้กระทำผิดด้วย โดยเฉพาะผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด ดังนั้นแม้การปราบปรามยาเสพติดที่ทำลายสังคมจะเป็นเป้าหมายที่ตำรวจต้องดำเนินการก็ตาม แต่ต้องใช้วิธีการตามกฎหมายในการปราบปราม จะใช้วิธีการนอกกฎหมาย เช่นสำเร็จโทษผู้ค้ายาเสพติดเสียเองไม่ได้ และจริง ๆ แล้ว ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ค้ายาเสพติด ตราบใดที่ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้ถูกกล่าวหาอยู่ กฎระเบียบทางกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่า เขายังไม่มีความผิดจนกว่าจะต้องได้รับคำพิพากษา เพราะฉะนั้นถ้าจะใช้วิธีการใด ๆ ที่จะสำเร็จโทษผู้ค้ายาเสพติดหรือผู้ถูกกล่าวหาว่าค้ายาเสพติด ไม่ว่าจะเรียกศัพท์ภาษาอะไรก็แล้วแต่ วิสามัญฆาตกรรมหรืออะไร ก็เป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำและเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและละเมิดสิทธิมนุษยชน ถึงแม้ว่าจะมีความตั้งใจที่ดี แต่ความตั้งใจที่ดีจะไม่ลบล้างพฤติกรรมและการกระทำที่ผิดกฎหมาย มันคล้าย ๆ กับการที่ว่าไปทำบุญที่วัด ซึ่งก็เป็นวัตถุประสงค์ที่ดี แต่ถ้าเผื่อไปปล้นเงินเขามาหรือลักทรัพย์เขามาเพื่อเอาไปทำบุญ อันนี้ก็เป็นวิธีการที่ผิด สังคมประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญเป็นเสาหลักรับไม่ได้ ตำรวจที่ดีจึงต้องมีทั้งวัตถุประสงค์ที่ดีในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนและสังคม และต้องใช้วิธีการที่ชอบในการไปให้ถึงวัตถุประสงค์นั้น

     ประการที่สาม กระบวนการยุติธรรมที่ดีในระบอบรัฐธรรมนูญต้องมีความเท่าเทียมกันในการบังคับใช้กฎหมาย ความเสมอภาคเท่าเทียมกันนี้ หมายถึงการไม่เลือกปฏิบัติ หากเราจับตาสีตาสาเพราะกระทำผิดกฎหมายได้ เราก็ต้องจับรัฐมนตรีและเศรษฐีได้เหมือนกัน กฎหมายจะเป็นธรรมและศักดิ์สิทธิ์ ก็ต่อเมื่อคนรู้สึกว่าเป็นธรรมและเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีฐานะเช่นใดในสังคม

     คำถามที่ท้าทายก็คือ ในสังคมไทย ภายใต้การใช้กฎหมายของตำรวจไทย กฎหมายศักดิ์สิทธิ์สำหรับคนไทยทุกคนเท่าเทียมกันหรือไม่ มีการเลือกที่รักมักที่ชัง หรือมีการใช้อำนาจมืด หรือใช้อิทธิพลนอกระบบหรือไม่ หรือกฎหมายศักดิ์สิทธิ์สำหรับคนเดินถนนที่ไม่มีเส้นสาย แต่กฎหมายอะลุ้มอล่วยให้กับเศรษฐีและผู้มีอำนาจเท่านั้น จริงหรือไม่ที่มีผู้กล่าวว่า ขอทานเก็บขนุนริมคลองหลอดกินประทังชีวิต ถูกจับเพราะลักทรัพย์ของทางราชการ แต่มหาเศรษฐีมหาศาลหรือบุคคลที่อยู่ในวงการบริหารที่โกงเงินธนาคารและประชาชนเป็นหมื่นเป็นล้าน รอดพ้นเงื้อมมือของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอย่างลอยนวล

     กระบวนการ “ยุติธรรม” จะเป็นการสร้าง “ธรรม” ที่ “ยุติ” เพราะสมมติว่าต้องยุติเพียงเท่านี้ หรือจะสร้าง “ความเป็นธรรม” ให้เกิดขึ้นจริงในหัวใจ และการยอมรับของคนทุกคนในสังคม

     ประการที่สี่ กระบวนการยุติธรรมต้องเป็น “อิสระ” ทั้งจากภายนอกและจากภายใน

     อิสระจากภายนอก หมายถึง อิสระจากอำนาจการเมืองและอำนาจบังคับบัญชา โดยเฉพาะศาลนั้น ต้องอิสระทั้งจากฝ่ายบริหาร และต้องอิสระจากตุลาการด้วยกันเองด้วย ดังนั้น แม้ว่าฝ่ายบริหารบงการผู้พิพากษาไม่ได้ แต่ถ้าผู้พิพากษาด้วยกันเองยังบงการผู้พิพากษากันได้ ก็ถือว่าไม่มีอิสระ หรือถ้าตำรวจเองยังบงการตำรวจกันเองก็ถือว่าไม่มีอิสระ รัฐธรรมนูญแยกศาลจากฝ่ายบริหารและคุ้มครองผู้พิพากษาจากการครอบงำของ ก.ต. ก็เพราะเหตุนี้เอง แม้ตำรวจหรืออัยการก็เหมือนกัน โดยเฉพาะส่วนหนึ่งของการใช้กฎหมายไม่เท่าเทียมกัน เพราะ “นายสั่ง” ใครเป็นนาย หรือเข้าถึงนายได้ ก็คือผู้กุมความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายไปในตัว

     อะไรคืออิสระจากภายใน อิสระจากภายใน ในที่นี้หมายถึง อิสระจากอคติในใจของผู้อยู่ในกระบวนการยุติธรรม คืออิสระจากความรู้สึกอคติ (bias) เพราะรัก เพราะโลภ เพราะโกรธ หรือเพราะหลง อันทำให้การใช้กฎหมายขาดความเที่ยงธรรม คนเราแม้อิสระจากภายนอกจะสูงเพียงใด แต่ถ้าภายในใจไม่อิสระ ก็คงเป็นการยากที่จะอำนวยความยุติธรรมให้สังคมได้

     ประการที่ห้า กระบวนการยุติธรรมที่ดี ต้องมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ภาษิตกฎหมายบทหนึ่งกล่าวว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า” คือ “การปฏิเสธความยุติธรรม” (justice delayed, justice denied) เพราะความล่าช้าเป็นที่มาของความไม่แน่นอน ความไม่แน่นอนเป็นที่มาของความไม่แน่ใจ คือไม่แน่ใจในความยุติธรรมที่จะได้ นอกจากนั้นความล่าช้ายังเป็นที่มาของค่าใช้จ่ายที่สูงมหาศาล จนกระบวนการยุติธรรมถูกล้อว่า โจทก์ จำเลย พิพาทแย่งโคนมกัน ชิงกันไป ชิงกันมา ไม่มีใครได้กินนม นอกจากตำรวจและทนาย อันนี้ผมจำคนเขามานะไม่ได้คิดเอง

     ประการสุดท้าย กระบวนการยุติธรรมต้องโปร่งใสและถูกตรวจสอบได้ คนในกระบวนการยุติธรรมก็คือคน ไม่ใช่พระอรหันต์ที่หมดกิเลส หากไม่มีระบบที่โปร่งใสตรวจสอบจากคนภายนอก และคานการใช้อำนาจกันเองให้ดี ก็ย่อมใช้อำนาจในทางที่ผิดได้ เหตุนี้รัฐธรรมนูญจึงกำหนดระบบตรวจสอบ ทั้งตำรวจ อัยการ และศาลทั้งระบบ

     ตำรวจจะจับคน ต่อไปนี้ต้องมีหมายจากศาล เว้นแต่มีเหตุให้จับได้โดยไม่มีหมาย เช่นทำผิดซึ่งหน้า จับแล้วต้องนำตัวไปศาลภายใน ๔๘ ชั่วโมง ตามมาตรา ๒๓๗

     และเมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้อง ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือผู้มีส่วนได้เสีย ขอตรวจสอบพยานหลักฐานพร้อมความเห็นของตำรวจ อัยการได้ เพื่อตรวจสอบการทำงานของอัยการ

     ศาลต้องนั่งพิจารณาครบองค์คณะ เพื่อให้ผู้พิพากษามากกว่าหนึ่งนาย คานการใช้อำนาจของผู้พิพากษาอื่น

     ระบบเหล่านี้มีขึ้น เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมไทย คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของคนในสังคม และคุ้มครองสังคมไทยได้อย่างเป็นธรรม คือ สร้างการ “ยุติ” ที่สมมติโดยกฎหมายให้ “เป็นธรรม” ในความรู้สึก ในการยอมรับของคนในสังคมและนอกสังคม ไปสู่วงการต่างประเทศและระหว่างประเทศ

     ท่านผู้มีเกียรติครับ ท่านอาจจะรู้สึกว่าทำงานลำบากขึ้นกว่าเดิม และผมก็ต้องขอยอมรับว่าในบางกรณี รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็อาจจะสร้างปัญหาให้กับฝ่ายตำรวจได้เช่นเดียวกัน ผมเองไม่ได้เป็นคนรอบรู้ และไม่ได้เป็นคนเขียนยกร่าง เป็นเพียงแต่ประธาน มันเป็นไปได้ครับว่าบางครั้งบางคราวในบางกรณี ในบางฐานะ และในบางพื้นที่ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจจะสร้างปัญหาพอสมควร แต่ผมคิดว่าปัญหาเหล่านี้มันเป็นเรื่องของการท้าทายที่เราจะต้องพยายามแก้ปัญหาต่อไป เราอาจจะมีความลำบากมากขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่เพราะที่ผ่านมาเราชินกับความ “ง่าย” เราชินกับวิธีการเก่า ๆ เราชินกับประเพณีเก่า ๆ แต่เราต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าสังคมได้เปลี่ยนไป ความคิดของสังคมเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะยากลำบากที่สุดสำหรับตำรวจไทย ผมว่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาตราใดมาตราหนึ่งในรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายที่เราเรียกว่ากฎหมายลูกสร้างปัญหาในทางปฏิบัติ แต่สิ่งที่ยากที่สุดในการที่จะยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และในการนำไปใช้ปฏิบัตินั้นคือว่า หลายสิ่งหลายอย่างนั้นเราต้องเปลี่ยนวิธีคิดของเรา วัฒนธรรมของความคิดเดิมนั้นต้องเปลี่ยน

     เมื่อตอนต้นปาฐกถา ผมเอ่ยถึงการต้องเปลี่ยนความคิด ผมพูดถึงเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ผมอ้างถึงมาตรา ๒๖ และผมกล่าวว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นหลัก เป็นตัวตั้ง ส่วนการใช้อำนาจของรัฐไปกระทบสิทธิเสรีภาพดังกล่าวเป็นเพียงข้อยกเว้น ในอดีตวิธีความคิดของเราคือ อำนาจเป็นหลัก สิทธิเสรีภาพเป็นตัวรอง เป็นข้อยกเว้น ฉันใดฉันนั้น เมื่อเรามีกฎหมายพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร อันนั้นก็เป็นการเปลี่ยนวิถีวิธีความคิดของคนไทยเหมือนกัน ในอดีตนั้นข้อมูลข่าวสารของรัฐปกปิดหมด การเปิดเผยเป็นข้อยกเว้น วิธีคิดใหม่ในสังคมปัจจุบันที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและความต้องการของสังคมก็คือข้อมูลข่าวสารของรัฐต้องเปิดเผยทั้งหมด ข้อยกเว้นคือ ปกปิดในบางกรณี อันนี้แหละครับเป็นสิ่งที่ยาก ผมว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่มาตราใดมาตราหนึ่ง ปัญหาอยู่ที่ว่าสังคมไทยเราพร้อม ผู้ใช้อำนาจพร้อมหรือยัง ที่จะเปลี่ยนวิถีคิดของตนเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้รัฐธรรมนูญกำหนดไม่ได้ รัฐธรรมนูญจะไปบอกให้เปลี่ยนความคิดอย่างนี้ไม่ได้ อันนี้เป็นวัฒนธรรมที่ค้างมาช้านาน ต้องพยายามเปลี่ยน ต้องพยายามศึกษา ต้องพยายามฝึกฝน และต้องพยายามเข้าใจกระแสความคิดของสังคม และถ้าเผื่อเราสามารถเปลี่ยนวิถีคิดไปได้ เปลี่ยนวิธีการคิดไปได้ ผมแน่ใจครับ ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญก็ดี หรือปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยก็ดี จะเปิดโอกาสให้เรามีความสามารถหรือโอกาสที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้เร็วและได้ดีกว่าในอดีต สิ่งนี้เป็นสิ่งที่มันจะต้องแลกเปลี่ยนกัน จะต้องสลัดความเคยชินในความ “ง่าย” ของการทำงานในอดีต เพื่อแลกกับสิทธิเสรีภาพ และการยอมรับของสังคม ผมคิดว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า อาจจะยาก ยุ่งยาก สับสนในขั้นต้น แต่ระยะกลาง ระยะยาว จะเป็นประโยชน์กับทั้งตำรวจและประชาชน

     ข้อสำคัญประการหนึ่งก็คือ ท่านก็เป็นพลเมืองคนไทยคนหนึ่ง และก็จะเป็นตลอดไปตั้งแต่เกิดจนตาย ตัวท่านเองท่านก็จะได้ประโยชน์ด้วย ความเป็นข้าราชการตำรวจ อัยการ หรือศาล ที่มักทำให้เราลืมความเป็นพลเมือง ย่อมหมดไปเมื่อเราออกจากราชการ อำนาจที่เราเคยมีก็หมด บริวารว่านเครือก็หาย ตอนนั้นนะครับ เมื่อเราเหลือแต่ความเป็นพลเมือง ความเป็นประชาชนที่ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีอำนาจ รัฐธรรมนูญและกระบวนการยุติธรรมที่ดีที่รัฐธรรมนูญพยายามวางไว้ ก็จะเป็นโล่คุ้มกันเราจากการใช้อำนาจโดยมิชอบ

     เราต้องถอดหมวกตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษาเข้าสักวันหนึ่ง แต่เราไม่สามารถถอดหมวกความเป็นประชาชนหรือพลเมืองคนไทยได้

     รัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างกระบวนการยุติธรรมที่สร้าง “ธรรม” ให้ “ยุติ” สำหรับประชาชนพลเมือง ซึ่งรวมถึงท่านทุกท่าน ณ ที่นี้ และรวมถึงตัวกระผมเองด้วย

รวมปาฐกถาภาษาไทย

ปาฐกถาพิเศษในการประชุมทางวิชาการเพื่อแนะนำชุดโครงการวิจัย
เรื่อง “การปฏิรูปกฎหมายเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาล
และการแข่งขันที่เป็นธรรมในภาคธุรกิจ”
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี
จัดโดยโครงการพัฒนาระบบกฎหมายไทย
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ร่วมกับคณะกรรมการนโยบายสังคมแห่งชาติ (กนส.)
วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๒ ณ โรงแรมเดอะแกรนด์

ท่านผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

ผู้แทนธนาคารโลก และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

แม้ผมจะไม่ได้เรียนกฎหมายมาอย่างจริงจังคือเรียนมาบ้างเล็กน้อยเท่านั้น เพราะฉะนั้นตัวเองก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนักกฎหมายในลักษณะที่แท้จริง หรือเป็นผู้ที่รอบรู้เกี่ยวกับกฎหมาย อย่างไรก็ตามที่ได้มีโอกาสได้เข้ามาสัมผัสเกี่ยวกับกฎหมายในหลาย ๆ ฐานะ ประสบการณ์ทั้งหลายเท่านั้นเหล่านั้นทำให้ผมได้เห็นภาพของระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของไทยหลายมุม ผมจึงรู้สึกยินดีถ้าหากจะได้มีโอกาสมีส่วนช่วยให้ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของไทยได้พัฒนาไปในแนวทางที่ดีขึ้น

ที่ผมรับเชิญมาในวันนี้ เหตุผลสำคัญก็คือ ต้องการที่จะสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้แก่คณะผู้วิจัยและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการวิจัยเพื่อปฏิรูปกฎหมายนี้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เนื้อหาที่พูดวันนี้อาจจะไม่ตรงกับหัวข้อนักเพราะรายละเอียดตามหัวข้อนั้นในวันนี้ทั้งวันก็จะมีผู้เชี่ยวชาญมาคุยกันอย่างละเอียดลึกซึ้งอยู่แล้ว ผมคงจะเพียงแต่จะให้มุมมองของผมในภาพกว้าง ๆ ในฐานะที่เคยบริหารราชการแผ่นดินที่เกี่ยวกับความเกี่ยวพันของกฎหมายในการที่จะเสริมสร้างธรรมาภิบาลเท่านั้น

คำว่า ธรรมาภิบาลหรือ Good governance นั้น แม้จะยังไม่แน่ใจว่าจะใช้คำอะไรดีระหว่าง “ธรรมรัฐ” “สุประศาสนาการ” หรือ “การบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี” ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ว่าวันใดวันหนึ่งในอนาคตที่สังคมจะเลือกใช้คำใดเป็นคำถาวร ในระยะนี้ดูเหมือนว่าเริ่มจะเป็นแนวคิดที่พอจะรู้จักกว้างขวางมากขึ้นในเมืองไทย

ลักษณะที่สำคัญของคำว่าธรรมาภิบาล คือการที่ทุกฝ่ายในสังคมไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และส่งเสริมซึ่งกันและกันผลักดันให้สังคมเกิดการพัฒนาที่เป็นธรรมและยั่งยืน ซึ่งในการดำเนินการดังกล่าวนั้น จำเป็นต้องอยู่ภายใต้หลักการที่สำคัญดังต่อไปนี้

  1. คือความรับผิดชอบในการตัดสินใจของตน และมีเหตุผลที่อธิบายได้ อันเป็นคำอธิบายยาว ๆ จากคำภาษาอังกฤษที่เรียกว่า accountability
  2. ต้องมีส่วนร่วมของประชาชน
  3. จะต้องมีการคาดการณ์ได้ คือสิ่งที่เรียกว่า predictability นั้น หมายความว่า ในสังคมมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน มีกฎเกณฑ์ที่คนพอจะไม่ใช่เดา แต่คนพอจะคาดคะเนได้ว่า ถ้าเผื่ออย่างนั้นอย่างนี้แล้ว จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ กฎหมายที่แน่นอน สัญญาที่แน่นอน หลักการที่แน่นอน สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญในสังคม
  4. จะต้องมีความโปร่งใส คือ transparency
  5. จะต้องมีความเชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบทั้ง ๔ องค์ประกอบนี้

ในการดำเนินการภายใต้หลักการดังกล่าวนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ให้แนวทางเอาไว้แล้ว กล่าวคือภาครัฐต้องมีการปฏิรูปการเมือง ทำระบบการเลือกตั้งให้ดีขึ้น ทำให้รัฐบาลมีประสิทธิภาพดีขึ้น และในขณะเดียวกันก็มีเสถียรภาพมากขึ้นด้วย โดยทั้งนี้ต้องสร้างความโปร่งใสในการทำงาน ในการเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบได้มากขึ้น ทั้งจากประชาชนและองค์กรต่าง ๆ เรื่องการตรวจสอบนั้นเป็นหลักการสำคัญที่ว่าไม่ได้ตรวจสอบกันเอง ไม่ได้ตรวจสอบภายในโดยพนักงานขององค์กรเดียวกัน แต่จะต้องตรวจสอบจากที่อื่น จากคนข้างนอก

ในส่วนภาคธุรกิจต้องโปร่งใสและถูกตรวจสอบได้เช่นกัน สร้างการประพฤติปฏิบัติที่ดีในภาคธุรกิจ ที่เรียกว่า corporate good governance ให้เกิดขึ้นให้ได้

ในภาคประชาสังคม รัฐธรรมนูญได้เสนอแนวทางให้ภาคประชาชนมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยให้การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพมากขึ้น ให้การศึกษา ให้สามารถรวมกลุ่มทำกิจกรรมได้ มีโอกาสได้ร่วมจัดสรรทรัพยากร ได้รับรู้ข่าวสารจากทางราชการ และมีส่วนในการประชาพิจารณ์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นแนวทางของธรรมาภิบาลทั้งสิ้น

ในการที่จะสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในสังคมไทยนั้น ผมเคยได้พูดหลายครั้งแล้วว่า กฎหมายเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะกฎหมายนั้นย่อมเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ในการจัดระเบียบของสังคมให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายที่พึงประสงค์ แต่อย่างไรก็ตามจะต้องตระหนักไว้เสมอว่ากฎหมายโดยตัวของตัวเองนั้น มิใช่หมายถึงความถูกต้องและเป็นธรรมเสมอไป กฎหมายมีทั้งเป็นกฎหมายที่ชอบธรรม มุ่งถึงความเป็นธรรมของสังคมและผลประโยชน์ของมหาชน และกฎหมายที่ไม่ชอบธรรมหรือกฎหมายที่มุ่งปกป้องผลประโยชน์ของอำนาจหรือสถานภาพของบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

กฎหมายที่จะสามารถส่งเสริมธรรมาภิบาลนั้นจะต้องเป็นกฎหมายที่จะสามารถจัดสรรประโยชน์ของบุคคลทุกคนทุกหมู่ทุกเหล่าในสังคมให้ได้อย่างเป็นธรรม หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นกฎหมายที่อยู่ภายใต้หลักนิติธรรม คือ the rule of law ซึ่งต้องมีทั้งกฎหมายที่มีความยุติธรรมต่อทุกฝ่ายในสังคมและปัจเจกชน และต้องมีผู้ใช้กฎหมายและระบบยุติธรรมที่ดีด้วย ซึ่งหลักนิติธรรมนี้ย่อมแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับกฎหมายที่เป็นเครื่องมือของรัฐในการปกครอง โดยมองในมุมมองของอำนาจ หรือที่เรียกว่า rule by law ส่วน rule of law หรือนิติธรรมนั้นมีความจำเป็นที่จะเสริมสร้างในสิ่งที่เรียกว่า predictability หรือการคาดคะเนด้วย เพราะถ้าเผื่อมี rule of law หรือมีหลักนิติธรรมในสังคม ก็หมายความว่าทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด ตำแหน่งใด มีอำนาจวาสนาประการใด ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายโดยทัดเทียมกัน จะเป็นสังคมที่เกิดความเสมอภาคใต้กฎหมาย เพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น

ผมอยากจะขยายคำว่าหลักนิติธรรม ตามความเข้าใจของผมเพื่อให้สามารถมีกรอบที่จะมองเห็นว่า ระบบกฎหมายของไทยมีปัญหาที่จะต้องปฏิรูปหรือไม่ และหากจะต้องปฏิรูปจะไปในทิศทางใดจึงจะสามารถสร้างธรรมาภิบาลขึ้นได้ ผมคิดว่าองค์ประกอบของหลักนิติธรรมต้องมีดังนี้

  1. ต้องมีกฎหมายที่เป็นธรรม กฎหมายที่เป็นธรรมกับสังคม กฎหมายที่เป็นธรรมกับคนทุกคนในสังคมได้อย่างเป็นธรรม มิใช่เป็นกฎหมายที่ปกป้องประโยชน์หรือเอื้อประโยชน์ให้กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ดังที่เป็นมาในอดีตจนถึงปัจจุบันนี้
  2. การที่จะมีกฎหมายเป็นธรรมได้นั้น กระบวนการในการออกกฎหมายต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายในสังคม ได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น มีกระบวนการที่โปร่งใส มีเหตุผลที่ชัดเจนที่จะอธิบายว่าทำไมจึงต้องมีกฎหมายฉบับนั้น
  3. จะต้องมีกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงอำนาจจากภายนอกรวมทั้งภายในด้วย ขณะเดียวกันก็ต้องมีระบบตรวจสอบ accountability ที่เหมาะสม มิให้สามารถครอบงำกันเองจากภายใน อันจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างยุติธรรม
  4. บุคลากรในวงการกฎหมายต้องมีจริยธรรมและคุณธรรม อันจะทำให้การตีความการใช้กฎหมายเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ถูกต้อง
  5. จะต้องมีสื่อที่อิสระ และไม่รับเงินจากกลุ่มธุรกิจหรือนักการเมืองหรือผู้อื่นใด สื่อจะต้องอิสระที่จะสามารถเข้ามาตรวจสอบได้ เพื่อให้แน่ใจว่ากฎหมายและการบังคับใช้มีความยุติธรรม แต่ถ้าสื่อไม่อิสระและสื่อเป็นทาสขององค์กรหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งแล้ว การตรวจสอบก็ย่อมจะไม่มีเกิดขึ้น

สำหรับประเทศไทยนั้น แม้จะเป็นประเทศที่มีกฎหมายมากไม่แพ้ประเทศอื่น แต่กฎหมายที่มีมากนั้น ไม่จำเป็นจะต้องเป็นสิ่งที่ดี ความจริงแล้วผมคิดว่าปัญหาส่วนหนึ่งของประเทศที่เกิดขึ้น เป็นเพราะกฎหมายและนักกฎหมายบางคนที่มุ่งรับใช้อำนาจรัฐมากกว่าพิทักษ์ผลประโยชน์ของสังคมโดยรวม อันเป็นการสวนทางกับหลักนิติธรรมดังที่กล่าวมา จากประสบการณ์ของผมในหลายฐานะที่ต้องเข้ามีส่วนพัวพันเกี่ยวกับกฎหมาย ผมมีข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับระบบกฎหมายไทยดังนี้

ข้อ ๑     กระบวนการร่างกฎหมายในประเทศในอดีตที่ผ่านมา เป็นกระบวนการการร่างกฎหมายที่ไม่ได้เป็นไปตามหลักนิติธรรมดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เพราะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐและข้าราชการแต่เพียงฝ่ายเดียว และเป็นที่ทราบกันอยู่ว่า ข้าราชการของรัฐและหน่วยงานของรัฐนั้นมีวัฒนธรรมความคิด วัฒนธรรมในการแสดงความคิดออกมาเป็นกฎหมายที่ไม่สื่อความเป็นธรรมกับสังคมเท่าใดนักในอดีต พร้อมที่จะร่างตามความต้องการของผู้มีอำนาจโดยไม่ได้มีความเข้าใจหรือตระหนักถึงความจำเป็นของกฎหมายนั้น ๆ แต่แนวคิดของภาครัฐส่วนใหญ่ก็คือ แนวคิดที่จะควบคุม ดูได้จากชื่อของกรมการปกครอง เริ่มต้นก็จะปกครองกันแล้ว เมื่อมีการปกครองก็จะต้องมีผู้ใหญ่และเด็ก เหมือนอย่างปกครองในโรงเรียน ฉันใดฉันนั้น ลักษณะกฎหมายที่ออกมาในอดีตเป็นจำนวนไม่น้อยที่ออกมาเป็นผลสะท้อนถึงความคิดว่าจะต้องเข้าไปปกครอง ปกครองคน ปกครองนักธุรกิจ ทัศนคตินี้ย่อมทำให้กฎหมายขาดหลักนิติธรรมและยังขัดกับหลักมาตรา ๘๗ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่รัฐจะต้องยกเลิกหรือละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ควบคุมธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ และจะต้องไม่ประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน ยกเว้นแต่จะมีข้อยกเว้น ซึ่งหมายความว่ากฎหมายที่ออกมาจึงเป็นกฎหมายที่จะมุ่งควบคุมแทนที่จะเป็นการกำกับดูแลและส่งเสริม ที่จะแบ่งปันผลประโยชน์ให้กับประชาชนเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบธุรกิจสามารถทำธุรกิจได้สะดวก และได้รับความสนับสนุนจากภาครัฐ

นอกจากควบคุมแล้วในทางตรงกันข้าม ลักษณะของกฎหมายไทยมุ่งที่จะกำหนดลงโทษโดยสันนิษฐานว่าผู้ประกอบการหรือประชาชนมีเจตนาที่จะเลี่ยงกฎหมาย ให้ความสำคัญในการควบคุมการลงโทษมากกว่า ซึ่งผลก็คือประชาชนผู้ประกอบธุรกิจที่สุจริตไม่เคยคิดที่จะหลีกเลี่ยงกฎหมายต้องได้รับผลกระเทือน ผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นการออกกฎหมายที่จะควบคุมคนผิด คนไม่ดี แต่ในสังคมคนผิดคนไม่ดีนั้นไม่ว่าจะออกกฎหมายอะไรมา ฝ่ายทุจริตจะไม่เกรงกลัวกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการตีความที่มุ่งตัวอักษรเป็นหลัก หรือยอมใช้เงินเพื่อซื้อความยุติธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เป็นความจริงในสังคมไทย และก่อนที่จะเริ่มต้นปฏิรูประบบกฎหมาย จะต้องเริ่มต้นด้วยการยอมรับข้อเท็จจริงนี้เสียก่อน ถ้าหากไม่ยอมรับข้อเท็จจริงนี้ แล้วยังปฏิเสธอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นการกล่าวหา จะไม่มีทางเริ่มต้นกระบวนการปฏิรูปในทิศทางที่ถูกต้อง ปัญหาของคนและปัญหาของสังคมนั้นเริ่มต้นด้วยการที่เรายอมรับว่าเรามีปัญหา ไม่ใช่เป็นของน่าอาย ไม่ใช่เป็นของที่เราจะต้องปกปิดตลอดชีวิต การเปิดเผยนั้นเหมือนกับ therapy ชนิดหนึ่ง ได้พูดได้แสดงมองเข้าหาตัวเองหาจุดบกพร่อง และเมื่อพบว่ามีตำหนิที่ไหน มีจุดอ่อนที่ใดจะได้แก้ปัญหาให้ถูกต้องด้วย เรารอช้าไปไม่ได้เพราะสังคมของเรานั้นจำเป็นจะต้องปฏิรูปทุก ๆ ด้าน และด่านแรกก็คือการปฏิรูประบบกฎหมาย เพราะสิ่งนั้นเป็นรากฐานของสังคม

ข้อ ๒      ควรจะมีการปฏิรูปการร่างกฎหมายโดยเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง มีส่วนร่วมในกระบวนการร่างกฎหมาย ซึ่งคงจำต้องไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะเจ้าพนักงานของรัฐ ฝ่ายการเมือง หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ควรเปิดให้มีการร่างกฎหมายโดยประชาชน หรือประชาสังคม มีส่วนร่วมให้เอกชนที่มีความรู้ความชำนาญในด้านธุรกิจ เข้ามามีส่วนร่วมในการร่างกฎหมาย แต่แน่นอนว่าจะต้องให้ความรู้ว่าผู้ที่มาร่วมร่างกฎหมายนั้น จะเป็นผู้ที่มีความสำนึกและเข้าใจความหมายของคำว่า conflict of interest ถ้าผู้นั้นมีส่วนได้ส่วนเสียจะต้องถอนออกจากกระบวนการคำถามที่ต้องถามอยู่เสมอคือ คนไทยรู้จักหรือไม่ว่าเมื่อไรมีส่วนได้ส่วนเสีย ถ้าหากยังไม่รู้ว่ามีส่วนได้ส่วนเสียหรือแกล้งไม่รู้ หรือรู้แต่ไม่สนใจว่าคนอื่นจะพูดว่าอย่างไร ยังคงจะนั่งอยู่ในกระบวนการนั้นต่อไป กระบวนการการร่างกฎหมายที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้น จะต้องมั่นใจว่าผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้อยู่ภายใต้กฎหมาย สามารถเป็นคนดีในสังคมได้ไม่ต้องถูกเบียดเบียนจากการใช้อำนาจโดยไม่ชอบของผู้บังคับใช้กฎหมาย

ข้อ ๓     ที่สำคัญต่อมาคือการตีความกฎหมาย ผมเคยพูดหลายหนว่าเมืองไทยมีศรีธนญชัยมากมาย นอกจากประเทศไทยจะมีกฎหมายมากมายแล้ว ยังมีนักกฎหมายบางประเภทที่ตีความโดยมุ่งแต่ตัวอักษรหรือตัวหนังสือเป็นหลัก ไม่ได้ดูเจตนารมณ์ของกฎหมาย ผมไม่อยากที่จะเอ่ยถึงกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ แม้ว่าจะไม่เกี่ยวกับการปฏิรูปเศรษฐกิจโดยตรง แต่จะเห็นได้ว่าการตีความกฎหมายของตุลาการรัฐธรรมนูญ ที่ผู้วินิจฉัยกฎหมายหรือตุลาการรัฐธรรมนูญมุ่งจะเล่นถ้อยคำหรือตีความตามถ้อยคำ โดยละทิ้งเจตนารมณ์ของมาตราในรัฐธรรมนูญนั้น ดังนั้น ไม่ว่าจะมีการปฏิรูปหรือการออกกฎหมายใดมาก็ตาม ถ้าหากยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแนวความคิดให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ผมยังมองไม่เห็นแสงสว่างที่จะพบว่าจะปฏิรูปกฎหมายกันอย่างไร

ข้อ ๔     กระบวนการยุติธรรมของไทยยังมีปัญหาอยู่มาก ปัจจุบันมีการรับรู้ในระดับหนึ่งว่ามีปัญหาอยู่มากทั้งในแง่ของการจัดสรรอำนาจขององค์กรที่เกี่ยวข้อง คือ ตำรวจ อัยการ และศาล ยังไม่เหมาะสมทำให้ขาดการตรวจสอบ ขาดการถ่วงดุลอำนาจระหว่างกันและกัน และที่สำคัญที่สุดคือ ขาดการตรวจสอบจากประชาชน นอกจากนี้กระบวนการยุติธรรมยังขาดการกำหนดนโยบายในการประสานงานร่วมกัน ทำให้การทำงานขาดเอกภาพ มีความซับซ้อน อันส่งผลถึงปัญหาในการบังคับใช้ด้วย

ข้อ ๕     นอกจากนี้ประเทศไทยยังขาดกระบวนการระงับข้อพิพาทนอกระบบศาล หรือที่เรียกว่า alternative dispute resolution ที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในทางการค้า commercial arbitration ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในโลกธุรกิจในปัจจุบัน แม้กระทรวงยุติธรรมของไทยจะพยายามดำเนินการอยู่แต่คงยังต้องมีการพัฒนาอีกมาก

ข้อ ๖     สุดท้ายนี้มีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงการศึกษากฎหมายของไทยให้สามารถผลิตบุคลากรที่มีมุมมองต่อกฎหมาย ในฐานะเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์สังคมตามหลักนิติธรรม และบุคลากรในวิชาชีพกฎหมายต้องมีความรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงโลกสมัยใหม่ ทำให้สามารถจะแข่งขันในเวทีโลกได้ด้วย เรื่องการพัฒนาคนนี้สำคัญที่สุด เพราะหากมีนักกฎหมายที่ดี ที่มีคุณธรรม จริยธรรม และมีความสามารถแล้วย่อมสามารถสร้างหลักนิติธรรมให้เกิดขึ้นได้

จากสภาพปัญหาที่ยกขึ้นมาโดยสังเขปนี้ อาจทำให้ท่านทั้งหลายได้มองเห็นความจำเป็นในการที่จะต้องปฏิรูปกฎหมาย เพื่อให้กฎหมายสอดคล้องกับหลักนิติธรรมและจะเป็นการส่งเสริมธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้น การปฏิรูปกฎหมายนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ลำบากยากยิ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ผมจึงรู้สึกยินดีที่ได้ทราบว่ามีความคิดเริ่มที่จะปฏิรูปกฎหมายขึ้น ผมเชื่อว่าความพยายามในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แม้ว่าคงจะไม่อาจคาดหวังผลสำเร็จที่สมบูรณ์ได้ในเวลาอันใกล้ แต่อย่างน้อยกระบวนการของการปฏิรูป ก็ได้ถูกจุดประกายขึ้นแล้วและคงจะต้องเดินต่อไป นอกจากการศึกษาวิจัยที่จะได้ดำเนินการกันแล้ว ผมยังอยากเห็นการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมอันจะนำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายอย่างจริงจังด้วย ความจริงแล้วรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้นำเสนอหลักการใหม่ ๆ หลายประการที่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปฏิรูปการเมือง ซึ่งการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยกฎหมายมากมาย ทั้งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกต่าง ๆ ผมคิดว่าในท่ามกลางกระแสของการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ มีความจำเป็นที่อาจจะต้องจัดตั้งหน่วยงานอิสระ ไม่ขึ้นกับสำนักนายกฯ หรือขึ้นกับส่วนราชการทางฝ่ายบริหาร ในรูปของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งประเทศอื่นก็มี กล่าวคือ Law Reform Commission ให้มีหน้าที่ในการจัดทำร่างกฎหมาย และดำเนินการตรวจสอบปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย เพราะในช่วงเวลาเช่นนี้คงไม่สามารถจะใช้องค์กรที่มีอยู่ในปกติได้

สุดท้ายนี้ผมขอแสดงความชื่นชมและขอเป็นกำลังใจให้แก่คณะวิจัย และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนที่ต้องการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปกฎหมาย เพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ผมหวังว่าการศึกษาคราวนี้จะได้รับการสืบสานต่อโดยผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรง ทางอ้อม เพราะว่าจะปฏิรูปกฎหมายให้เกิดผลสำเร็จนั้น ต้องมีบุคคลทุกฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง กล่าวคือต้องไม่ใช่เฉพาะเพียงภาครัฐบาล สมาชิกรัฐสภา และนักการเมืองเท่านั้น ยังต้องรวมถึงการมีส่วนร่วมของภาคสังคมและภาคธุรกิจ ทั้งนี้เพื่อให้ระบบกฎหมายในบ้านเมืองเป็นระบบกฎหมายที่อยู่บนพื้นฐานของหลักนิติธรรม สามารถส่งเสริมการสร้างธรรมาภิบาล การแข่งขันที่เป็นธรรมในทางธุรกิจ เพื่อที่ประเทศไทยจะมีความเข้มแข็งไม่ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์อย่างหนักหน่วงที่ผ่านมาในระยะสองปีนี้

รวมปาฐกถาภาษาไทย

รัฐธรรมนูญของเรา
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี
วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๑

รัฐธรรมนูญ มีความสำคัญอย่างไร ทำไมประชาชนจึงต้องเดินตาม

     เรามีรัฐธรรมนูญมา ๑๕ ฉบับแล้ว แต่ที่ผ่านมาในความรู้สึกของคนไทยเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญนั้นเรามักจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวเกินไป ในอดีตการเขียนรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่อยู่ในอำนาจ ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับอำนาจและเป็นผู้ที่ใช้อำนาจนั้นเป็นผู้เขียน เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญในอดีตก็จะเป็นมุมมองของคนที่มีอำนาจการเขียนกติกาเพื่อตัวเองนั้นก็คงจะมีความรู้สึกบางสิ่งบางอย่างจะชักจูงในรัฐธรรมนูญในอดีตนั้นให้เกื้อกูลการมีอำนาจต่อไป แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่การเขียนรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้เป็นการเขียนจากมุมมองของสามัญชนโดยทั่วไป เป็นการเขียนจากมุมมองของคนเดินถนน คนที่อาจจะไม่มีความรู้ทางกฎหมาย ไม่มีความรู้ทางด้านการปกครองแต่อย่างน้อยเป็นมุมมองของคนที่จะต้องอยู่ภายใต้กติกา ซึ่งจะต้องใช้บังคับทั่วประเทศ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่เราอาจจะเรียกได้ว่าเป็น "รัฐธรรมนูญของประชาชน" หรือเป็น "รัฐธรรมนูญของเรา" เพราะว่ากระบวนการการเขียนนั้นเป็นการเขียนโดยอาศัยความคิดอ่านของสามัญชน จริงอยู่ผู้ร่างอาจจะเป็น ผู้ที่ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย ทางด้านการปกครอง ทางด้านรัฐศาสตร์และในส่วนหนึ่งก็เป็นตัวแทนของจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งมาจากอาชีพที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นทนายความ นักธุรกิจครู อาจารย์ กสิกร แต่ทุกสิ่งทุกอย่างของรัฐธรรมนูญหรือหัวใจของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นสิ่งที่สะท้อนความต้องการของประชาชน

     รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของการเขียนกติกาสูงสุดของประเทศ ถ้าจะยกตัวอย่างว่ารัฐธรรมนูญมีความสำคัญอย่างไร ก็อาจจะเปรียบเทียบได้ว่าเหมือนกับการเล่นกีฬาทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นฟุตบอล เล่นบาสเกตบอล เมื่อใครเข้าไปเล่น คนที่เข้าไปเล่นในเกมนั้นก็จะต้องอยู่ภายใต้กติกา อาจจะมีกรรมการตัดสิน แต่ส่วนใหญ่แล้วก็จะมีกรรมการตัดสินภายใต้กติกา ฉันใดฉันนั้น ประเทศเราก็ต้องต้องสร้างระบบทางการเมือง มีโครงสร้างทางด้าน การเมือง รัฐธรรมนูญนี้ก็สามารถจะทำให้กติกาของการบังคับใช้ พฤติกรรมของผู้ที่อาสาสมัครเข้ามาอยู่ในวงการการเมืองไม่ว่าจะทำผ่านทางเลือกตั้งก็ดี หรือจะผ่านทางการแต่งตั้งเข้าไปอยู่ในองค์กรการตรวจสอบก็ดี ทุกคนจะต้องใช้กติกาเดียวกัน และเป็นกติกาที่ตัวเองไม่ได้เขียนเอง แต่เป็นกติกาที่คนจำนวนหนึ่งซึ่งมีจำนวนมากภายในประเทศ จากความหลากหลายในด้านความคิด ความหลากหลายทางด้านพื้นฐาน ความหลากหลายทางด้านประสบการณ์เอาเข้ามาผสมผสานกันให้เป็นกติกาที่เราคิดว่าเป็นธรรมกับสังคม เป็นกติกาที่สร้างสรรค์ให้สังคมทางการเมืองนั้นเป็นสังคมที่มีความบริสุทธิ์ผุดผ่องมากกว่าในอดีต เป็นสังคมทางการเมืองที่จะนำพาให้รัฐบาลมีประสิทธิภาพ มีเสถียรภาพ และเป็นสังคมทางการเมืองที่จะพึงดูแลสิทธิและหน้าที่ของประชาชนให้อยู่ในขอบเขต ให้อยู่ภายใต้กติกา

เมื่อได้รัฐธรรมนูญที่ดีมาแล้ว ประชาชนจะต้องมีหน้าที่อย่างไรต่อไปอีก หรือไม่

     ถึงแม้จะมีรัฐธรรมนูญที่เราคิดว่าค่อนข้างจะสมบูรณ์แล้ว แต่มิได้หมายความว่าหลายสิ่งหลายอย่างในสังคม ความไม่ดีความบกพร่องหรือความเหลวไหลจะสิ้นหรือสูญหายไปแม้รัฐธรรมนูญจะเป็นกติกาสูงสุด แต่การที่จะบังคับใช้รัฐธรรมนูญนี้ให้มีผลในทางที่สมบูรณ์ ก็ต้องอาศัยกระบวนการสิ่งอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระบวนการเขียนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ ผมต้องขอย้ำว่าต้องสอดคล้องกับเจตนารมณ์ไม่ใช่สอดคล้องกับถ้อยคำ ต้องสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในขณะเดียวกันนอกเหนือจากกฎหมายประกอบ หรือกฎหมายอื่น ๆ ที่จะต้องตามมาภายใต้กติกาใหม่แล้ว องค์กรตรวจสอบที่มีการจัดตั้งขึ้น ก็จะต้องได้คนที่ดี คนที่มีคุณวุฒิ คนที่มีประสบการณ์ คนที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเข้ามาอยู่ในองค์กรตรวจสอบนั้นด้วย แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังไม่มีความสิ้นสุด เราจะต้องอาศัยวัฒนธรรมทางการเมืองที่เราจะต้องสร้างขึ้นมาใหม่ เราจะต้องอาศัยทัศนคติของคนไทยด้วย อย่างที่ผมกล่าวตั้งแต่แรกว่า ที่ผ่านมาคนไทยส่วนใหญ่เห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ห่างไกลจากตนเอง ไม่มีความสำคัญกับชีวิตประจำวันของตนเอง ไม่สามารถทำให้ชีวิตของตนเองดีขึ้นมาได้ หรือเหมือนเป็นเศษกระดาษแผ่นหนึ่ง ซึ่งเขาไม่ได้ให้ความเอาใจใส่ หรืออ่านแล้วไม่รู้เรื่อง ไม่มีการติดตาม แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เราพยายามจะสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ที่จะให้คนที่อาสาเข้าไปอยู่ในทางการเมืองนั้นมีพฤติกรรมที่ดีขึ้นกว่าในอดีต มีความซื่อสัตย์สุจริต เราจะต้องพยายามติดตามกระบวนการเหล่านี้ รัฐธรรมนูญจะมีชีวิตได้ก็ต่อเมื่อคนที่ทำให้เกิดการคลอดขึ้นมา คนที่ให้ความคิด คนที่มีส่วนร่วมในการร่าง คนที่มีส่วนร่วมในการความคิดอ่านต่าง ๆ ที่ไปปรากฎเป็นหลักฐานอยู่ในรัฐธรรมนูญนั้น กระบวนการเหล่านี้จะต้องสืบต่อไป ไม่ใช่ว่าเขียนรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วก็เสร็จไปคนไทยมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องติดตามกระบวนการเหล่านี้ ติดตามให้เห็นว่า สิ่งที่ตามมาเพื่อทำให้รัฐธรรมนูญของเรานั้นเป็นฉบับที่สมบูรณ์มากกว่าในอดีต ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ดี กฎหมายต่าง ๆ ก็ดีที่เกิดมาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ องค์กรตรวจสอบสิ่งเหล่านี้คนไทยจะต้องติดตาม ติดตามเป็นกระบวนการที่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ไม่รู้จบ ทัศนคติ เก่า ๆ ที่เราเคยมีจะต้องเปลี่ยนไป วัฒนธรรมทางการเมืองต่าง ๆ ที่เคยอยู่ในเกมส์การเมืองในอดีตที่เป็นพฤติกรรมของนักการเมืองที่เป็นพฤติกรรมของประชาชนโดยทั่วไปก็จะต้องเปลี่ยนไปด้วย เพราะฉะนั้นทุกอย่างจะต้องมีวิวัฒนาการ ผมมีความค่อนข้างจะมั่นใจว่าสังคมไทยน่าจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งนี้เป็นผลจากการที่เราทำให้คนไทยตื่นตัวในการเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำให้คนไทยตื่นตัวของการมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้คนมีส่วนร่วมในกระบวนการปกครองของภาครัฐ กระบวนการที่จะควบคุมการใช้อำนาจของผู้ที่อยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจเหล่านี้ เป็นกระบวนการที่เราทุกคนจะต้องพยายามสืบต่อเจตจำนงและดูแลว่ากติกาใหม่นั้นที่จะนำไปใช้นั้นเป็นกติกาที่มีผลบังคับใช้ด้วยความเป็นธรรม

     เรียบเรียงจากการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๑ และได้นำออกอากาศในรายการสารคดีให้ความรู้ประชาชน เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ชุด “รัฐธรรมนูญของเรา” จัดทำโดย สถาบันกฎหมายอาญาร่วมกับสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง ๑๑

 

รวมปาฐกถาภาษาไทย

คำปาฐกถา
เรื่อง ทัศนะและความคาดหวังต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่
โดย ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี
วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ เวลา ๐๙.๑๕ – ๐๙.๔๕ น.
ณ ห้องประชุม ชั้น ๑๑ สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ

ท่านอัยการสูงสุดและท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

     การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ อันเป็นที่สนใจของประชาชนอย่างกว้างขวางที่สุดนั้น เป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของประเทศชาติและประชาชนไทย ในฐานะที่เป็นรอยต่อของการเมืองไทยในปัจจุบันกับอนาคตและในฐานะที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาของคนไทย ซึ่งสะสมประสบการณ์ วิวัฒนาการและทัศนาการ จากอดีตถึงปัจจุบันเพื่อสร้างสรรค์สู่วิถีทาง ที่คาดหวังว่าจะเป็นคุณประโยชน์ที่สุดสำหรับประเทศไทยในอนาคตด้วย

     ในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ผมมีความดีใจเป็นอย่างยิ่งที่สังคมไทยได้มีโอกาสที่จะได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญซึ่งประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างขึ้นมาแม้หลายคนจะมีความไม่มั่นใจในรัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างกันนี้ว่า จะสามารถแก้ปัญหาของสังคมไทย หรือเป็นกุญแจสู่การปฏิรูปการเมืองอย่างที่หวังกันไว้ แม้หลายคนจะยังไม่พอใจนักกับวิถีทางหรือที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่สำหรับผม ผมคิดว่ากระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังเกิดขึ้นนี้เป็นนิมิตหมายที่ดีของสังคมไทย เพราะเป็นครั้งแรกที่กระบวนการในการสร้าง "จิตวิญญาณ" ให้กับรัฐธรรมนูญได้เกิดขึ้น

     รัฐธรรมนูญนั้น หากมิได้เป็นการรวบรวมไว้ซึ่งเจตจำนงร่วมกันของมหาชนในสังคมนั้น ก็คงเป็นเพียงตราสารที่เขียนขึ้นโดยขาดจิตวิญญาณ ซึ่งทำให้ความศักดิ์สิทธิ์หรือคุณค่าที่แท้ของรัฐธรรมนูญขาดหายไป ดังนั้นกระบวนการตรงนี้ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะนำไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดที่แต่ละคนใฝ่ฝันหรือไม่ ก็เป็นกระบวนการที่เริ่มนำพาสังคมไทยไปถูกทางแล้ว

     ด้วยความรู้สึกดังกล่าวนี้เอง ผมจึงรู้สึกมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่สำคัญนี้ และพร้อมเสมอที่จะอุทิศเวลาให้กับกิจกรรมนี้ ไม่ว่าผมจะอยู่ในฐานะและหน้าที่อย่างไร

     ในทัศนะของผม แม้ว่าความเป็นมาของการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่มีพื้นฐานจากกระแสการเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปการเมือง จนดูคล้ายกับว่าจะเป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขปัญหาอันเรื้อรังของระบบการเมืองไทยเป็นหลักก็ตาม แต่เราต้องไม่ลืมว่าระบบการเมืองในความหมายที่แท้จริง ย่อมมิได้ผูกขาดหรือจำกัดความสัมพันธ์กับเพียงผู้มีบทบาทหน้าที่ทางการเมือง เพราะการเมืองเป็นเรื่องของการจัด การให้สังคมเป็นสุขและเกิดสภาพเอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ทุกคนในสังคม รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศโดยเป็นแม่บทของกฎหมายทุกฉบับ และเป็นรากฐานแห่งกติกาทุกประการในสังคม จึงมีความหมายที่แท้จริงเป็นอย่างเดียวกันกับความหมายที่แท้จริงของการเมืองนั่นเอง

     ดังนั้น ความคาดหวังต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จึงเป็นเรื่องเดียวกันกับความปรารถนาที่จะเห็นการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้ มีแนวคิดและกระบวนการที่จะทำให้รัฐธรรมนูญใหม่ปรากฎความหมายที่แท้จริงด้วย แนวคิดและกระบวนการดังกล่าวอาจได้แก่

     ประการที่หนึ่ง แม้ว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตยในระบบสากล จะมีทั้งแบบที่เป็นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรและกำหนดให้เป็นกฎหมายสูงสุด อันมีต้นแบบจากประเทศสหรัฐอเมริกา และที่เป็นจารีตประเพณีทางการปกครองผสมผสานกับกฎหมายในรูปพระราชบัญญัติอันมีต้นแบบจากประเทศอังกฤษ แต่เป็นที่สังเกตว่า ไม่ว่าจะเป็นแบบใดดังกล่าว กฎหมายรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นรากฐานการพัฒนาทุกด้านของประเทศ และเป็นกติกาแห่งการปกครองที่สื่อถึงเจตจำนงของประชาชาติ การกำหนด คุ้มครอง และเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และบทบาทหน้าที่ของทุกองคาพยพในสังคมล้วนอ้างอิงและสอดประสานถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่วนนี้ยังไม่เคยปรากฎอยู่ในแนวความคิดและวัฒนธรรมของชาติไทยแม้ว่าในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองและใช้รัฐธรรมนูญมา ๕ ฉบับแล้วก็ตาม แต่บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาดูเหมือนจะถูกใช้เพียงเพื่ออ้างอิงถึงในบรรดาผู้มีบทบาทหน้าที่ทางการเมืองสำหรับการใช้อำนาจทางการเมืองส่วนเรื่องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ล้วนต้องอนุวัตรไปตามกฎหมายระดับรองทั้งสิ้น จึงคาดหวังว่าในกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จะคำนึงถึงการหามาตรการให้การคุ้มครองสิทธิภาพเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน มีความสำคัญอย่างแท้จริงในสังคมไทยและเป็นรูปธรรมที่ปรากฎรายละเอียดชัดเจนขึ้น

     ประการที่สอง เรื่องจำเป็นและความจะต้องดำเนินการให้สำเร็จในการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้เรื่องหนึ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะเป็นสาเหตุสำคัญให้ต้องมีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้ คือการปฏิรูปการเมือง โดยกำหนดจัดวางระเบียบใหม่เพื่อสังคายนาระบบการเมืองไทยที่เป็นอยู่ ซึ่งกัดกร่อนความศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยอยู่นั้น ให้เป็นระบบที่มหาชนมีความศรัทธายอมรับ ดังที่ผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านเคยอธิบายถึงว่า จะต้องจัดวางระบบใหม่ให้คนที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบการเมืองได้ และเมื่อเข้าสู่ระบบการเมืองแล้ว ระบบจะต้องเอื้ออำนวยให้บุคคลนั้นสามารถมีศักยภาพที่จะจัดการสังคมให้เป็นสุขอย่างมีประสิทธิภาพได้ และที่สุดจะต้องมีระบบตรวจสอบเพื่อควบคุมมิให้บุคคลที่เข้าสู่ระบบการเมืองแล้วนั้น ดำเนินบทบาทหน้าที่ในทางมิชอบธรรมได้ อันจะทำให้กติกาทางการเมืองที่จะกำหนดขึ้นใหม่ มีทั้งความชอบธรรม (Legitimacy) ประสานไปกับการมีประสิทธิภาพ (Effectiveness)

     ประการที่สาม แม้ว่าเรื่องปฏิรูปการเมืองโดยจัดวางกติกาทางการเมืองใหม่ดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ก็มีปัจจัยพื้นฐานของสังคมที่ไม่อาจละเลยได้ในการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้ ได้แก่ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การพิทักษ์สิ่งแวดล้อม และการคุ้มครองสิทธิของผู้ด้อยโอกาสในฐานะเป็นมนุษย์ในสังคม ซึ่งล้วนเป็นบทบาทหน้าที่สำคัญของรัฐอันพึงมีต่อประชาชน และเป็นมาตรฐานของทุกประเทศในประชาคมโลก เพราะประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นรากฐานแห่งความสงบสุขของสังคมไทย และเป็นปัจจัยย้อนกลับมาเกื้อหนุนมาตรฐานทางการเมืองของไทยต่อไปด้วย

     ประการที่สี่ หากย้อนไปดูประวัติศาสตร์การกำเนิดรัฐธรรมนูญทั้ง ๑๕ ฉบับที่ผ่านมา จะเห็นว่าเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐด้วยวิถีทางที่ไม่ใช่ปกติธรรมดาของระบบรัฐสภา อีกทั้งคณะบุคคลที่ยกร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละฉบับในอดีตก็มิได้มาจากประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้น การที่รัฐสภาไทยยินยอมพร้อมใจให้แก้ไขมาตรา ๒๑๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ แทนที่จะหวงแหนอำนาจไว้ที่รัฐสภาเอง ย่อมแสดงถึงความใจกว้างและปรารถนาดีต่อประเทศ อันเป็นจังหวะก้าวใหม่ ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย ประกอบกับกระแสความตื่นตัวของประชาชนที่จับตามองการทำงานของสภาร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในขณะนี้ จึงควรอย่างยิ่งที่สภาร่างรัฐธรรมนูญจะสนับสนุนให้เกิดการระดมความคิดจากประชาชนทุกหมู่เหล่าทุกวงการและทุกภูมิภาคทั่วประเทศเกี่ยวกับแนวทางที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปประมวลและสังเคราะห์ให้รัฐธรรมนูญที่จะยกร่างขึ้นนี้มาจากเจตจำนงของมหาชนประสานไปกับมาตรฐานแห่งหลักวิชาการและประเพณี เพื่อให้เกิดคุณประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ แต่ทั้งนี้ สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องสามารถดำเนินการโดยอิสระปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำจากอิทธิพลใด ๆ และต้องตระหนักถึงประสิทธิภาพที่จะต้องดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญให้สำเร็จภายใน ๒๔๐ วัน ตามกฎหมายด้วย

     ประการสุดท้าย ยังต้องทำความเข้าใจว่า การมีรัฐธรรมนูญใหม่แม้อาจได้กติกาที่จัดวางระบบทางการเมืองในแนวทางใหม่ ๆ แต่ก็ยังไม่ได้หมายความว่าประเทศชาติจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในวิถีทางที่งดงามทั้งหมด เพราะยังต้องอิงอาศัยกระบวนการอื่น ๆ อีกมากที่จะมารองรับหรือบังคับให้การเป็นไปตามรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นกฎหมายประกอบ ตลอดจนวัฒนธรรมและทัศนคติของคนในสังคมไทยที่จะสำนึกถึงคุณค่าของระบอบประชาธิปไตยนั้น การติดตามเฝ้ามองจากสาธารณชนจึงไม่ควรจะยุติเพียงการยกร่างรัฐธรรมนูญสำเร็จ หากแต่ควรถือเป็นจุดเริ่มต้นของการร่วมกันสร้างสรรค์ระบอบการปกครองนี้ให้เป็นของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงต่อเนื่องไปอย่างยั่งยืนด้วย

     รัฐธรรมนูญนี้จะยกร่างขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะมีอะไรใหม่ และไม่ว่าจะเกิดผล อย่างไร ย่อมเป็นสิ่งที่สื่อถึงภูมิปัญญาของคนไทย วัฒนธรรมและอารยธรรมของสังคมไทย ตลอดจนเจตจำนงของประชาชาติไทยที่จะเป็นหลักฐานจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทย และเป็นมรดกตกทอดไปยังลูกหลานไทยของเราในอนาคต

รวมปาฐกถาภาษาไทย

ความคาดหวังของประชาชน ต่อบทบาทของกระบวนการยุติธรรม
ในการแก้ปัญหาคอรัปชั่น
วันพุธที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๓
ณ โรงแรมเดอะแกรนด์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร

     คอรัปชั่นเป็นปัญหาที่อยู่คู่กับสังคมมนุษย์มาเป็นเวลาช้านาน และเป็นปัญหาที่มีอยู่ในทุกกลุ่มชนไม่ว่าประเทศนั้นจะพัฒนาเจริญก้าวหน้าไปเพียงไหน จะต่างกันก็แต่เพียงขนาดปัญหาว่ามีมากน้อยกว่ากันเท่าใด แต่ไม่มีสังคมใดที่ปราศจากการคอรัปชั่นโดยเด็ดขาด คำไทยที่ว่า “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” เป็นคำที่ใช้เรียกขานการคอรัปชั่นในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ ซึ่งปรากฏจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่ามีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและยังมีเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้ และยังแพร่ขยายไปถึงพฤติกรรมในองค์กรภาคธุรกิจต่าง ๆ ด้วย อาจกล่าวได้ว่าปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินที่เราประสบในช่วงเวลา ๓ ปีที่ผ่านมา ก็มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากปัญหาการจัดระบบการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ขาดประสิทธิภาพ นำมาซึ่งโอกาสในการคอรัปชั่นทั้งในภาครัฐและเอกชน ซึ่งหากเราไม่สามารถแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง โอกาสจะฟื้นจากวิกฤตคงเป็นไปได้ยาก และคงมีความเป็นไปได้สูง ที่จะเกิดปัญหาการล้มละลายทางเศรษฐกิจเช่นนี้อีกซ้ำแล้วซ้ำอีกได้

          ปัญหาคอรัปชั่นมีทั้งในระดับล่าง (Petty corruption) ที่เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ระดับล่างเรียกรับสินบนเพื่อปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือระดับสูง (Grand corruption) ซึ่งเป็นการคอรัปชั่นในระดับผู้บริหารระดับสูงของประเทศ ที่มีผลตอบแทนเป็นพัน ๆ ล้าน แต่ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะใดคอรัปชั่นเป็นเสมือนมะเร็งร้าย ที่นำความเสื่อมโทรมมาสู่บ้านเมืองและสังคมเสมอ การคอรัปชั่นในระดับล่างนำไปสู่การเลือกปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม และความเสื่อมศรัทธาต่อระบบกฎหมายและภาครัฐ การคอรัปชั่นในระดับสูงไม่ว่าจะเป็นการกินตามน้ำ ในการจัดซื้อจัดจ้าง (Procurement kickback) การจ่ายสินบนเพื่อผูกขาดกิจการสัมปทาน การทุจริตในการประมูลโครงการ การทุจริตการจ่ายภาษี ฯลฯ ล้วนเป็นการทำให้ประเทศชาติสูญเสียรายได้ที่พึงมี เป็นการทำลายกลไกการตลาด อันเป็นผลร้ายต่อธุรกิจการลงทุน เป็นการเหนี่ยวรั้งการพัฒนาของประเทศ การทุจริตคอรัปชั่นที่ทำกันเป็นล่ำเป็นสันถึงขั้นเป็นธุรกิจการเมือง โดยอาศัยโอกาสของการแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้เหล่านี้ ยิ่งเป็นเสมือนเป็นเหลือบที่ทำลายสังคม และถือเป็นการปล้นชาติปล้นแผ่นดินเลยทีเดียว

     อย่างไรก็ตาม ความพยายามใด ๆ ในการแก้ปัญหาคอรัปชั่นนั้น คงต้องเริ่มต้นด้วยความตระหนักถึงความซับซ้อนของปัญหา และข้อเท็จจริงที่ว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกและมีกลุ่มบุคคลระดับสูงในทุกภาคเข้าไปเกี่ยวข้อง เป็นโยงใยทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างยากลำบาก ทัศนคติของสังคมที่วางอยู่บนพื้นฐานของระบบอุปถัมภ์และความชาชินของสังคมที่เห็นพฤติกรรมคอรัปชั่นว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชิวิตที่ต้องยอมรับ ก็ยิ่งทำให้ความพยายามในการปราบปรามและลดปัญหาคอรัปชั่นเป็นไปได้ยาก

          ในระยะหลังที่ปัญหาคอรัปชั่นแพร่ขยายมากขึ้น ทำให้เกิดความสนใจในการศึกษาปัญหานี้อย่างจริงจังจากองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศหลายองค์กร และมีการมองกันว่าการแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นนั้น คงจะไม่ได้อยู่ที่กฏหมายและกระบวนการในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปราบปรามคอรัปชั่นแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองว่าปัญหาคอรัปชั่นเป็นปัญหาอันสืบเนื่องมาจากระบบการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ไม่มีประสิทธิภาพ การแก้ปัญหาคอรัปชั่นอย่างได้ผลเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น แม้กระบวนการยุติธรรมจะเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ก็จำเป็นต้องมองภาพรวมหรือมองโดยองค์รวม (Holistic approach) ถึงความเป็น “ธรรมาภิบาล” (good Governance) ตั้งแต่ระบบการเลือกตั้งที่ดีที่นำมาสู่นักการเมืองที่มีคุณภาพ ระบบการสร้างความโปร่งใสและการตรวจสอบที่ดี การเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมสามารถเข้ามามีสิทธิมีเสียงและมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการบ้านเมืองได้มากขึ้น เป็นต้น การมองปัญหาการบริหารจัดการประเทศในภาพรวมว่าจะเป็นกุญแจไปสู่การแก้ปัญหาคอรัปชั่น ก็เป็นแนวทางที่องค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ให้การสนับสนุน โดยมองถึง “ระบบความน่าเชื่อถือของประเทศ” (National Integrity System) ซึ่งก็เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลและเป็นแนวทางที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ พยายามที่จะนำเสนอด้วย

     สำหรับในส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นหัวข้อของการสัมมนาในวันนี้นั้น แม้จะไม่ใช่เป็นองค์ประกอบข้อเดียวในการแก้ปัญหาคอรัปชั่น แต่ก็เป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญมากที่สุด เพราะหากเราสามารถทำให้การคอรัปชั่นเป็นพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูงในการที่จะถูกจับและถูกลงโทษ ก็อาจจะส่งผลในเชิงยับยั้งพฤติกรรมในการคอรัปชั่นได้ การปรับปรุงและพัฒนากระบวนการยุติธรรมซึ่งในที่นี้คงมิได้หมายความถึงองค์กรตำรวจ อัยการและศาลเท่านั้น แต่หมายความถึงหน่วยงานที่มีภารกิจในการบังคับใช้กฎมายเพื่อปราบปรามคอรัปชั่นทั้งหมดด้วย จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรีบดำเนินการ

     ในทัศนะของผมซึ่งเป็นคนนอกวงการกระบวนการยุติธรรม แต่เป็นความเห็นของประชาชนคนหนึ่งที่อยากจะเห็นกระบวนการยุติธรรมของไทยสามารถจัดการกับปัญหาคอรัปชั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ดังนี้

  1. ในการปราบปรามคอรัปชั่นให้ได้ผลนั้น กระบวนการยุติธรรมเองต้องเป็นกระบวนการที่เชื่อถือได้และปราศจากคอรัปชั่น คุณสมบัติข้อนี้เป็นคุณสมบัติข้อแรกที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากองค์กรที่มีหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายที่จะปราบปรามคอรัปชั่นกลับเป็นองค์กรที่ก่อปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบเสียเองแล้ว ก็ย่อมไม่สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนในการปราบคอรัปชั่นได้ ปัญหาการคอรัปชั่นในองค์กร ในกระบวนการยุติธรรมเองเป็นปัญหาใหญ่ ที่กระบวนการยุติธรรมของหลายประเทศเผชิญอยู่ หากสามารถแก้หรือลดปัญหาการคอรัปชั่นในระบบยุติธรรมได้สำเร็จ ก็จะเป็นการลดปัญหาการคอรัปชั่นได้ในระดับหนึ่ง และยังจะช่วยแก้ปัญหาการเลือกปฏิบัติและความด้อยประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย อันมีสาเหตุสืบเนื่องมาจากการคอรัปชั่นได้อีกด้วย

     อย่างไรก็ตามปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่ยากในการแก้ไข ต้องมีการแก้ไขปรับปรุงทั้งที่คุณภาพของบุคลากรและระบบการบริหารจัดการด้วย ตั้งแต่การต้องเลือกบุคลากรที่จะมาเป็นเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมในองค์กรต่าง ๆ ต้องมิใช่คัดเลือกประเภทอำนาจนิยมและเข้าเพื่อแสวงหาประโยชน์ ค่าตอบแทนและสวัสดิการต้องเพียงพอให้สามารถดำรงชีพได้ตามฐานานุรูป ระบบการให้ความดีความชอบและแต่งตั้งต้องอยู่บนพื้นฐานของผลงาน ระบบการทำงานต้องมีความโปร่งใสและถูกตรวจสอบจากคนนอกได้ เป็นต้น การปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธานั้น เป็นปัจจัยแรกที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จในเรื่องอื่น ๆ เพราะความศรัทธาของประชาชนจะนำมาซึ่งความช่วยเหลือและความร่วมมือ ตลอดจนจะนำมาซึ่งความสำเร็จ ในการผลักดันมาตรการทางกฎหมายใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพในการปราบคอรัปชั่น

  1. กระบวนการยุติธรรมต้องมีความอิสระ เนื่องจากปัญหาคอรัปชั่นในระดับใหญ่มักจะมีส่วนเกี่ยวโยงมาสู่นักการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หรือผู้ใช้อำนาจรัฐในระดับสูง หรือไม่ก็ผู้บริหารระดับสูงในองค์กรนั้นเอง เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีหลักประกัน ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างอิสระ ไม่ถูกครอบงำทั้งจากทางการเมือง และจากผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานของตนเองในทางที่ไม่ถูกไม่ควร การสร้างหลักประกันความอิสระให้กับองค์กรในกระบวนการยุติธรรม แต่ในขณะเดียวกันมีระบบที่สามารถถูกตรวจสอบได้ตามแนวทางของระบบประชาธิปไตย จะเป็นพื้นฐานสำคัญให้กระบวนการยุติธรรม มีความเข้มแข็งที่จะจัดการกับปัญหาคอรัปชั่น

ตัวอย่างการที่อัยการประเทศญี่ปุ่นก็ดี ประเทศเกาหลีก็ดี หรือ Magistrates ของอิตาลีสามารถฟ้องอดีตผู้นำประเทศที่มีหลักฐานว่าคอรัปชั่นได้ ก็ด้วยการมีหลักประกันความอิสระดังกล่าวนี้เอง

  1. กระบวนการยุติธรรมต้องมีศักยภาพที่เพียงพอในการแก้ปัญหาคอรัปชั่น เนื่องจากปัญหาคอรัปชั่นเป็นปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อน แม้ว่าจะมีกระบวนการยุติธรรมที่มีความอิสระและมีความตั้งใจจริงที่จะจัดการกับปัญหานี้ ก็มิใช่ว่าจะทำได้โดยง่าย ผมคิดว่าจะต้องมีการเสริมสร้างศักยภาพ (Capacity building) ของกระบวนการยุติธรรมอย่างจริงจัง ทั้งในแง่ของการมีตัวบทกฎหมายที่ยุติธรรมทันสมัยและมีประสิทธิภาพ มีบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมและมีความเชี่ยวชาญ ตลอดจนมีระบบรองรับการทำงานที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ
  2.      ดังที่เป็นที่ทราบกันดีว่า พฤติการณ์ในการคอรัปชั่นนั้นจะมีการปิดบังซ่อนเร้น และจะมีความสลับซับซ้อนอย่างมาก กฎหมายในการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่มีหน้าที่ในการปราบปรามคอรัปชั่น ให้สามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น หลายประเทศจึงต้องมีการอนุญาตให้สามารถใช้เครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ในการดำเนินการ เช่น การดักฟังโทรศัพท์ เป็นต้น แต่ทั้งนี้จะต้องมีกฎระเบียบที่รัดกุมและแน่นอน มิใช่ดำเนินการโดยพละการหรือเอกเทศ นอกจากนี้บุคลากรที่ใช้ในการปราบปรามคอรัปชั่น ก็ไม่ควรจะเป็นเฉพาะนักกฎหมายหรือผู้ที่ถูกฝึกวิชาด้านตำรวจมาแต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรจะต้องมีนักบัญชี และผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบหลักฐานการเคลื่อนไหวด้านการเงินต่าง ๆ (ผู้เชี่ยวชาญด้าน Forensic Accounting) ตลอดจนควรจะต้องมีระบบในการทำงานที่มีความทันสมัยรองรับ เช่นระบบฐานข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีระดับสูงต่าง ๆ เป็นต้น

  3. กระบวนการยุติธรรม ต้องส่งเสริมความร่วมมือจากประชาชน ในการแก้ปัญหาคอรัปชั่น พลังความร่วมมือจากประชาชนนับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่สุด ที่จะช่วยให้การแก้ปัญหาคอรัปชั่นประสบความสำเร็จ การเสริมสร้างพลังประชาชนทั้งในแง่เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานของกระบวนการยุติธรรม และทั้งในแง่ของการรณรงค์ต่อต้านการคอรัปชั่นในรูปแบบต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ

     กระบวนการยุติธรรมต้องพัฒนาแนวทางที่จะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่นให้ดีขึ้น โดยต้องมีระบบการรักษาความลับของผู้เปิดเผยข้อมูล ระบบการคุ้มครองช่วยเหลือพยานที่ดีด้วยบางประเทศ เช่น สิงคโปร์ จะมีหน่วยงานรับข้อมูลโดยตรง รวมทั้งบัตรสนเท่ห์ ข้อมูลในบัตรสนเท่ห์ตรวจสอบได้ไม่ยากว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือเป็นการกล่าวหา หรือกลั่นแกล้ง

     สำหรับในส่วนของภาคประชาชนนั้น ก็ต้องมีการรณรงค์กันอย่างจริงจัง เริ่มตั้งแต่การสร้างทัศนคติที่จะไม่ยอมรับและไม่ยกย่องคนโกง และต้องถือว่าพฤติกรรมการคอรัปชั่นเป็นพฤติกรรมที่ยอมรับไม่ได้ ต้องมีการรวมตัวกันเป็นเครือข่าย เพื่อต่อต้านคอรัปชั่นกันอย่างจริงจัง ส่งเสริมให้มีองค์กรเฝ้าระวัง (Watchdog) ส่งเสริมให้สื่อมวลชนทำหน้าที่ในการขุดคุ้ย ติดตามพฤติกรรมการคอรัปชั่นให้มากขึ้น หน่วยงานของรัฐก็มีหน้าที่ในการที่จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ให้ประชาชนมีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐอย่างเปิดเผย โปร่งใสและเข้าถึงได้ง่ายด้วย

     การรวมตัวของพลังประชาชนและสื่อมวลชนที่เป็นกลาง ที่ติดตามศึกษาและเปิดเผยแพร่ข้อมูลของหน่วยงานที่ได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับการคอรัปชั่นเป็นพิเศษ ตลอดจนรณรงค์ต่อต้านปัจเจกชนและเอกชนที่มีส่วนร่วมในการคอรัปชั่น อันเป็นการกำหนดบทลงโทษทางสังคม จะมีส่วนสำคัญในการลดทอนปัญหาคอรัปชั่นลงได้อย่างแน่นอน

  1. จากประสบการณ์ขององค์กรต่อต้านคอรัปชั่นในประเทศที่ประสบความสำเร็จเช่น Independent Commission Against Corruption (ICAC) ของฮ่องกง ได้สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาคอรัปชั่น ไม่สามารถทำได้โดยเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว ICAC ได้ดำเนินกลยุทธ์การปราบคอรัปชั่นแบบ ๓ ประสาน (3 pronged attack) โดยดำเนินการควบคู่กันไปทั้งในด้านการบังคับใช้กฎหมาย ด้านการป้องกัน และด้านการให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับปัญหาคอรัปชั่นซึ่งเป็นตัวอย่างที่องค์กรในกระบวนการยุติธรรมของเราและขององค์กรในการปราบปรามคอรัปชั่น เช่น ป.ป.ช. สมควรที่จะนำมาปรับใช้

     ในด้านการป้องกันนั้น ควรมีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจังถึงปัญหาคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นในหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งมีส่วนสำคัญมาจากการจัดระบบบริหารงานของหน่วยงานนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกิดจากกฎระเบียบที่ให้กรอบดุลพินิจที่กว้างเกินไป ระบบการทำงานที่มีขั้นตอนมากและล่าช้า การขาดการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงสิทธิของตน เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้อาจมีการศึกษาวิจัยให้เห็นถึงโอกาสของการคอรัปชั่นและแนวทางในการอุดช่องว่างเหล่านั้น เพื่อนำไปปรับปรุง ลดโอกาสของการคอรัปชั่นได้

     นอกจากนี้การรณรงค์ต่อต้านคอรัปชั่นอย่างจริงจังในรูปแบบต่าง ๆ อาทิเช่น การรณรงค์ตั้งแต่ในสถานศึกษาต่าง ๆ ในหลักสูตรการเรียนการสอนตลอดจนการรณรงค์สร้างทัศนคติ ให้สังคมโดยรวมเห็นถึงพิษภัยของคอรัปชั่น และต่อต้านการคอรัปชั่นอย่างจริงจัง ก็จะสามารถช่วยลดปัญหาคอรัปชั่นอย่างได้ผลและยั่งยืน

     ในท้ายที่สุดนี้ ผมเห็นว่าในขณะที่เราทั้งหลายคาดหวังอย่างสูงจากกระบวนการยุติธรรม ในการแก้ปัญหาคอรัปชั่นนั้น เราต้องตระหนักด้วยว่าการจะแก้ปัญหาคอรัปชั่นให้ได้ผลนั้น พวกเราทุกคนก็ถูกคาดหวังด้วยว่าจะทำหน้าที่ในส่วนของตน ที่จะไม่เพิกเฉยและนิ่งดูดายกับปัญหาคอรัปชั่น แต่จะรวมพลังในการที่จะไม่ยอมรับ ตั้งข้อรังเกียจ ประณามและไม่ยกย่องผู้ที่คอรัปชั่น พร้อมทั้งให้ความร่วมมืออย่างจริงจังต่อกระบวนการยุติธรรม ในการปราบปรามคอรัปชั่นให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทยอันเป็นที่รักของเราทุกคน

รวมปาฐกถาภาษาไทย

คำกล่าวบรรยายพิเศษ
ในการประชุมวิชาการ
เรื่อง “ความสำเร็จและบทเรียนของประเทศต่าง ๆ ในการสร้างธรรมาภิบาล
และการป้องปรามทุจริตคอรัปชั่น”
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓
ห้องพิมานเมฆ โรงแรม เดอะ แกรนด์ กรุงเทพฯ

Mr. Robert England ท่านวิทยากร และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

     ผมรู้สึกยินดีที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ UNDF และกรมวิเทศสหการ ได้จัดการสัมมนาเพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการสร้างธรรมาภิบาลและการป้องกัน ตลอดจนแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นขึ้นในวันนี้

     การสัมมนาในลักษณะนี้และการที่การสัมมนาได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมการสัมมนา ส่งสัญญาณที่ดี เพราะแสดงว่า หนึ่ง เราตระหนักว่า ธรรมาภิบาลเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งเสริมสร้างให้มีขึ้นในสังคม สอง เรายอมรับว่าการทุจริตคอรัปชั่นในสังคมไทยเป็นปัญหา และถึงเวลาแล้วที่ปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

     ผมเกิดปี ๒๔๗๕ ก่อนรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๑ ของราชอาณาจักรไทยประมาณ ๔ เดือน ตลอดชีวิตของผม ผมเห็นรัฐธรรมนูญมาแล้ว ๑๕ ฉบับ ซึ่งในอดีตมักจะถูกเขียนขึ้นและถูกฉีกทิ้งได้ง่าย ๆ สาเหตุการเขียนและการฉีกรัฐธรรมนูญแต่ละครั้ง ก็มักเป็นไปเพื่อรักษาอำนาจเฉพาะกลุ่ม แต่กระนั้น ชีวิตของคนไทยก็ยังดำเนินต่อไปอย่างปกติ แม้จะมีการท่องจำกันขึ้นใจว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

     ประชาธิปไตยแบบนี้ผมขอเรียกว่าประชาธิปไตยตีตรา คือตีตราไว้เฉย ๆ ให้รู้ว่าบ้านเมืองนี้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นประชาธิปไตยในรูปแบบ แต่ในสาระและกระบวนการยังเคยชินอยู่กับรัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่ง ไม่มีใครร่างไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่บังคับใช้กันอยู่ทั่วไป เป็นกติกาที่ว่าด้วยการมีพรรคพวก การอุปถัมภ์ค้ำจุนที่เกินขอบเขตระหว่างผู้มีอำนาจทางการเมือง ข้าราชการ และกลุ่มนักธุรกิจระดับบน เป็นระบบสัมพันธ์ที่คนนอกวงจรอำนาจไม่มีส่วนรู้เห็น เอื้อต่อการใช้อำนาจโดยมิชอบ

     ผมมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า การที่สังคมหนึ่งสังคมใดจะพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้องและยั่งยืนนั้น ประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลจะต้องเป็นขาทั้งสองข้างที่พาเดินไปด้วยกัน ประชาธิปไตยที่ขาดธรรมาภิบาล ยากที่จะเข้าถึงสาระของประชาธิปไตยและทุกข์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง และถ้าไม่มีประชาธิปไตยก็ยากที่จะให้ธรรมาภิบาลเกิดขึ้นหรืองอกงามได้

     การเป็นประชาธิปไตยแต่ในรูปแบบทำให้เราเสียโอกาสที่จะใช้คุณประโยชน์จากความเป็นสังคมประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ ประชาธิปไตยในตัวของมันเองเป็นแนวคิดที่เห็นคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน จึงให้สิทธิและให้อิสรภาพ ให้ทุกกลุ่มได้แสดงความต้องการ ทำให้สังคมมีโอกาสพูดคุย แสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง รับรองช่องทางที่จะประสานข้อขัดแย้งขจัดความไม่ยุติธรรมในสังคม

     การขาดธรรมาภิบาลทำให้เราขาดกลไกและเครื่องมือที่จะใช้คุณประโยชน์จากการเป็นสังคมประชาธิปไตยอย่างจริงจัง การขาดความโปร่งใสตรวจสอบได้ ขาดกฎหมายและระบบยุติธรรมที่อิสระ ทันสมัย ปฏิบัติใช้เท่าเทียมกันสำหรับทุกคน ขาดเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความรับผิดชอบ ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชนทุกภาค สิ่งเหล่านี้ทำให้การพัฒนาไม่ได้ประสานประโยชน์ของคนทุกกลุ่ม จึงนำไปสู่ข้อขัดแย้งและความไม่สมดุล

     สำหรับผมสิ่งที่น่ากลัวสำหรับสังคมไทย ก็คือการที่เราขาดกระบวนการทางสังคมที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไข ยุติข้อขัดแย้งและความไม่ยุติธรรมซึ่งการทุจริตคอรัปชั่นก็นับเป็นความขัดแย้งและความไม่ยุติธรรมในระบบรูปแบบหนึ่ง ผมเชื่อว่าถ้าสังคมไทยสามารถผสมผสานคุณประโยชน์ของประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลได้อย่างลงตัวแล้ว สิ่งที่น่ากลัวสำหรับผมนี้ก็น่าที่จะบรรเทาเบาบางลงไป

     แม้ว่าสังคมไทยจะมีระเบิดเวลาฝังอยู่ค่อนข้างมาก แต่เรื่องหนึ่งที่ผมยินดีก็คือการเกิดรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นตัวอย่างของการประสานประชาธิปไตยกับธรรมาภิบาล ทั้งในกระบวนการร่างและในสาระ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเกิดจากการเรียกร้องของภาคประชาชน ผ่านกระบวนการทางรัฐสภา ระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญ สิ่งที่เน้นมากที่สุดก็คือกระบวนการที่เปิดเผย และการมีส่วนร่วมของประชาชน มีการสัญจรไปทั่วประเทศ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มคนที่หลากหลาย ว่าเขาขาดอะไรและเขาต้องการอะไร จากการใช้ชีวิตทุก ๆ วันอยู่ในสังคม

     ในสาระรัฐธรรมนูญวางรากฐานของธรรมาภิบาลไว้เต็มที่ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่บัญญัติรับรองเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรม มีสิทธิที่จะรับรู้ข้อมูล ร่วมตัดสินใจ ร่วมตรวจสอบและร่วมรับผล เป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าการปกครองจากประชาธิปไตยที่ผ่านตัวแทนมาเป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ไม่เคยมีครั้งไหนในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ประชาชนสามารถเข้าชื่อกันเสนอร่างกฎหมาย ที่มีการวางกฎเกณฑ์ให้รัฐบาลสามารถขอทราบความเห็นชอบจากประชาชนได้ด้วยการลงประชามติ ไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนกำหนดไว้เป็นเงื่อนไขให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมให้ข้อคิดระดับนโยบายอย่างเป็นทางการผ่านองค์กรที่ไม่เป็นของรัฐ เช่น สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และไม่เคยมีรัฐธรรมนูญฉบับไหนกระจายอำนาจการปกครองท้องถิ่นอย่างอิสระ ให้สิทธิกับชุมชนในการจัดการศึกษา การบำรุงรักษาจารีตประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่น การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ส่งผลดีต่อการพัฒนาอย่างน้อย ๒ ด้าน คือ ด้านที่หนึ่ง เป็นการปรับโครงสร้างอำนาจและความสัมพันธ์ที่กระจุกตัว ให้มีอำนาจของภาคประชาชนมาคานไว้ การรวมกลุ่มในภาคประชาชนจะนำไปสู่ผลดี ด้านที่สอง นั่นคือการบ่มเพาะภาคประชาสังคมซึ่งยังอ่อนแอในสังคมไทย

     รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันสร้างความโปร่งใสและกำหนดให้การเปิดเผยตรวจสอบได้เป็นคุณค่าและกติกาสำคัญในการบริหารปกครอง การรับรองสิทธิของบุคคลในอันจะได้รับข้อมูลข่าวสารสาธารณะ และได้รับคำชี้แจงเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐ เป็นการสร้างความโปร่งใสที่ชัดเจนมาก พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารปี ๒๕๔๐ ทำให้เรามีสิทธิเรียกร้องข้อมูลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน การใช้สิทธิขอรับทราบคะแนนสอบเข้าโรงเรียนสาธิตเกษตร โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจมาก เพราะเป็นเรื่องที่เราทุกคนอาจมองข้ามได้ง่าย ๆ กติกาด้านความโปร่งใสในลักษณะนี้เป็นทางเลือกให้คนที่คิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถหาข้อมูลและสร้างความเป็นธรรมต่อไปได้ อีกประเด็นหนึ่งที่หลายประเทศยังถกเถียงกันอยู่ แต่ประเทศไทยบังคับใช้แล้ว ก็คือการแสดงบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน และ ภ.ง.ด. ๙ ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐในตำแหน่งสำคัญ ๆ ความโปร่งใสเต็มรูปแบบอย่างนี้ไม่เคยปรากฏให้เห็น และความสามารถตรวจสอบได้ก็จะนำไปสู่การบังคับให้ต้องมีคนรับผิดชอบในสังคม

     หากพิจารณาในภาพรวมก็จะเห็นได้ว่ากติกาในรัฐธรรมนูญ เหมือนรูปต่อขนาดใหญ่สถาบันหนึ่งเกิดได้ก็ด้วยอีกสถาบันหนึ่ง แต่ละสถาบันก็มีการคานอำนาจและตรวจสอบกันอยู่ เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. มีอำนาจ มีความเป็นอิสระเต็มที่ แต่ก็ได้รับการแต่งตั้งและมีสิทธิถูกถอดถอนโดยวุฒิสภา ผู้เลือกตั้งวุฒิสมาชิกก็คือประชาชน ในความเป็นอิสระ ปปช. ยังต้องอาศัยกลไกวุฒิสภาหรือศาลรัฐธรรมนูญในการเอาผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และหากระบบเกิดสมยอมกัน ไม่มีการคานอำนาจหรือตรวจสอบอย่างที่ควรจะเป็นแล้ว ประชาชนก็ยังมีช่องทางที่เป็นทางการสำหรับรับร้องทุกข์ เช่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา หรือแม้แต่จะเข้าชื่อกัน ๕๐,๐๐๐ คนยื่นเสนอให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับสูง การใช้สิทธิตรวจสอบและร้องขอความรับผิดชอบนี้เกิดขึ้นแล้วนะครับ ในกรณีการทุจริตยาแต่ก็จบลงไม่สวยงามเท่าไหร่

     รัฐธรรมนูญสร้างระบบผู้พิพากษาและตุลาการที่เป็นอิสระ มีการแยกอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองและศาลยุติธรรม จัดโครงสร้างคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมให้ตรวจสอบได้ และมีตัวแทนจากผู้พิพากษาทุกระดับชั้น หน่วยธุรการของศาลก็เป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

     ผมเชื่อว่าการสร้างธรรมาภิบาลและการสร้างประชาธิปไตย สามารถลดโอกาสความไม่ยุติธรรมในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งการทุจริตคอรัปชั่นได้ แน่นอนครับในเรื่องนี้ยังมีมาตรการอีกมากที่จำเป็นต้องนำมาใช้ ซึ่งก็เป็นโจทย์ของทุกท่าน แต่การเปิดเผยข้อมูล การติดตามตรวจสอบจากสื่อมวลชน การมีระบบตรวจสอบถอดถอนอย่างเป็นทางการ ก็ช่วยลดแรงจูงใจและเพิ่มความเสี่ยงไปได้ส่วนหนึ่ง เวลานี้ผมเชื่อว่าคนไทยหลายคน กำลังจับตามองบทบาทของ ปปช. ปปป. เคยถูกวิจารณ์ว่าเป็นเสือกระดาษ บัดนี้ ปปช. ก็ได้มีอิสระ มีอำนาจที่มิได้จำกัดอยู่เพียงการชี้มูล แต่มีอำนาจไต่สวน สั่งหาพยานเอกสารและบุคคล เป็นผู้ควบคุมกลไกที่สร้างขึ้นใหม่เกี่ยวกับการแสดงบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน และ ภ.ง.ด. ๙ จะเห็นว่า ปปช. มีอำนาจมากขึ้น แต่ก็มีหน้าที่มากขึ้นด้วย ความคาดหวังจากผู้คนก็สูงขึ้น ผมคิดว่าสิ่งสำคัญในระยะต่อไปคือการที่ ปปช. จะต้องสามารถสร้างและดำรงความศรัทธาจากผู้คนให้ได้ ผมอยากเห็น ปปช. มีบทบาทในเชิงรุกไม่ใช่รุกในเชิงปราบปรามเท่านั้น เป็นเชิงรุกในการพยายามเข้าใจสภาพปัญหาในการป้องกัน ในการประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจกับคนหมู่มาก ว่าการกระทำอย่างใดคือคอรัปชั่น และผลเสียที่จะสะท้อนกลับมากระทบถึงผู้ให้สินบนคืออะไร คนหลายคนทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับเขาไม่รู้นะครับว่าสิ่งที่เขาทำคือการคอรัปชั่นแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ผมก็ไม่สิ้นหวังว่าเรื่องนี้จะต้องเป็นปัญหาถาวรในสังคมของเรา

     รัฐธรรมนูญไม่ใช่จุดเริ่มต้นและไม่ใช่จุดสิ้นสุด เป็นเพียงแต่ส่วนประกอบสำคัญส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างธรรมาภิบาล ยังมีอีกหลายมิติที่ผมคิดว่าสังคมไทย ซึ่งก็คือเราทุกคนน่าจะใส่ใจเพื่อให้กระบวนการได้สานต่อไปอย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

     ประการแรก เราต้องเริ่มสร้างความเข้าใจในสิทธิหน้าที่และศักดิ์ศรี ที่รัฐธรรมนูญได้รับรอง ประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลเป็นเรื่องสองทางนะครับ ถ้าจะรอให้มีคนอื่นมาให้สิทธิแต่คนในสังคมไม่อาศัยหนทางใช้สิทธิที่หยิบยื่นให้ ยังไปแอบอิงกับระบบอุปถัมภ์ที่ไม่เป็นทางการ เราก็จะเป็นผู้เสียสิทธิเอง เพราะในระบบเช่นนั้นไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าเรามีศักดิ์ศรีและจะได้รับสิทธิอย่างที่เราพึงได้รับ

     ประการที่สอง เราต้องสร้างเงื่อนไขกระจายให้คนหมู่มากเข้าใจว่าสิทธิและช่องทางที่มีคืออะไร เงื่อนไขนี้ก็คือการศึกษา การยกระดับเศรษฐกิจของคนที่ด้อยโอกาสให้ทัดเทียมกับคนอื่น ๆ ในสังคม การให้ทางเลือกในการทำมาหาเลี้ยงชีพโดยสุจริต การยกระดับสาธารณสุข ระดับการอ่านออกเขียนได้ ทั้งหมดนี้เป็นโอกาสให้ทุกคน ทุกกลุ่ม และทุกภาค เป็นอิสระทั้งทางความคิดและการตัดสินใจ

     ประการที่สาม เราต้องสร้างความเข้าใจให้ถูกต้องว่าในสังคมนี้อะไรถูกอะไรผิด ดีหรือเลว สำคัญหรือไม่สำคัญ สิ่งที่ผมเห็นว่ามีค่ายิ่งกว่าการไม่กล้าทำผิด ก็คือความรู้สึกลึก ๆ ในใจว่าทำไม่ลง ทำแล้วมันละอายใจเอง เพราะการต่อสู้ในใจคนเป็นเรื่องสำคัญมาก และเป็นเครื่องมือกลั่นกรองการกระทำในด่านแรก การเร่งส่งเสริมระบบคุณค่าจึงเป็นสิ่งจำเป็น สังคมต้องเร่งสร้างทัศนคติและพฤติกรรมใหม่ ของบางอย่างไม่ต้องตราไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ก็อยู่คงทน สิ่งที่ผมอยากจะเห็นคือการปฏิบัติตามคุณค่าที่ถูกต้องโดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ อย่างในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เขาปลูกฝังระบบผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามาเป็นเวลาหลายสิบปี ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ไม่มีอำนาจสั่งการก็จริง แต่ก็เป็นที่เกรงใจเพราะสามารถสร้างศรัทธาจากสังคมได้ ระบบคุณค่าจึงเป็นเรื่องสำคัญ จะสามารถนำไปสู่การสร้างจิตวิญญาณของสังคมมีอิทธิพล แม้ในการกำหนดนโยบายของประเทศ วิธีการนำนโยบายไปปฏิบัติหรือแม้แต่ทิศทางการพัฒนา

     ประการสุดท้าย ผมคิดว่าระยะนี้เราต้องติดตามตรวจสอบการนำกติกาหลักมาบังคับใช้ตอนนี้ฟันเฟืองต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญกำลังเริ่มทยอยปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม เรากำลังจะมีองค์กรอิสระจัดสรรคลื่นความถี่ เรามีคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีศาลรัฐธรรมนูญ และกำลังจะมีวุฒิสภา ความแตกต่างข้อวิพากษ์วิจารณ์ผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี ผมชอบคุยกับคนที่เขาคิดอะไรไม่เหมือนผม สำหรับผมความขัดแย้งจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่วิธีการแก้ไขข้อขัดแย้งสำคัญกว่า ผมคาดหวังว่าในสังคมไทยยุคต่อไปไม่น่าจะมีคำว่าทางตัน เพราะมีทางออกที่กำหนดไว้แล้วในกติกาหลัก ซึ่งสำหรับผมเป็นกติกาที่ดีควรค่าแก่การรักษาไว้

     สิ่งที่ผมตั้งความหวังไว้กับประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลก็คือ การเห็นโครงสร้างของอำนาจกระจายตัวออกมาจากกลุ่มฐานอำนาจเดิม ไปสู่กลุ่มคนทุกกลุ่มในประเทศอย่างแท้จริง ให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงอำนาจการตัดสินใจระดับสูง ไม่ใช่ “สูง” เพราะคนทั่วไปเอื้อมไม่ถึง แต่สูงเพราะมีความสำคัญ ทั้งธรรมาภิบาลและประชาธิปไตย ไม่ใช่ปลายทางในตัวเอง แต่เป็นกระบวนการที่จะนำไปสู่สาระที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นคือการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่คนทุกกลุ่ม ทุกชั้น จะมีโอกาสและมีอำนาจต่อรอง โต้แย้ง และประสานประโยชน์กันอย่างสันติ ถ้าเรามีช่องทางให้กระบวนการนี้เกิดขึ้น นั่นหมายความว่าเราได้สร้างความพอดี เพราะจะไม่มีกลุ่มใดได้ทุกอย่าง และไม่มีกลุ่มใดเสียทุกอย่าง ทุกคนในสังคมจะมีโอกาสเท่ากัน มือยาวเท่ากัน ได้มากบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่ศักยภาพ ทุกคนจะมีศักดิ์ศรีอย่างที่ควรจะเป็น และสังคมจะเกิดความเสมอภาค สมดุลจนบรรลุเป้าหมายของธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง

รวมปาฐกถาภาษาไทย

ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง ธรรมรัฐกับการจัดการป่าไม้ไทยให้ยั่งยืน
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
พิธีเปิดงาน “ป่าเฉลิมพระเกียรติ: ป่ายั่งยืน”
จัดโดย กรมป่าไม้
การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๔๑
ณ อาคารสำนักงานใหญ่ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

ผมมีความยินดีมากที่ได้มาพบกับทุกท่านในวันนี้ และจะดีใจเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากการประชุมครั้งนี้จะมีผลให้เกิดมีการผลักดันให้การจัดการป่าไม้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี สำหรับสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้ นับเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อทุกท่าน ซึ่งผมถือว่ามีหน้าที่และส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการป่าไม้ของประเทศ ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องโดยหน้าที่รับผิดชอบของการงาน หรือโดยหน้าที่ของประชาชนตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่


เมื่อพูดถึงเรื่องของการจัดการป่าไม้ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม เนื่องจากระบบการจัดการป่าไม้ของเรานั้นผูกติดอยู่กับระบบการเมืองการปกครองอันเป็นรอยต่อของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและสังคม ดังนั้นการที่จะรื้อหรือเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการป่าไม้ที่ดำเนินการโดยรัฐมากว่า ๑๐๐ ปี นั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่าย ๆ


การจัดการป่าไม้แบบรวมศูนย์ของรัฐ


ในอดีต สำหรับประเทศมหาอำนาจตะวันตกนั้น ป่า คือ แหล่งรายได้หลักของรัฐ ที่สามารถตอบสนองงบประมาณประจำปีของรัฐได้ต่อเนื่อง ป่าจึงถูกจัดการโดยการแบ่งพื้นที่ป่าออกเป็นแปลงขนาดเท่า ๆ กัน จำนวนแปลงจะขึ้นอยู่กับจำนวนปีที่คาดว่าไม้นั้นจะโตพอที่จะตัดขายได้ เมื่อมีการล่าอาณานิคมในช่วงศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๗ ความคิดในการจัดการป่าไม้ในลักษณะนี้ได้แผ่ขยายเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ ในแถบอเมริกาใต้ แอฟริกา และเอเซีย ซึ่งเป็นดินแดนของป่าฝนเขตร้อนของโลกที่อุดมสมบูรณ์ และเต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ


ในกรณีของประเทศไทยนั้น เมื่อเริ่มของยุคการจัดการป่าไม้สมัยใหม่คือ พ.ศ. ๒๔๓๙ นั้น มร. เอช. สเลด (Mr. H. Slade: อธิบดีกรมป่าไม้คนแรกของไทย) ได้มีจดหมายตั้งข้อสังเกตความบกพร่องของการจัดการป่าไม้ของไทย ถึงสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยไว้ว่า

การป่าไม้ทั้งหมดอยู่ในความยึดถือครอบครองของเจ้านายเจ้าของท้องที่แทนที่จะได้อยู่ในความดูแลและควบคุมของรัฐบาลกลาง และ

การทำป่าไม้เท่าที่เป็นอยู่นั้นยังไม่เป็นระเบียบที่ถูกต้อง กล่าวคือ ขาดหลักการเกี่ยวกับการคุ้มครองรักษาป่าไม้ให้อำนวยผลอย่างถาวร


ข้อสังเกตดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของแนวความคิดเกี่ยวกับการจัดการป่าของมหาอำนาจตะวันตกต่อนโยบายและการจัดการป่าไม้ของประเทศไทย กล่าวคือ ป่าไม้เป็นของรัฐและป่าไม้เป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของรัฐด้วย


ดังนั้น การรวมศูนย์เพื่อจัดการป่าไม้โดยรัฐ ก็คือภาพสะท้อนของการปฏิรูปการปกครองของรัฐที่รวมศูนย์อำนาจการคลัง และการปกครองเข้าสู่ส่วนกลาง สร้างระบบราชการสมัยใหม่ (Modern Bureaucracy) และกองทัพประจำการ (Regular Army) ขึ้นมา ซึ่งท้ายที่สุดก็มีผลทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมเปลี่ยนไป โดยรัฐเป็นฝ่ายลอยตัวขึ้นอยู่เหนือสังคมกลายเป็นองค์กรจัดตั้งของเจ้าหน้าที่ประจำการ (Career Officials) ซึ่งร่วมกันใช้อำนาจปกครองสังคมตามบรรทัดฐานที่สร้างขึ้นใหม่ โดยผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ภายหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงจากรัฐ สมบูรณาญาสิทธิ-ราชย์สู่ยุคประชาธิปไตย รัฐก็ยิ่งผนวกเอาหน้าที่ในการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา วัฒนธรรม การบริการสังคม รวมทั้งการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเข้ามาเป็นหน้าที่หลักของรัฐ ทำให้บทบาทและหน้าที่ของรัฐเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก


จุดจบของป่า และการปรับตัวของรัฐและสังคม

ในการจัดการป่าไม้ภายใต้การควบคุมและการใช้ประโยชน์จากรัฐตลอด 100 กว่าปีที่ผ่านมา มีผลให้พื้นที่ป่าไม้ของประเทศ มีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ จนเกือบจะเรียกได้ว่าอยู่ในขั้นวิกฤติในปัจจุบัน การลดลงของพื้นที่ป่าไม้อย่างมากมายนี้ย่อมสะท้อนถึงความไร้ประสิทธิภาพของรัฐในการจัดการป่าไม้ และอาจจะกล่าวได้ด้วยว่าทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ และทรัพยากรชายฝั่งทะเลก็อยู่ในสภาพคล้ายคลึงกัน ระบบการจัดการป่าไม้เท่าที่ผ่านมาจึงถือได้ว่าล้มเหลว


จากความล้มเหลวดังกล่าวนี้ จึงได้เกิดมีความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญขึ้น โดยในยุคเทคโนโลยีการสื่อสารนี้ ประชาชนได้มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ได้รับบทเรียน และรับทราบทางออกในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ มากขึ้น “ภาคสังคม” ซึ่งเคยเฉื่อยชาจึงถูกกระตุ้นและได้มีความตื่นตัวมากขึ้นตามลำดับ เริ่มต้นจากภาคเอกชน (Private Sector) ที่เข้าไปมีบทบาทในโครงสร้างการตัดสินใจของรัฐ การก่อกำเนิดขององค์กรอาสาสมัครเอกชน (Voluntary Association) และหรือองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) จนเกิดเป็นเครือข่ายที่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างรวดเร็วและใกล้ชิดด้วยระบบการติดต่อสื่อสาร ตัวอย่างที่เห็นได้ก็คือ ประชาชนจำนวนมากได้ลุกขึ้นมารับผิดชอบต่อตัวเองในการแสดงออกมาซึ่งสิทธิและหน้าที่โดยการรวมตัวกันเป็นกลุ่มต่าง ๆ เป็นกลุ่มออมทรัพย์ และกองทุนชุมชน ที่สามารถจัดสรรผลประโยชน์เพื่อการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน ยิ่งไปกว่านั้น ประชาชนยังมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ผ่านมาด้วย


ในขณะเดียวกัน กระแส “ประชาสังคม” (Civil Society) ก็เป็นแรงกระตุ้นที่ผลักดันให้ภาคสังคม มีบทบาทและมีส่วนร่วมกับรัฐมากขึ้น ถือได้ว่าประชาสังคมเป็นการเคลื่อนไหวที่มีส่วนในการจำกัดขอบเขตอำนาจรัฐ ลดภาระหน้าที่ของรัฐ และเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยเฉพาะในด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


บทบาทของประชาชน ชุมชน และองค์กรเอกชนในรูปแบบต่าง ๆ นั้นจะมีมากขึ้นอย่างแน่นอน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็มีแนวทางที่ชัดเจนในเรื่องนี้


ในโอกาสนี้ จะขอสรุปถึงบางประเด็นและบางมาตราของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิและหน้าที่ของประชาชนและชุมชน


ประการแรก

ในด้านสิทธิและหน้าที่ของประชาชนและชุมชน ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า


- บุคคลมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษาและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการคุ้มครอง ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม (มาตรา ๕๖) และสำหรับบุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมก็มีสิทธิดังกล่าวต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชนเช่นกัน รวมทั้งสิทธิอนุรักษ์และฟื้นฟู จารีต ประเพณี ศิลปและวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น (มาตรา ๔๖)


นอกจากนี้ บุคคลยังมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจงเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐและมีสิทธิเสนอความเห็นเกี่ยวกับโครงการหรือกิจกรรมใด ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นที่เกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่นก่อนที่จะมีการอนุญาต หรือดำเนินการ (มาตรา ๕๙) และมีสิทธิฟ้องหน่วยงานของรัฐทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น หากไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


ประการที่สอง

ในด้านหน้าที่ของรัฐ ก็ได้ระบุไว้ว่า

สำหรับหน้าที่ของรัฐนั้น จะต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวน บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล ตลอดจนควบคุมและกำจัดภาวะมลพิษที่มีผลต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน (มาตรา ๗๙)

ส่วนองค์กรท้องถิ่นก็มีอำนาจหน้าที่ ในการส่งเสริมและรักษาทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในเขตพื้นที่ (มาตรา ๒๙๐)


จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ประชาชนและชุมชน รวมทั้งองค์กรท้องถิ่นได้มานั้น มีทั้งสิทธิและหน้าที่ซึ่งถือได้ว่าเป็นการได้มาเพราะการเรียกร้อง และเป็นความพยายามของหลาย ๆ ฝ่ายที่พยายามผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบการบริหารจัดการของรัฐ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรท้องถิ่น ได้รับสิทธิและอำนาจในการคุ้มครอง การรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แต่ก็อยากจะชี้ให้เห็นว่าหากประชาชนเองยังไม่พัฒนาตนเอง ขาดความสำนึกและความเข้าใจ และขาดความรับผิดชอบ โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการป่าไม้ให้เกิดประสิทธิภาพและยั่งยืนคงจะเกิดขึ้นไม่ได้


ธรรมรัฐกับการจัดการป่าไม้ไทย


แนวคิดของ “ธรรมรัฐ” (Good Governance) ที่มุ่งเน้นให้เกิดรัฐที่เป็นธรรมนี้ ได้มีการกล่าวถึงกันมากในปัจจุบันนี้ หากจะให้ชี้แจงถึงองค์ประกอบกันอีกครั้งหนึ่งนั้น ขอสรุปว่า จะต้องประกอบด้วย (๑) ความรับผิดชอบและความมีเหตุผลที่สามารถอธิบายได้ (๒) การมีส่วนร่วมของประชาชน (๓) ความสามารถที่จะคาดการณ์ได้ (๔) ความโปร่งใส และ (๕) ความเชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบทั้งสี่ข้างต้น และขอเพิ่มเติมอีกบางประการที่คิดว่าธรรมรัฐจะขาดเสียไม่ได้ นั่นก็คือ การมีระบบกฎหมายที่มีความยุติธรรมต่อทั้งสังคม และปัจเจกบุคคล และจะต้องมีผู้ใช้กฎหมายที่มีคุณธรรม จึงจะเห็นได้ว่าธรรมรัฐจะเกิดขึ้นได้นั้น นอกจากการมีรัฐบาลและระบบการบริหารที่ดีแล้ว จำเป็นจะต้องมีองค์ประกอบของภาคสังคมที่มีคุณภาพและมีความเข้มแข็งด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีส่วนเป็นอย่างมากเพราะได้ให้ทั้งอำนาจและหน้าที่แก่ประชาชนและชุมชน โดยเฉพาะในเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งทรัพยากรป่าไม้ด้วย ดังนั้น จึงอยู่ที่เราในฐานะประชาชน จะลุกขึ้นมาร่วมพลังกันเพื่อช่วยปฏิรูปสังคมให้เกิดการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนต่อไป


ในสถานการณ์ปัจจุบัน คงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปที่จะถกเถียงกันว่า ธรรมรัฐจะรักษาและคุ้มครองทรัพยากรป่าไม้ของประทศได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมา การที่มีรัฐทำหน้าที่เป็นเจ้าของป่าไม้ และพยายามจัดการป่าไม้เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ แต่ก็ประสบความล้มเหลวและยังได้สร้างปัญหาที่ซ้ำซาก และยุ่งยากมานาน ซึ่งสาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือ ระบบการจัดการป่าไม้ที่ขาดประสิทธิภาพ และขาดความโปร่งใส รวมทั้งปัญหาคอรัปชั่นซึ่งดูเหมือนจะไม่ยอมเหือดหายไปจากสังคมไทย ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่ต้องยอมรับว่า ธรรมรัฐมิใช่เป็นเพียงแนวคิดหรืออุดมการณ์เท่านั้น แต่จะต้องเป็นแนวปฏิบัติที่จำเป็นที่จะต้องให้เกิดขึ้นให้ได้ในระบบโครงสร้างของการจัดการป่าไม้ของประเทศ


สิ่งที่เราจะต้องพยายามให้เกิดขึ้นให้ได้ก็คือ การจัดการป่าไม้ที่อาศัยความร่วมมือกันระหว่างประชาชน ชุมชนกับรัฐ คือประชารัฐ และจะต้องปฏิรูปและโครงสร้างการจัดการป่าไม้ให้มีความชัดเจน ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองไปถึงอนาคตของลูกหลาน และที่สำคัญจะต้องเป็นระบบที่เอื้อต่อการร่วมทำและการตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ บนหลักวิชาการของการจัดการป่าไม้ที่ยั่งยืน บนผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่ประเทศชาติ ทั้งในด้านชีวภาพ กายภาพ สังคม และเศรษฐกิจโดยรวม


ผมอยากจะเรียนว่าในด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากนั้น มิได้จำกัดอยู่ที่ปัจเจกชนเท่านั้น แต่ยังมีองค์กรเอกชน กลุ่มชุมชนอื่น ๆ รวมทั้งหน่วยธุรกิจเหล่านี้ล้วนถือได้ว่า เป็นรากฐานของธรรมรัฐทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังจำเป็นที่จะต้องมีการสร้างกระแสประชาสังคม (Civil Society) ให้เกิดขึ้นในกระบวนการจัดการป่าไม้ด้วย ซึ่งอาจจะเริ่มต้นจากหมู่บ้าน หรือชุมชนเล็ก ๆ จนขยายและให้เกิดเป็นเครือข่ายที่กว้างขวางต่อไป เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นได้ก็จะช่วยเสริมสร้างให้เกิดธรรมรัฐในการจัดการป่าไม้ที่ยั่งยืนได้


ผมอยากจะเน้นด้วยว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนจะเกิดขึ้นได้อย่างกว้างขวางและยั่งยืนนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างสิ่งจูงใจให้แก่ชาวบ้าน หรือประชาชน จะเป็นในรูปแบบของผลตอบแทนที่เป็นรายได้หรือตัวเงิน หรือการเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตของชุมชน เพราะจะเป็นไปได้ยากที่ผู้ที่ยังมีปัญหาเรื่องปากท้อง หรือไม่มีอะไรจะกินจะมาร่วมคิดร่วมทำในการอนุรักษ์ป่าไม้


เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมจะขอยกตัวอย่างโครงการพระราชดำริโครงการหนึ่งที่เชียงใหม่ ซึ่งได้ไปพบเห็นมาและเกิดความประทับใจมาก คือ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการนี้มุ่งศึกษาการพัฒนาป่าไม้ในพื้นที่ต้นน้ำลำธารโดยหลักการว่า “ต้นทางเป็นการศึกษาด้านป่าไม้ ปลายทางเป็นการศึกษาด้านประโยชน์ที่จะเกิดกับราษฎรอย่างแท้จริง” สำหรับงานด้านการป่าไม้นั้นก็มีการศึกษาวิจัยแบบครบวงจร ตั้งแต่การป้องกันพื้นที่ การปลูกและการบำรุง รวมถึงการวิจัยด้านสัตว์ป่า และด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ ส่วนงานอีกด้านหนึ่งซึ่งก็ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ก็คืองานด้านการสนับสนุนทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน โดยเฉพาะด้านการจ้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นด้าน พืช สัตว์ และการประมง ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนโดยรอบของศูนย์ฯ จนในปัจจุบันประชาชน มีความอยู่ดีกินดี มีอาชีพที่มั่นคง และไม่ต้องบุกรุกทำลายป่า แต่มีส่วนช่วยดูแลรักษาป่าให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น


ผมมีความประทับใจในโครงการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ก็เพราะเชื่อว่า สิ่งที่เราควรจะทำในการจัดการป่าไม้ที่ยั่งยืน ก็คือการปกป้องรักษาและฟื้นฟูป่าไม้ที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน ป่าที่เหลืออยู่นี้มีความสำคัญต่อสภาวะสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะส่วนใหญ่เป็นป่าในพื้นที่ต้นน้ำ การที่จะรักษาป่าดังกล่าวนี้ได้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือของชาวบ้าน และชาวบ้านจะร่วมมืออย่างจริงจังก็ต่อเมื่อเรามีสิ่งตอบแทนที่จะทำให้เขามีอยู่มีกินโดยไม่จำเป็นต้องไปเบียดเบียนป่า


แต่โครงการปลูกต้นหรือปลูกป่าก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความสำคัญ อย่างไรก็ตาม บทเรียนในอดีตที่ชี้ถึงข้อบกพร่องในเรื่องนี้มีอยู่มาก ผมจะไม่กล่าวถึงรายละเอียด เพียงแต่อยากจะชี้ว่าได้มีการปรับปรุงแก้ไขกันมาโดยตลอด ความพยายามครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้น ก็คือ โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งถือเป็นการปฏิรูประดับปฏิบัติการครั้งสำคัญ โดยรัฐเองได้เปลี่ยนบทบาทจาก ผู้ปฏิบัติและผู้หยิบยื่น (Provider) มาเป็น ผู้สนับสนุน (Supporter) โดยสร้างทางเลือกและสร้างการมีส่วนร่วมให้กับประชาชน สิ่งที่น่าปรารถนาที่สุดคือ รัฐต้องปรับบทบาทมาเป็น ผู้เสริมสร้างพลัง (Empower) ซึ่งถือเป็นการกระจายอำนาจและจะเสริมสร้างพลังให้องค์กรประชาชน และภาคีที่เกี่ยวข้องให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการป่าอย่างจริงจัง และในที่สุดก็จะเกิดเป็นพลังทางสังคมโดยรัฐได้เป็นเพียงผู้ให้การสนับสนุนในด้านการให้ความรู้และคำแนะนำ การจัดเตรียมกล้าไม้ และการลดหย่อนภาษีสำหรับภาคเอกชนที่เข้ามาสนับสนุน ดังนั้น ภาคสังคมที่ไม่ค่อยมีบทบาทและปล่อยให้รัฐจัดการป่าไม้โดยลำพังก็เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการที่ภาคธุรกิจเอกชนเข้ามาให้การสนับสนุนเงินงบประมาณ และภาคประชาชนเองก็เข้ามามีส่วนร่วมในการปลูกและดูแลป่าในพื้นที่ป่าทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม รูปแบบของการจัดการป่าไม้เช่นนี้ก็ยังคงประสบปัญหาการดำเนินการ และเท่าที่ผ่านมาก็มักจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้


ไม่ว่าจะจัดการป่าไม้ในลักษณะไหนก็ตาม สิ่งที่เราจะต้องให้ความสำคัญก็คือ บทบาทและความร่วมมืออย่างจริงจังและยั่งยืนของประชาชนและชุมชน เรื่องนี้จะเกิดขึ้นได้จะต้องอาศัยเครื่องมือทางกฎหมายเข้ามาช่วยด้วย นั่นคือ เราจะต้องช่วยกันผลักดันพระราชบัญญัติป่าชุมชนให้ออกมาให้ได้ การเคลื่อนไหวเรื่องพระราชบัญญัติป่าชุมชนในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา ถือเป็นการปฏิรูปในระดับนโยบาย ที่เป็นกระบวนการหนึ่งของการพัฒนาประชารัฐที่ชัดเจน ในปัจจุบันร่างพระราชบัญญัตินี้ได้ผ่านการตีความจากสำนักงานกฤษฎีกาไปแล้ว และอยู่ในขั้นตอนที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องนำเสนอแก่คณะรัฐมนตรีเพื่อขอมติเห็นชอบจาก ครม. จึงจะใช้เป็นกฎหมายต่อไปได้ กรณีของกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นความพยายามที่สร้างสรรค์ และเป็นแนวดำเนินการใหม่ในการทำร่างกฎหมาย โดยในกระบวนการร่างพระราชบัญญัตินั้น ภาครัฐโดยกรมป่าไม้ และคณะกรรมการนโยบายกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค (กนภ.) ซึ่งมีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นเลขานุการ ได้เปิดให้มีการรับฟังความเห็นจากสาธารณะ หรือทำประชาพิจารณ์อย่างกว้างขวางเพื่อจัดทำร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน เนื้อหาที่ปรากฏในร่างกฎหมายนั้นได้แสดงให้เห็นความพยายามที่จะทำให้เกิดความร่วมมือในการจัดการและดูแลป่า ตลอดจนการตรวจสอบการทำงานระหว่างภาครัฐและภาคสังคมอยู่ในเกือบทุกมาตรา เมื่อกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้น น่าจะคาดหวังได้ว่าการจัดการป่าไม้ที่ยั่งยืนโดยประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจะประสบผลสำเร็จได้ในเวลาอันรวดเร็ว


รูปธรรมของความร่วมมือของหลาย ๆ ฝ่ายที่เกิดขึ้นนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาใช้ยืนยันว่า “ป่า”จะไม่ถูกทำลายลงไปอีก แต่สิ่งที่จะยืนยันได้ก็คือสังคมจะมีกระบวนการจัดการปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีกลไกการแก้ไขปัญหาที่ใช้ปัญญาและใช้ความร่วมมือกันมากกว่าการใช้กำลังและใช้อำนาจอย่างที่เคยเกิดขึ้น


อย่างไรก็ตาม คงจะต้องระลึกไว้เสมอว่า ธรรมรัฐ จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาคสังคม หรือจากประชาชนและชุมชน ซึ่งในที่สุดแล้ว “รัฐจะเป็นธรรม” หรือ “ภาคสังคมจะเข้มแข็ง” ได้นั้นย่อมมิอาจเกิดขึ้นได้จากการเพ้อฝัน และย่อมมิใช่จะอยู่แต่ในภาวะแห่งอุดมคติ หรืออุดมการณ์ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือของกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่ง หากแต่จะต้องเป็น “จิต” และ “วิญญาณ” ที่แทรกเข้าไปในวิถีชีวิตและวิถีปฏิบัติของทุกคน และทุกหมู่เหล่าที่เกี่ยวข้อง ธรรมรัฐจะต้องเกิดให้ได้ เพื่อการจัดการป่าไม้ที่ยั่งยืน และเพื่อความอยู่รอดของสังคมไทย

รวมปาฐกถาภาษาไทย

ถอดเทปคำสนทนา
เรื่อง GOOD GOVERNANCE (ธรรมรัฐ)
โดย ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑
ณ ภูหลวง


ธรรมรัฐแปลจาก GOOD GOVERNANCE ธรรมรัฐคืออะไร คือการปกครองบ้านเมือง การบริหารที่มีประสิทธิภาพเที่ยงธรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม


ทำไมตื่นตัว คำนี้ปรากฏในระบบการปกครองมานานแล้ว ซึ่งสื่อมวลชนก็ไม่เข้าใจถ้าเราดูประวัติศาสตร์การเมืองสังคมของโลก หลายศตวรรษที่ผ่านมา เป็นการต่อสู้จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ การต่อสู้ในเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมือง ไม่ว่าออกมาในรูปของระบอบทุนนิยมหรือระบอบคอมมิวนิสต์ ต่อมาถึงทุนนิยมรู้สึกว่าใช้คำว่า “ทุนนิยม” มีความหมายเป็นทางลบ ขณะเดียวกันฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็รู้สึกว่าคำว่าคอมมิวนิสต์มีความหมายเป็นทางลบ ทุกคนบอกฉันไม่ใช่คอมฯ แต่เป็นโซเชียลลิสต์ นี่ก็เป็นความผันแปรหรือวิวัฒนาการทางความคิด


ทุนนิยมกลายเป็น MARKET ECONOMY ใช้กลไกทางการตลาด ระบอบคอมมิวนิสต์เป็น CENTERED PLAN ECONOMY คือกำหนดโดยรัฐบาลกลาง ด้านหนึ่งใช้กลไกการตลาด อีกด้านเขียนแผนพัฒนาโดยใช้รัฐบาลเป็นศูนย์กลาง มีสงครามร้อน มีสงครามเย็น มีการแข่งขันกัน ใช้กลไกของรัฐบาลเป็นตัวกำหนดแผนเศรษฐกิจสังคม ต่อมาวิวัฒนาการว่า ระบบสังคมนิยมนำเอากลไกการตลาดไปใช้มากขึ้น ระบบทุนนิยมหรือระบบ (สังคมนิยม?) …ให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น หมายถึงผลประโยชน์ทางสังคมควบคู่ไปกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องคอยเรียนรู้ติดตามความผันแปรด้านความคิดด้านการเรียนรู้ของเรา…เป็นโซเชียลลิสต์เป็นได้แต่ต้องมี HUMAN FAITH


ระยะ ๗๐ - ๘๐ ปีที่ผ่านมา ภายใต้สงครามร้อน สงครามเย็น พัฒนาการทางความคิดของคนได้เดินมาหาจุดร่วมกัน ขณะนี้ยังไม่มีจุดร่วมกันโดยสมบูรณ์ แต่ความใกล้เคียงกันมีมากจนขณะนี้ไม่รู้แล้ว ถ้าไปถามจีนว่าปกครองโดยระบบใด เขายังบอกว่าปกครองโดยโซเชียลลิสต์อยู่ ถ้าไปถามอเมริกัน อเมริกันก็ไม่อยากบอกว่าใช้ระบบทุนนิยม เพราะปัจจุบันชาวอเมริกัน … รัฐบาลก็เป็นภาพให้บริการทางการแพทย์ การศึกษา เป็นสวัสดิการต่อประชาชน


เราจะเป็นได้ว่า ณ วันนี้ ณ จุดนี้ จะเห็นได้ว่าอุดมการณ์ทางการเมืองไม่ค่อยมีความหมายเท่าไร สิ่งสำคัญคือว่ารัฐบาลใดจะเรียกชื่อตนเองว่าอะไรก็ตาม ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน สามารถทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีการศึกษา มีความสุขสมบูรณ์ มีวัฒนธรรมและมีมาตรการต่าง ๆ ที่จะช่วยให้ประชาชนในประเทศของตนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม การมีโอกาสที่จะมีความเข้าใจหรือมีความเพลิดเพลินกับศิลปะวัฒนธรรม


มาถึง ณ วันนี้ ณ จุดนี้ อุดมคติทางการเมืองไม่ค่อยมีความหมาย เพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมาสิทธิคอมมิวนิสต์ แม้แต่ลัทธินิยมในประเทศต่าง ๆ ที่พังไป มันไม่ได้พังเพราะอุดมคติทางการเมือง ไม่ได้พังไปเพราะลัทธิทุนนิยม … มันพังเพราะเป็นเผด็จการ ไม่ว่าเผด็จการฝ่ายขวาหรือฝ่ายซ้าย การฉ้อราษฎร์บังหลวง ซึ่ง ๒ ตัวนี้ทั้งเผด็จการก็ดี คอรัปชั่นก็ดี มีอยู่ในประเทศที่ใช้ระบอบทุนนิยม และในประเทศที่ใช้ระบบสังคมนิยม นับจริง ๆ แล้วการปกครองหรือการบริหารราชการแผ่นดิน หรือการบริการโดยทั่วไปแล้วทำอย่างไรจึงจะตอบสนองความต้องการของราษฎรที่ยากจนได้


คำตอบคือไม่ใช่ลัทธิ อยู่ที่ว่าสามารถปกครองสามารถบริหารราชการแผ่นดินและสามารถดำเนินการบริหารธุรกิจภาคเอกชนเป็นที่พอใจของประชาชน เราจะเห็นว่ามีการพูดกันเสมอ ในเรื่องตะวันตก - ตะวันออก ในเรื่องของอุดมการณ์ โดยมีผู้เสนอให้ใช้กลไกทางตลาดเป็นหลัก เช่น ฟิลิปปินส์ ไทย สำหรับจีน เวียดนามก็มีการเปลี่ยนแปลงไป


ทำไมสิงคโปร์เป็นประเทศที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศที่มีการจัดการทุกอย่างได้ดีที่สุดประเทศหนึ่งในโลกนี้ ทั้ง ๆ ที่ผู้มีอุดมการณ์ในระบอบประชาธิปไตยจะตักเตือนนายลีกวนยู หรือรัฐบาลสิงคโปร์ตลอดเวลา จริง ๆ แล้วสิงคโปร์ไม่ได้ใช้ระบอบประชาธิปไตย เขาอาจจะมีเลือกตั้งแต่เขามีกำหนดกฎเกณฑ์ หรือสร้างสิ่งจำกัดต่าง ๆ นานา ทำให้คนสนับสนุนสิงคโปร์ ไม่มีสิทธิเสรีภาพในการออกความคิดเห็นเท่ากับอารยะประเทศตะวันตกหรือแม้แต่ประเทศไทย


คำตอบมีอยู่ว่าไม่ว่าสิงคโปร์จะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ แต่ก็เป็นรัฐบาลที่ดี มี GOOD GOVERNANCE เป็นรัฐบาลที่ดูแลทุกข์สุขของราษฎรอย่างแท้จริง เขาเป็นประเทศที่เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้วมีอาชญากรรม มีคอรัปชั่น มีข้อบกพร่องต่าง ๆ ในระบบไม่น้อยกว่าประเทศไทย แต่จากการที่เขามีรัฐบาลที่ซื่อสัตย์สุจริต มีประสิทธิภาพ เพราะเขามีบุคคลในคณะรัฐมนตรีที่มีความรู้มีประสบการณ์ มีความตั้งใจดี มองถึงผลประโยชน์ส่วนรวม สืบเนื่องจากการที่เขามีบุคคลในภาคเอกชน ไม่ว่าในรูปธุรกิจ ด้านการอุตสาหกรรม ค้าขาย ตรวจสอบบัญชี และยังมีระบบตุลาการที่เป็นอิสระ มีบุคคลในวงการตุลาการที่ได้รับความเชื่อถือในความเที่ยงตรงในความยุติธรรม

ข้อบกพร่องในระบอบประชาธิปไตย คือเรื่องของสิทธิเสรีภาพของประชาชน เขาอ้างว่าเขาใช้ค่านิยมของคนพื้นถิ่น ซึ่งไม่ได้ขัดต่อระบอบประชาธิปไตย แต่เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ด้านสิทธิเสรีภาพของกลุ่มบุคคล


สรุปแล้วสิงคโปร์ยังได้รับความเชื่อถือเชื่อมั่นจากประเทศส่วนใหญ่ นอกเหนือจากคนที่หยิบเอาปัญหาประชาธิปไตยมาเป็นประเด็น สิงคโปร์เป็นประเทศที่มี GOOD GOVERNANCE เป็นหัวใจของการปกครอง การบริหารประเทศในทศวรรษข้างหน้าเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองไม่แตกต่างกันแล้ว คนที่ชอบหรือนิยมนับถือระบอบที่เรียกว่าทุนนิยมหรือกลไกการตลาด ก็คงสามารถบอกได้ว่าอุดมคติทางด้านการเมือง และอาจพาดพิงไปในด้านสังคมนิยมมากกว่า เพราะอุดมคติด้านการเมืองของสังคมนิยมต้องการความเสมอภาค ไม่ต้องการเห็นความแตกต่างด้านความร่ำรวย…ต้องการให้มีการกระทำในเรื่องที่จะมีโอกาสทางการศึกษา การรักษาพยาบาล


ณ วันนี้ ระบอบทุนนิยมก็ไม่ได้ปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ คนเวียดนาม คนจีน หรือแม้แต่ประเทศในแอฟริกา แทนซาเนีย อีกไม่ช้าคิวบา ก็จะออกจากวงจรนี้ เข้าสู่วงจรโลก เพราะฉะนั้น จริง ๆ แล้ว แต่ละประเทศต้องการอะไร คำตอบไม่ได้อยู่ที่ทุนนิยม สังคมนิยม มันกลมกลืนไปหมดแล้ว ลัทธิการเมืองจะหมดความหมายไปทุกวันในระบอบประชาธิปไตย สิ่งที่ประชาชนเรียกร้อง…ก็เช่นเดียวกัน อันนี้เป็นสิ่งที่แน่นอน อุดมคติทางการเมือง ลัทธิทางการเมือง จะหมดความหมายลงไปทุกวัน ๆ สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือว่าในระบอบประชาธิปไตยที่มีความแตกต่างในลำดับชั้น ในดีกรี สิ่งที่ประชาชนเรียกร้องต่อไปคือว่า จะต้องมี GOOD GOVERNANCE อันนี้เป็นสิ่งที่ผมเริ่มพูดเมื่อ ๓ ปีที่แล้ว และอาจารย์ธีรยุทธเสริมขึ้นมา มันสืบเนื่องมาจากความต้องการของประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตย และประชาธิปไตยในที่นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือมีผลลัพธ์โดยตรงว่า จะต้องมีการเลือกตั้ง การเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่ง แต่การเป็นประชาธิปไตยหรือการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับเริ่มต้นด้วยส่วนร่วมของการมีส่วนรู้เห็น การเข้าถึงข้อมูลและข้อเท็จจริง หมายความว่าตั้งแต่นี้ต่อไปรัฐบาลจะทำอะไรโดยที่ประชาชนไม่รู้เรื่องไม่ได้ จริงอยู่อาจมี ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่อ้างเป็นราชการลับหรือความมั่นคงแห่งชาติ แต่สิทธิในการเข้าถึงเอกสาร ข้อเท็จจริง เป็นกระแสที่หยุดยั้งไม่ได้ และจะต้องมีกฎหมายรองรับ


ขั้นต่อมาคือว่าไม่ใช่เพียงว่าประชาชนสามารถเข้าถึงเอกสาร ข้อเท็จจริง แต่เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงเหล่านี้ด้วย หายนะที่เห็น ๆ เพราะธนาคารชาติปกปิดข้อเท็จจริงส่วนหนึ่ง ความหายนะทางเศรษฐกิจของไทยเพราะบริษัทเอกชนปกปิดข้อเท็จจริง เราไม่มีบริษัทตรวจสอบบัญชีที่เราสามารถให้ความเชื่อถือ มาตรฐานการตรวจสอบบัญชีของเราเป็นมาตรฐานที่สังคมที่เจริญแล้วยอมรับไม่ได้ เพราะบริษัทตรวจสอบบัญชีจะเอาใจลูกค้า ถ้าลูกค้าไม่อยากให้เปิดเผยเอกสารหรือข้อเท็จจริงใดที่ควรต้องเปิดเผยต่อประชาชน เพราะเขากลัวว่าถ้าทำตรงไปตรงมาตามมาตรฐานสากลแล้ว บริษัทนั่นจะไม่ว่าจ้าง มันก็โยงไปถึงจริยธรรม เราจะมีจริยธรรมในอาชีพของเรามากน้อยแค่ไหน จริง ๆ แล้วจริยธรรมในวิชาชีพต้องมีในทุกแขนง


สิ่งที่เข้าถึงข้อมูลข้อเท็จจริง หน้าที่ของรัฐจะต้องเปิดเผยโดยสมบูรณ์ ถัดมาคือรัฐบาลจะตัดสินใจอะไร ประชาชนต้องการมีส่วนร่วมในการรู้เห็นและออกข้อคิดเห็นด้วย ซึ่งอันนี้ในประเทศไทยยังขาดมาก เพราะแม้แต่ในชั้นเรียนที่ครูสอน ครูยังไม่สนใจว่าเด็กมีความคิดเห็นอย่างไร ไม่มีที่ไหนในโลกในประเทศที่เขาสอน ๔๕ หรือ ๕๐ นาที ที่ครูพูดคนเดียว เมื่อไรคนไทยยังไม่เคยคิดว่าการเข้าไปสอนคือการเข้าไปสนทนาการไปชี้แนะชี้นำ คนไทยจะไม่รู้ว่าการมีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็นมันมีความสำคัญอย่างไรในเรื่อง GOOD GOVERNANCE


จะย้อนไปถึงสิทธิของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ถ้าสิทธิการมีส่วนร่วมคือการออกความเห็น เราต้องไม่ปิดกั้นการตัดสินใจด้วย ปัญหาท่อก๊าซเป็นปัญหาที่ไม่ควรเกิดขึ้น ถ้ามี GOOD GOVERNANCE มันไม่เกิดรวมทั้งปัญหาของสมัชชาคนจน อะไรต่ออะไรอีกหลายอย่าง


ปัญหามิได้แต่สามารถจัดการได้ สังคมไทยนับวันสิ่งที่ยากสุดคือการจัดการหรือแก้ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐ ถ้าแก้ไม่ตกไม่มีกลไกแก้ ปัญหานี้ก็ต้องเรียก BAD GOVERNANCE รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นจุดเริ่มต้นของการมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น และการมีความร่วมทุกระดับ โดยเฉพาะวงการที่มีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์


ปัญหาของการบริหาร … คือปัญหาทำอย่างไรให้คนหันหน้าเข้าหากัน และพูดจากัน เพราะปัญหาขั้นมูลฐานซึ่งจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ได้มีการเปลี่ยนแปลงในตัวอักษรแล้ว ในรัฐธรรมนูญ แต่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับผู้ใช้อำนาจรัฐ เพราะเท่าที่ผ่านมาวิธี GOVERNANCE ของเมืองไทย เอะอะอะไรก็อ้างว่าอันนี้เป็นมติ ครม. ปตท. ก็ติดอยู่ในระบบเก่า ทุกขั้นตอนที่ ปตท. ทำเสนอ ครม. ทุกขั้นตอน


แต่ฝ่ายอนุรักษ์ส่วนใหญ่ไม่ได้คัดค้านโครงการนี้ เขาอาจคัดค้านเรื่องทิศทางการวางท่อ หรือในประเด็นอื่น ๆ แต่มีส่วนน้อยมากที่บอกไม่ต้องการโครงการนี้ แต่สิ่งที่เขาทนไม่ได้ และเป็นสิ่งที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย คือรัฐต้องฟังเขา เขาจะผิดเขาจะถูก เขาจะทำโดยเหตุผลใด รัฐต้องฟังเสียงประชาชนไม่ว่าเสียงนั้นจะเป็นเสียงเล็ก เสียงน้อย รัฐบาลหมายถึงคนอยู่ในระบบการเมืองและราชการ


เป็นที่น่าเสียดายที่นักการเมืองมักชอบพูดเสมอว่า ผมเป็นจากคนพื้นที่ ผมเป็นลูกชาวนา ผมเกิดมาไม่มีเงิน ผมผ่านอุปสรรคในชีวิตมาต่าง ๆ นานา แต่คำถามที่เราต้องถามด้วยคือ เมื่อเขามาเป็นผู้แทนแล้ว เขาเป็นผู้แทนที่ดีของคนที่ตกยากจริงหรือเปล่า ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีการเถียงกันมากว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนชาวไทย หรือมาจากปวงชนชาวไทย คำว่าประชาธิปไตยก็บอกแล้วว่าอธิปไตยเป็นของประชาชน ในภาคปฏิบัติไม่มีความหมายแตกต่าง จะเป็น “มาจาก” หรือ “เป็นของ”


แต่สิ่งที่ระบบราชการ ทั้งด้านการเมืองและราชการที่พูดจำใส่ใจไว้ก็คือ อำนาจนี้ไม่ใช่อำนาจของระบบราชการ และนักการเมืองต้องใส่ใจด้วยว่า บางครั้งบางคราวตนเองอยู่ในหน้าที่ ในตำแหน่ง ใช้อำนาจนี้แทนปวงชนชาวไทย แต่อำนาจนี้ไม่ใช่อำนาจของตัว เป็นอำนาจที่ประชาชนมอบหมายมา เราจะเห็นว่าวัฒนธรรมการเมืองของไทย ต้องเปลี่ยน เรามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เรามีระบบใหม่ เรามีวัฒนธรรมทางการเมืองที่ออกมาเป็นตัวอักษรใหม่ การปฏิรูประบบไม่พอเวลาที่เราพูดถึง GOOD GOVERNANCE ไม่ใช่พูดแต่เรื่องระบบอย่างเดียวเท่านั้น ต้องเริ่มด้วยการปฏิรูปตัวเองด้วย ปฏิรูปองค์กรและปฏิรูประบบ


เพราะฉะนั้น GOOD GOVERNANCE หรือธรรมรัฐ ไม่ใช่การมีรัฐบาลที่ซื่อสัตย์อย่างเดียว ไม่ใช่การมีรัฐบาลที่ทำงานเก่งอย่างเดียว แต่จะต้องเป็นรัฐบาลที่เข้าใจลึกซึ้งถึงปัญหาทุกปัญหา และเมื่อมีการตัดสินใจหรือข้อยุติ ข้อตัดสินใจนั้นต้องอยู่บนมูลฐานของ

ข้อมูลที่สมบูรณ์และถูกต้อง ซึ่งประชาชนมีสิทธิรับรู้

อยู่บนมูลฐานของกฎหมาย ซึ่งอันนี้ใช้กันเสมอ แต่สิ่งที่ขาดคือในอดีตต้องอยู่ในจิตสำนึกของผู้ใช้อำนาจ คือว่าข้อยุติการตัดสินใจนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของความชอบธรรม อยู่ที่จริยธรรมของผู้ใช้อำนาจ ระบอบประชาธิปไตยอยู่ได้อย่างไร อยู่ได้โดยการมีตัวแทนของปวงชนโดยการมีสื่อมวลชนอิสระ สื่อที่รับผิดชอบ อยู่ได้ต่อเมื่อมีตุลาการเป็นอิสระ อยู่ได้เมื่อมีกฎหมายที่ชอบธรรม (RULE OF LAW) แต่สิ่งเหล่านี้ไม่พอระบอบประชาธิปไตยอยู่ได้ต้องมี GOOD GOVERNANCE ด้วย

สิ่งที่สำคัญที่สุดนับวัน ๆ จะมีความสำคัญมากขึ้นคือตัวบทกฎหมายเอง มติครม. หรืออะไรต่าง ๆ ที่เราสร้างไว้ในอดีต ความสำคัญจะลดน้อยลง แต่ความสำคัญที่จะมีมากขึ้น ๆ ทุกวัน นั่นคือ ความชอบธรรมของตัวเอง ของกระบวนการความชอบธรรมของระบบและความชอบธรรมของการตัดสินใจ


และสิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมดไม่เฉพาะเรื่องของรัฐเท่านั้น แต่หมายถึงภาคเอกชนทั้งหมดด้วย บริษัทธุรกิจทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม หรือทำการค้า การเงินและทั้งหมดจะทำได้ไหมในสังคมไทย ผมว่าต้องพยายามทำให้ได้ ผมว่าต้องมีการพูดคุยกันแบบนี้ให้มีความเข้าใจว่า GOOD GOVERNANCE คืออะไร เราคุยกันให้เข้าใจเสียก่อนและไปคุยกันต่อไป ไปเผยแพร่ความคิดนี้ต้องจัดสัมมนา เสวนาคุยกันเรื่องปรัชญาความคิด ทิศทางของความคิด แต่แค่นี้ไม่พอ แต่ต้องพยายามปรับแนวความคิดออกมาเป็นมาตรการที่ออกมาเป็นรูปธรรม ไม่ว่าเรื่องปฏิรูประบบราชการของเรา วิธีการบริหารของเราต้องปฏิรูปตุลาการ ปฏิรูประบบการศึกษาอีก


เพราะฉะนั้นผมแน่ใจใน ๑๕ ปี ๒๐ ปี เรายังพูดเรื่องธรรมรัฐอยู่ เพราะกระบวนนำไปสู่ธรรมรัฐหรือการมี GOOD GOVERNANCE ของเมืองไทยนี้ ผมคิดว่าในชีวิตนี้ผมไม่เห็น แต่เราต้องพยายามสร้างกระบวนการนี้ ให้เป็นกระบวนการที่ไปในทิศทางที่ถูกต้อง มีความต่อเนื่องและมีความยั่งยืน เพราะผมเชื่อว่าอันนั้นเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ประเทศไทยนอกจากจะรอดแล้ว ยังเป็นประเทศที่พวกเราทุกคนจะมีความสุข

รวมปาฐกถาภาษาไทย

ธรรมรัฐ: GOOD GOVERNANCE
ในทัศนะของนายอานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี

 

เป็นการถอดความโดยสรุปจากการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ธรรมรัฐกับสังคมไทย” เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ที่ผ่านมาของนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งสาระสำคัญในการปาฐกถาพิเศษในหัวข้อดังกล่าว ก็คือ ธรรมรัฐและ GOOD GOVERNANCE เป็นเรื่องเดียวกันและทางเดียวที่จะเกิดขึ้นได้ ก็คือจิตสำนึกของประชาชนทั่วประเทศที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง มิใช่กิจการเขียนบทบัญญัติหรือข้อบังคับต่าง ๆ จิตสำนึกของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมืองคือหัวใจสำคัญของธรรมรัฐ หากไร้ซึ่งการมีส่วนร่วมของประชาชนก็ไม่อาจเกิดธรรมรัฐได้

Good Governance ปัจจุบันก็ยังหาคำแปลได้ไม่ถูกต้อง อาจมีอาจารย์ธีรยุทธ บุญมี คนหนึ่งที่มีความกล้าที่เสี่ยงเสนอคำว่าธรรมรัฐ ในขณะเดียวกันในกลุ่มที่ผมกำลังทำงานร่วมอยู่ด้วย พูดเรื่อง Good Governance ที่สถาบันทีดีอาร์ไอ มีคนเสนอใช้คำธรรมาภิบาล ในขณะเดียวกันมีนักวิชาการหลายท่านกำลังคิดค้นคำ ๆ นี้อยู่ สุดท้ายนี้ยังไม่ทราบว่าคำไหนจะสอบผ่านราชบัณฑิตยสถานเมือนคำว่าโลกาภิวัตน์หรือคำว่าโลกานุวัตร ฉันใดก็ฉันนั้น

     เรามีคำว่าธรรมรัฐแล้ว เราจะมีคำว่าธรรมาภิบาลซึ่งมาจากคำว่าธรรมและอภิบาล คำสุดท้าย สุประศาสนการ สุแปลว่าดีงาม ประศาสนแปลว่าการปกครอง ถูกรวมกันเข้าเป็นสุประศาสนการจึงหมายความถึงการปกครองที่ดี

     Good Governance เมื่อ ๑๕ - ๒๐ ปี จะไม่ได้ยินใครใช้คำนี้เท่าไร ทั้งที่เป็นศัพท์ที่มีรากฐานมานานแล้ว เหตุผลหนึ่งก็คือหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเด็นถกเถียงกันคือประเด็นที่มีการสงครามต่อสู้กันนั้น ไม่ใช่ประเด็นของเรื่อง Good Governance กลายเป็นประเด็นทางด้านการเมือง โดยระบุการเมืองหรือระบบอุดมการณ์ทางการเมืองนั้นฝ่ายไหนจะดีกว่ากัน ฝ่ายทุนนิยมหรือฝ่ายที่ใช้กลไกตลาดจากฝ่ายสังคมนิยม หรือฝ่ายที่ใช้การวางแผนจากรัฐบาลกลาง เราไม่ได้ยินคำว่า Good Governance ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองก็ดี สงครามเวียดนามก็ดี

     ศัพท์คำนี้เพิ่งมาเริ่มใช้สักระยะไม่เกิน ๑๐ ปีที่ผ่านมา นำมาใช้ครั้งแรกเมื่อ ๓ ปีแล้ว ผมได้รับเชิญไปพูดที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และผมได้ไปพูดในที่ต่าง ๆ ต่อมาก็มีคนพูดกันมากขึ้น ๆ ศัพท์นี้เป็นศัพท์ที่แปลยากและอธิบายก็ไม่ใช่ง่ายนัก

     Good Governance คือผลลัพท์ของการจัดการกิจกรรมซึ่งบุคคลและสถาบันทั่วไปภาครัฐและเอกชนมีผลประโยชน์ร่วมกัน ได้กระทำลงไปในหลายทางมีลักษณะเป็นขบวนการที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจนำไปสู่การผสมผสานประโยชน์ที่หลากหลายและขัดแย้งกันได้ นั่นเป็นการนิยามคำ Good Governance ในลักษณะหนึ่ง ซึ่งสาระและใจความไม่แตกต่างกันเท่าไร ส่วนธนาคารโลกได้ให้คำนิยามคำ Good Governance คือ ลักษณะและวิถีทางของการที่อำนาจได้ถูกใช้ในการจัดการทรัพยากรทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพื่อการพัฒนา

     ไม่ว่าจะใช้คำนิยามอะไร อาจแตกต่างกันไปบ้างในเรื่องของความหมาย แต่ในสาระจริง ๆ แล้ว Good Governance คือสิ่งที่ผ่านมาในระบบประชาธิปไตย ระบบพรรคการเมือง ระบบรัฐสภา เราพูดถึงความโปร่งใส ความกล้าหาญในการรับผิดชอบ การขัดผลประโยชน์กัน อาจพูดอะไรได้หลายอย่าง แต่ทั้งหมดถือเป็นเรื่องย่อย

     ปัจจุบันนี้ไม่ว่าเราจะไปที่ไหน ในรัสเซีย ยุโรปตะวันออก เอเชีย ละตินอเมริกา มักจะพูดว่าวิถีทางที่ถูกต้อง คือวิถีทางประชาธิปไตย แต่คำว่าประชาธิปไตยก็มีขั้นตอนแตกต่างกันไป มีรูปแบบแตกต่างกันไป แต่อย่างน้อย ใจจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็นประชาธิปไตย จุดขายของประเทศขณะนี้คือการเป็นประชาธิปไตย อันนี้เป็นการสู่ยุคใหม่ เพราะทุกคนไม่ว่าเป็นรัสเซีย ปัจจุบันอาจจะเหลือ ๒ ประเทศเท่านั้น คือเกาหลีเหนือและคิวบาที่ยังยึดถือกับระบบเก่าอยู่ ประเทศอื่น ๆ ในระบบสังคมนิยม ระบบคอมมิวนิสต์ไม่ได้แตกสลายไปเพราะความไม่ดีของลัทธิความคิด แต่ที่ต้องถึงจุดจบก็เพราะว่ารัฐหรือรัฐบาลที่อ้างสังคมนิยมก็ดี อ้างคอมมิวนิสต์ก็ดี ปกครองประเทศนั้นถึงความหายนะเพราะเป็นรัฐบาลเผด็จการ และเป็นรัฐบาลที่ไม่สามารถจัดการบริหารประเทศชาติด้วยความยุติธรรม ด้วยจริยธรรมหรือเป็นรัฐบาลเผด็จการ และเป็นรัฐบาลที่ไม่มี Good Governance

     อันนี้เป็นสัจธรรม ผมเองมีความเคารพในแง่ความคิดของอุดมการณ์ทางการเมืองของทั้งสังคมนิยมและลัทธินิยม ความเคารพในความบริสุทธิ์ ในความตั้งใจดีของวิถีทางอุดมการณ์ แต่ในขณะเดียวกันความหายนะที่เกิดขึ้นกับอุดมการณ์นั้น ไม่ใช่เพราะด้วยอุดมการณ์เอง แต่เป็นเพราะวิธีการปกครอง คือใช้ระบบเผด็จการมีคอรัปชั่นและใช้ระบบที่ไม่มี Good Governance

     เราจะอ้างว่าเรามีรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเราคิดและหวังว่าดีกว่ารัฐธรรมนูญฉบับเก่า ๆ แต่ถ้าคนของสังคม คนไทยเราไม่ปฏิรูปตัวเอง ไม่สังคายนาตัวเอง การอ้างอิงว่าเรามีรัฐธรรมนูญดีกว่าที่อื่น ดีกว่ารัฐธรรมนูญ ๑๕ ฉบับที่ผ่านมา เรามีกลไกการคานอำนาจกันและกัน มีความโปร่งใส มีการตรวจสอบ จะพอหรือไม่ คำตอบคือไม่พอ เราต้องเรียกร้องสิ่งที่มีมากกว่านั้น รัฐธรรมนูญนั้นกินทันทีไม่ได้ รัฐธรรมนูญจะออกผลออกดอกมาก็เป็นระยะไกล แต่ประชาธิปไตยหรือระบบประชาธิปไตยถ้ามีควบคู่ไปกับ Good Governance แล้วผลผลิตจะออกมาทันที อ้นนี้เป็นจุดสำคัญเป็นจุดสำคัญที่เราพูดเรื่องการปฏิรูปการเมืองของไทย

     การเขียนรัฐธรรมนูญของไทยฉบับใหม่ การยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การนำรัฐธรรมนูญใหม่ไปใช้ อันนี้เป็นจุดหนึ่งของการเริ่มต้นการปฏิรูปเพื่อให้สังคมไทยปฏิรูปทางการเมือง แต่ยังไม่พอ สังคมไทยต้องปฏิรูปประเทศชาติ และการจะปฏิรูปประเทศชาติได้ก็ต่อเมื่อเรายึดหลักอะไรบางอย่าง ซึ่งเป็นรากฐานของรัฐธรรมนูญฉบับนี้

     สาระของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตัวหัวใจของรัฐธรรมนูญนี้คืออะไร เราอาจจะมีรัฐธรรมนูญ ๓๓๖ มาตรา ต่อไปอาจคิดเพิ่มขึ้นอีกหรืออาจมีการเปลี่ยนแปลง แต่หัวใจและรากฐานรัฐธรรมนูญนี้คืออะไร หัวใจและรากฐานรัฐธรรมนูญนี้มีอยู่ ๒ จุด จุดแรกคือการใช้อำนาจรัฐ ที่ผ่านมาการใช้อำนาจรัฐในสังคมไทย เป็นการใช้อำนาจที่เกินขอบเขตเป็นการใช้อำนาจโดยตัวแทนที่อาจไม่มีคุณลักษณะที่เป็นตัวแทนที่แท้จริงของประชาชน เป็นการใช้อำนาจโดยรวมอยู่ที่จุดศูนย์กลาง เป็นการใช้อำนาจโดยไม่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคล เป็นการใช้อำนาจโดยไม่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน เป็นการใช้อำนาจโดยไม่มีการคานอำนาจซึ่งกันและกัน ไม่มีการตรวจสอบและไม่มีระบบที่ทำให้โปร่งใส ที่นำไปสู่ความรับผิดชอบ เป็นการใช้อำนาจโดยคนกลุ่มหนึ่ง โดยการยินยอมของคนกลุ่มใหญ่ที่ไม่รู้เรื่อง

     สอง หัวใจของรัฐธรรมนูญนี้ คือการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่ผ่านมาเราเพียงแต่บ่น แต่คำว่าเขายื้อแย่งอำนาจเราไปแล้วเขาไปใช้อำนาจในทางไม่ถูก คำถามที่คนไทยต้องถามตัวเองว่าใครที่ยอมให้เขายื้อแย่งอำนาจไป ตบมือข้างเดียวไม่ได้ เสียงจะไม่ดัง คนไทยเราเอง สังคมไทยเราเองในระยะ ๖๕ ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าประชาชนที่นั่งอยู่ที่นี้และที่อื่น ๆ นั้น ต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วย ไปนั่งด่านักการเมืองตลอดเวลา มันเป็นไปไม่ได้ เขาผิด มีข้อบกพร่อง แต่ตัวประชาชนเองก็ผิดและมีข้อบกพร่อง และนี่คือประชาชนที่ผิด มีข้อบกพร่องจะไปโทษชาวไร่ชาวนาไม่ได้ เพราะรากฐานการมีระบบประชาธิปไตย คือด้านการศึกษา เราจะไปโทษชาวไร่ชาวนาที่การศึกษาไม่ถึง ความจริงความผิดก็ตกอยู่กับคนที่ผ่านรั้วมหาวิทยาลัย ที่ทำงานเป็นผู้บริหาร เป็นนักธุรกิจ บุคคลชั้นกลางของสังคมไทย คนที่มีการศึกษา คนที่มีแต่บ่นด่าแต่ไม่ทำอะไร

     ระบบประชาธิปไตยอยู่ไม่ได้ ถ้าอาศัยการตรวจสอบเฉพาะที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น ระบบประชาธิปไตยจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีการตรวจสอบอยู่ในใจของตัวเอง ใช้ความคิดวิจารณญาณ แล้วหาความจริงฝักใฝ่ในความจริง และนับถือความจริง เพราะโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีรากฐานมีสาระหัวใจ ๒ ประการ คือการใช้อำนาจรัฐ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ฉันใดก็ฉันนั้น การปกครองบริหารที่ดีของประเทศชาติต้องยึดถือ หลักนี้ Good Governance หรือจะเรียกว่าธรรมรัฐ ธรรมาภิบาล สุประศาสนการก็แล้วแต่ แต่สิ่งเหล่านี้จะเปิดฉากใหม่ เรากำลังเรียนรู้ปรัชญาความคิดใหม่ เรากำลังมาเรียนรู้ถึงแนวทางความคิดที่ใช้เป็นประโยชน์ในสังคมอื่นมาแล้ว เรากำลังมาเรียนว่าสังคมไทยจะรับช่วงความคิดนี้ และนำไปปฏิบัติต่อไปได้หรือไม่ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสังคมไทยว่าเรามีความต้องการ เรามีความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้พอเพียงหรือไม่ที่จะไปเปลี่ยนสภาพแนวความคิดให้ออกมาเป็นรูปปฏิบัติให้ออกมาเป็นรูปธรรมไม่ใช่ทิ้งไว้เป็นนามธรรมเก็บไว้บูชาเล่น

     องค์ประกอบของ Good Governance จำเป็นต้องมี

    1. Accountability คือความรับผิดชอบและมีเหตุผลที่อธิบายได้
    2. ต้องมีการมีส่วนร่วมของประชาชน
    3. จะต้องมีการคาดการณ์ได้
    4. จะต้องมีความโปร่งใส
    5. จะต้องมีความเชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบทั้ง ๔ องค์ประกอบนี้

ถ้าจะให้ผมเติมว่า Good Governance ต้องมีองค์ประกอบอีกสองสามอย่าง ที่คิดว่าธรรมรัฐจะขาดไม่ได้ จะเป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องหาทางออกให้ได้ ก็คือการมีระบบกฎหมายที่มีความยุติธรรมต่อทั้งสังคมและปัจเจกบุคคล และจะต้องมีผู้ใช้กฎหมายไม่ว่าจะเป็นตุลาการ อัยการ ตำรวจ ผู้ใช้กฎหมายจะต้องเป็นผู้มีคุณธรรมและมีความเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง สังคมที่เราอยากจะสร้างคือสังคมขาดระบบกฎหมายที่ดีไม่ได้สังคมที่เข้มแข็งเข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Good Governance

การที่จะบอกว่ามี Civil Society นอกจากจะต้องมีระบบกฎหมายที่ดีแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดจะต้องมีตุลาการที่เป็นอิสระไม่ขึ้นต่อผลประโยชน์หรืออำนาจ โดยเฉพาะอำนาจทางการเงินของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นอกจากนั้นจะต้องมีสื่อที่เป็นอิสระและรับผิดชอบ

ถามว่าถ้ามีธรรมรัฐ หรือ Good Governance แล้ว สังคมไทย สังคมในอนาคตจะมีปัญหาอีกหรือไม่ คำตอบก็คือปัญหายังมีอยู่ ปัญหาของประเทศชาติ ของสังคมมันก็ยังไม่หมดไป อย่าไปคิดว่ามีธรรมรัฐ ปัญหาจะหมดไป ไม่มีทาง ฉันใดก็ฉันนั้น มีทั้งระบบประชาธิปไตย มีทั้งธรรมรัฐ มีทั้งพรรคการเมืองที่ดี มีทั้งรัฐบาลที่ดีก็ยังมีปัญหาอยู่ อันนี้จะเป็นสัจธรรมที่เราจะต้องรับ ไม่มีอะไรที่จะแก้ไขปัญหาหมดไปได้ แต่สิ่งที่เราต้องการก็คือว่าปัญหาที่มันไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะปัจจัยอื่นโดยเฉพาะปัจจัยภายนอก ภัยอันตราย หรือความหายนะ มันจะลดน้อยลงไป

เราไม่ได้พยายามที่จะขวนขวายหาสังคมที่บริสุทธิ์ผุดผ่องเสียจนไม่มีปัญหาอะไรในโลก ประเทศหลายประเทศในยุโรป แม้ที่อื่น ๆ ที่เขามี Good Governance มีระบบประชาธิปไตยที่ดี เขาก็ยังมีปัญหามากมาย แต่อย่างน้อยปัญหาที่เคยมีในอดีต มันจะลดบรรเทาความรุนแรงลงไป และปัญหาที่เคยมีมาในอดีตบางปัญหาจะไม่เกิดขึ้น

สิ่งที่สำคัญคือเมื่อเรามีธรรมรัฐ เราต้องเริ่มสร้างชุมชน เริ่มสร้างประชาสังคมทั้งในเมืองและชนบท Good Governance จะมีไม่ได้ แม้จะมีการปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปกรมตำรวจ ปฏิรูประบบการศึกษา อาจพยายามเปลี่ยนค่านิยมของสังคม

แต่รากฐานของรัฐธรรมนูญฉบับนี้และรากฐานของการมีธรรมรัฐก็คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ไม่ใช่ลักษณะของการมีส่วนร่วมแต่ละไม้แต่ละมือ แต่ต้องมีส่วนร่วมโดยองค์กรเอกชน ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ คุณลักษณะของเขาหรือตามประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชนที่อยู่ตามซอกซอย เพราะทั้งชุมชน และประชาคมทั้งในเมืองและชนบทจะเป็นรากฐานที่สำคัญของธรรมรัฐ

ทิศทางอนาคตของเมืองไทยของสังคมไทย นอกจากเป็นระบบประชาธิปไตยแล้ว จะต้องไปในทิศทางของการมีธรรมรัฐ โดยได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากฐานของประชาชน องค์กรอิสระ องค์กรเอกชนทุกอย่างในยุคใหม่นี้ ชุมชนและประชาสังคมจะต้องเกิดขึ้นให้ได้ และไม่ได้เกิดขึ้นจากการจัดตั้ง จะเกิดขึ้นจากการที่ประชาชนรู้สึกว่ามีส่วนร่วมมากขึ้น ในการตัดสินใจพิจารณาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการกระจายอำนาจและงบประมาณออกไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้น

ไม่มีที่ไหนในโลกที่ทุกครั้งที่มีปัญหาของชาติ ซึ่งเป็นปัญหาของพื้นที่ เป็นปัญหาของคนบางกลุ่มจะต้องเดินขบวนมาที่ทำเนียบรัฐบาลตลอดเวลา อันนี้เป็นจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของสังคมไทย เมื่ออำนาจรวมอยู่ที่ศูนย์กลาง คือ ที่ทำเนียบรัฐบาลข้อโต้แย้งขัดแย้งในสังคมนั้นจะมีต่อไปเรื่อย ๆ อันนี้เป็นชีวิตประจำวันของคนที่มีความเห็นไม่ตรงกัน แต่ถ้าเราไม่สร้างระบบการแก้ไขปัญหาขัดแย้งของคนในสังคม ไม่สร้างระบบ ไม่สร้างวิธีการที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้แล้ว ทุก ๆ ครั้งปัญหาจะมาสู่ที่ทำเนียบฯ และเมื่อมาถึงทำเนียบฯ เมื่อไรการที่จะแก้ไขปัญหานั้นตามข้อเท็จจริง ตามเหตุผลที่ถูกต้องมันจะน้อยลงไป เพราะเมื่อถึงทำเนียบฯ เมื่อไรแล้วมันจะกลายเป็นเรื่องของทางการเมืองไปเสียหมด เมื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นปัญหาจริง ๆ ของสังคม โดยใช้ปัจจัยทางการเมืองอย่างเดียว ปัญหานั้นจะไม่สิ้นหายไป ปัญหานั้นจะเลื่อนไปอีก ๖ เดือนหรือ ๑ ปี เพราะฉะนั้นระบบที่เราอยากจะสร้างขึ้นมา คือธรรมรัฐนั้น ส่วนหนึ่งปัญหาของชาติไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะเป็นเรื่องการเมืองหมด ปัญหาท้องถิ่นมันไม่ใช่เรื่องการเมืองเท่านั้น สิ่งเหล่านี้เราอยากจะเห็นว่าอะไรก็ตามที่เป็นปัญหาทางการเมือง ก็แก้ทางด้านการเมือง แต่ถ้าปัญหาของสังคม ซึ่งต่อไปนับวันจะเป็นปัญหาความขัดแย้งทางด้านสังคมมากขึ้น ถ้าใช้วิธีการแก้ปัญหาทางการเมืองอย่างเดียว มองเห็นแต่ผลประโยชน์ผลได้ผลเสียทางด้านการเมืองอย่างเดียวนั้น ไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาในวิธีการที่ถูกต้อง และปัญหานั้นจะกลับมาสู่ตัวเองตลอดเวลา

รวมปาฐกถาภาษาไทย

ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง ความโปร่งใสและธรรมรัฐ
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย
(TI – Thailand)
๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๒
ศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ท่านอธิการบดี คณาจารย์ นักศึกษา และท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย

     ระหว่างพักอยู่ในห้องรับรอง ผมได้เรียนถามท่านอธิการบดี (อาจารย์จุรี) ว่าวันนี้อยากให้ผมพูดเรื่องอะไรและในทำนองไหน ผมเป็นคนมีกรรมอยู่อย่าง คือชอบได้รับเชิญไปพูด แล้วถ้าดูชีว ประวัติของผมแล้ว ผมเป็นคนไม่พูดเท่าไรในอดีต อาจจะเริ่มนิสัยเสียตอนมาประจำเป็นคณะทูตถาวรสหประชาชาติ ทำงานอยู่ในคณะทูตถาวรแล้ว ต่อมาเป็นผู้แทนถาวรไทย ความจำเป็นต้องพูดทั้งในห้องประชุมและนอกห้องประชุมมีอยู่เสมอ นิสัยเสียครั้งที่ ๒ เกิดขึ้นตอนรับเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เกิดอุบัติเหตุอีก ความจำเป็นต้องพูดตามที่ต่าง ๆ พูดไปพูดมาคนนึกว่าผมพูดได้ทุกเรื่อง ในฝ่ายที่ผมเป็นรัฐบาลนั้น การพูดไม่ใช่เป็นเพียงแค่ศิลปะเท่านั้น แต่การไปพูดนั้นจะมีความสำคัญต่อชีวิตของคนเรา และชีวิตของสังคมมาก เพราะการไปพูดคือการสื่อความเข้าใจ การสื่อความหมาย การสื่อวิธีความคิด และการสร้างความเข้าใจ เช่น การสร้างความเข้าใจระหว่างสามีภรรยา การสร้างความเข้าใจระหว่างพ่อแม่และลูก ระหว่างเพื่อนฝูง ระหว่างบุคคลในสังคม แต่การพูดมีหลายเรื่องด้วยกัน พูดในเรื่องที่เป็นสาระ และพูดในเรื่องที่ไม่เป็นสาระ

     สมัยผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมไม่มีฐานอำนาจไปสู้กับทหารก็ไม่ได้ ไปสู้กับกระบวนการทางการเมืองก็ไม่ได้ ผมมาตัวเปล่าและก็ได้อาศัยสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ มหาวิทยาลัย ที่ผมจะไปสื่อความคิด ความเข้าใจของผม วิธีการบริหารของผม แนวทางของนโยบายของรัฐบาลของผม อันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ผู้บริหารงานการเมืองของประเทศชาติในขณะนั้น เป็นทั้งหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องสื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจว่า รัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่ กำลังคิดอะไรอยู่ กำลังวางแผนอะไรอยู่และประชาชนมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูล ถึงแนวทางความคิด ถึงวิธีการ ถึงกระบวนการ และวัตถุประสงค์บั้นปลายของนโยบายต่าง ๆ ระยะนั้นเกิดคำใหม่ขึ้นมา คือคำว่า “โปร่งใส” อันนี้ก็เหมือนกันคือตัวนายกฯ มาโดยอุบัติเหตุ คำว่า “โปร่งใส” ก็มาโดยอุบัติเหตุเหมือนกัน เพราะบางครั้งบางคราว ภาษาไทยเราไม่สามารถหรือเราไม่เคยมีคำบางคำที่มันถ่ายทอดความหมายของวิธีคิด หรือวัฒนธรรมความคิดของต่างประเทศฉันใดฉันนั้น ก็มีคำไทยหลายคำที่สะท้อนถึงความหมายความเข้าใจ วิธีการคิดและวัฒนธรรมความคิดของเมืองไทยซึ่งต่างประเทศไม่มี อันนั้นคือความแตกต่างของวัฒนธรรมและวิธีการคิด แต่ในโลกที่เราอยู่นั้นถ้าเราพูดถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งเราต้องถือว่าเป็นสิทธิสากลแล้ว มันต้องเลิกเถียงกันได้แล้วว่าสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นที่ไหนจังหวัดใดของประวัติศาสตร์ของโลก มาจากฝ่ายตะวันออกหรือตะวันตก มาจากทางเหนือหรือทางใต้

     แต่กระบวนการสร้างความคิดและสร้างความเข้าใจ ให้ความคิดของหลาย ๆ วัฒนธรรมเข้ามาสู่จุดเดียวกัน เข้ามาอยู่ขอบเขตหรือวงกรอบเดียวกันนั้นต้องใช้เวลาฉันใดฉันนั้น อะไรก็ตาม ที่มันสะท้อนถึงอารมณ์ สะท้อนถึงความรู้สึก สะท้อนถึงแนวคิดของคนในเอเชีย หรือของคนไทย โดยเฉพาะถ้าคุณค่าของเขาไม่มีว่าเขาจะเป็นผิวขาว ผิวน้ำตาล ผิวอะไร ชาวต่างประเทศเขาไม่มี หลายอย่างเขามีเราก็ไม่มี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เราขาดไปนั้นจะเป็นความบกพร่องที่เราต้องรับกรรมไปตลอดชีวิต เพราะหน้าที่ของมนุษย์และหน้าที่คนแต่ละประเทศ แต่ละสังคมคือ การเรียนรู้การใช้วิถีชีวิตและใช้วิถีความคิดนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าที่เคยมีมาในอดีตนำไปสู่สิ่งซึ่งเราไม่เคยมีมาในอดีต หรือนำไปสู่สิ่งซึ่งอาจเคยมีบ้างแล้วในอดีตในวัฒนธรรมเดิม แต่พยายามปรับปรุงแก้ไขให้มันสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและคุณค่าของสังคมนั้น ในสังคมต่างประเทศที่มีอารยธรรมบางอย่าง เขาก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่สืบทอดกันมา จนบัดนี้กลายเป็นคุณค่าของสังคมทางสากลโลกแล้ว พูดแต่ดั้งเดิมความคิดเป็นประชาธิปไตย ความมีส่วนร่วมของประชาชน การมีตัวแทนของประชาชนในการปกครองก็เกิดขึ้นหลายศตวรรษทางด้านตะวันตก

     ทางด้านตะวันออกแม้แต่ในประเทศไทยก็ยังมิใช่จะไม่มีความคิดทางด้านประชาธิปไตย ความคิดด้านประชาธิปไตยของเมืองไทยก็มีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ตั้งแต่สมัยสุโขทัยความคิดที่ว่าผู้บริหารต้องฟังเสียงคนอื่น ต้องรับรู้ความคิดเห็นและข้อสังเกตของผู้อื่น ตั้งแต่สมัยของพระเจ้ารามคำแหงมีการติดกระดิ่งไว้ที่หน้าพระราชวัง อันนั้นก็เป็นลักษณะการแสดงออกด้านหนึ่งของสังคมไทยที่สะท้อนให้เห็นถึงว่าแม้แต่พระเจ้าแผ่นดินเมื่อ ๗๐๐ กว่าปีมาแล้ว หรือเกือบ ๘๐๐ กว่าปีมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่มีอำนาจสูงสุด อำนาจสมบูรณาญาสิทธิราช ก็ยังเข้าพระทัยว่า การบริหารที่ดี การปกครองที่ดีนั้น ใช้อำนาจอย่างเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องรู้ถึงทุกข์สุขของประชาชน จำเป็นจะต้องฟังความคิด ข้อสังเกตและข้อเรียกร้องของประชาชน จำเป็นต้องให้ความยุติธรรมต่อสังคม จำเป็นต้องให้ความยุติธรรมต่อประชาชน และที่สำคัญที่สุดคือ จำเป็นต้องให้ประชาราษฎร์เข้าถึงพระองค์ท่าน ไม่ต้องผ่านอำมาตย์ ไม่ต้องผ่านขุนนาง ไม่ต้องผ่านเจ้านาย

     เราย้อนหลังถึงประวัติศาสตร์ไทยเราจะเห็นว่าความเฉลียวฉลาดของพระเจ้าแผ่นดินโบราณ ทั้ง ๆ ที่มีอำนาจสมบูรณ์ ทั้งที่ระบบการปกครองและความยินยอมของประชาราษฎร์นั้น พระเจ้าแผ่นดินมีอำนาจสูงสุดจะทำอะไรก็ได้ แต่พระองค์ท่านยังคำนึงถึง

    1. การได้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง
    2. การปกครองด้วยความเป็นธรรม
    3. สิทธิของประชาราษฎร์ที่จะเข้าถึงผู้มีอำนาจและผู้ที่ใช้อำนาจ

อันนี้เป็นเหตุการณ์เกือบ ๘๐๐ ปีมาแล้ว และเป็นการแสดงสะท้อนถึงความรู้สึกเป็นประชา-ธิปไตยของคนไทยในหลายศตวรรษ ที่ผ่านมาเราผ่านการปกครองสุโขทัย ศรีอยุธยา ๓๐๐ กว่าปีมาถึงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ กว่าปี วิวัฒนาการของการปกครองเปลี่ยนไป ผมไม่ค่อยให้เกียรติการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ ๒๔๗๕ เท่าไร แต่ผมให้ความสำคัญและให้ความนิยมชมชอบ ถึงวิวัฒนาการที่เปลี่ยนไปที่สะท้อนถึงความรู้สึกและความหวังของประชาชน ในราชวงศ์จักรี ก็ได้มีวิวัฒนาการ เราจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์ของเรา ถ้าเราไปเรียนหนังสือตามโรงเรียนจะบอกว่า เมืองไทยนั้นปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยพระเจ้าแผ่นดิน แต่จริงแล้วในทางปฏิบัติไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งท่านทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดิน หลังจากที่ได้ทรงบวชอยู่ในวัดมา ผมเข้าใจว่าเกือบ ๒๐ ปี รัชกาลที่ ๔ ท่านได้วางรากฐานไว้ที่นำไปสู่การปกครองการบริหารราชการแผ่นดินที่ทันสมัยมากขึ้น ท่านทรงศึกษาด้วยตัวเอง ท่านเรียนรู้ด้วยตัวเอง และการที่ท่านอยู่ในสมณเพศเป็นเวลาเกือบ ๒๐ ปี ท่านเข้าถึงประชาชน และประชาชนเข้าถึงท่าน ท่านรู้ว่าตอนนั้นอะไรเป็นอะไร ในสังคมไทยมันไม่มีม่านกั้นระหว่างพระองค์ท่าน ตอนสมัยท่านเป็นพระอยู่กับประชาชน เมื่อท่านขึ้นมาครองราชย์แล้ว ท่านเรียนรู้ต่าง ๆ นำวิทยาการมา แต่ตอนนั้นโดยเฉพาะตอนปลายรัชกาลที่ ๔ จะขึ้นรัชกาลที่ ๕ พระเจ้าแผ่นดินแทบไม่มีอำนาจ มีอำนาจแต่ในนาม แต่ในทางปฏิบัติแล้วอำนาจขี้นอยู่กับขุนนางขึ้นอยู่กับสมเด็จเจ้าพระยาต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คงเป็นคนดี แต่นั่นคือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ แต่ถัด ๆ ไปพอพระเจ้าแผ่นดินในนามคือสมบูรณาญาสิทธิราชเริ่มต้นจากรัชกาลที่ ๔ นั้นพระเจ้าแผ่นดินปกครองไม่ใช่แต่เพียงสมบูรณาญาสิทธิราชอย่างเดียว

จุดกำเนิดของการใช้ธรรมรัฐหรือธรรมาภิบาล นั้นก็เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ได้เกิดขึ้นจากเมืองนอก ไม่ได้เกิดจากสังคมข้างนอกด้วย ที่สังคมตะวันตกเขาก็เกิดขึ้นไป วิธีคิดอาจคล้ายคลึงกัน แต่ผลทางด้านปฏิบัตินั้น แตกต่างกันไป ของเราพระเจ้าแผ่นดินสมบูรณาญาสิทธิราช ตอนนั้นยังไม่มีกลไกของรัฐหรือกลไกของสังคม ที่จะเกิดการคานอำนาจซึ่งกันและกันได้ ในตอนนั้นไม่มีกลไกของรัฐหรือกลไกของสังคมที่จะก่อให้เกิดความโปร่งใสหรือให้ข้อมูลโดยสมบูรณ์ ไม่มีกลไกของรัฐในอันที่จะก่อให้เกิดความรับผิดขอบในการตัดสินใจของตนเอง ไม่ว่าการตัดสินใจนั้นจะอยู่บนมูลฐานของความตั้งใจดี หรือตั้งใจที่ไม่ดี ถ้าเผื่อตั้งใจไม่ดี ก็ต้องมีการลงโทษเข้าตะราง ถ้าเป็นความตั้งใจที่บริสุทธิ์ แต่เกิดความผิดพลาดก็ยังต้องมีความรับผิดชอบในทางด้านการเมืองและด้านอื่น เมื่อกลไกเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้นในสังคมไทย แต่ทางด้านพระเจ้าแผ่นดินนั้นได้สร้างกลไกขึ้นมา มิใช่กลไกที่เห็นเป็นรูปธรรม ไม่ได้ตั้งกรม ไม่ได้ตั้งกอง ไม่ได้ตั้งสำนักงาน ไม่ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแต่เกิดระบบที่เรียกว่าทศพิศราชธรรม

ทศพิศราชธรรมคือ วิธีปฏิบัติตนเองของพระเจ้าแผ่นดิน ๑๐ ประการ ถ้าเราไปอ่านเรื่อง ทศพิศราชธรรมแล้วจะเห็นได้เลยว่า อันนั้นคือรากฐาน และเป็นของจริงของแท้ในสังคมไทย ไม่ได้นำเข้ามา เป็นของจริงของแท้ที่เกิดขึ้นจากจิตสำนึกของพระเจ้าแผ่นดิน ว่าการมีอำนาจและการใช้อำนาจนั้นมีความจำเป็นต้องมีเกณฑ์อะไรบางอย่างที่จะควบคุมการปฏิบัติหรือการประพฤติตนเอง ทศพิศราชธรรมอันนี้ผมถือว่าเป็นบ่อเกิด เป็นจุดเกิดของ Good Governance ในเมืองไทยที่เราอาจแปลว่า ธรรมรัฐ หรือ ธรรมาภิบาล เราอาจใช้คำว่า Royal Good Governance อันนี้มีความสำคัญมากทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ และในแง่วัฒนธรรมความคิด เพราะส่วนใหญ่ในประวัติสังคมของทุก ๆ ประเทศ ผู้ที่มีอำนาจและผู้ใช้อำนาจนั้นจะไม่ออกกฎเกณฑ์หรือตรากฎหมายอะไรก็ตามที่จะควบคุมการใช้อำนาจของตนเอง ส่วนใหญ่การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางความคิด การสร้างกลไก ใหม่ ๆ การแบ่งปันอำนาจจะไม่เกิดขึ้นจากการที่ผู้ใช้อำนาจนั้นมีความเมตตา มีความกรุณาดี พอที่จะนึกถึงผลประโยชน์ของประชาราษฎร์ แต่ทศพิศราชธรรมนั้นเกิดจากเบื้องบนเพื่อมาใช้ประโยชน์กับเบื้องล่างให้เบื้องล่างได้ประโยชน์ที่สุด แต่เมืองไทยที่ผ่านมานั้นเราจะได้เห็นพระเจ้าแผ่นดินของเมืองไทยทรงปฏิบัติตัวอยู่ในทศพิศราชธรรม แต่ด้านอื่นล่ะ ทางด้านการเมือง ทางด้านธุรกิจหรือแม้แต่ทางด้านมหาวิทยาลัยเอง และคนไทยกี่คนที่ศึกษาให้ลึกซึ้งว่าทศพิศราชธรรมที่จริงคืออะไร และจะสามารถนำมาใช้ปฏิบัติกับชีวิตส่วนตัว กับชีวิตการงานของตนเองได้อย่างไร

     ตั้งแต่ผมเกิดมา ๙ สิงหาคม ๒๔๗๕ ตั้งแต่เด็กแล้ว ภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง แต่คำแรกที่ผมได้ยินในสังคมของครอบครัว ในโรงเรียน คือคำว่า คอรัปชั่น (Corruption) คุณพ่อผมซึ่งเคยรับราชการตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ เคยเล่าให้ผมฟังในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ฉ้อราษฎร์บังหลวงก็มี ท่านได้เอ่ยชื่อเจ้าพระยาสองสามคนให้ผมฟังด้วย ตอนผมเด็ก ๆ ว่าพระยาสองสามคนนั้น ชื่อเสียงไม่ค่อยดีมีปัญหา พระเจ้าอยู่หัวทรงกริ้วมาก เพราะมีการฉ้อราษฎร์บังหลวงและสิ่งที่ผมจะจำไว้ตลอดชีวิตคือว่าคุณพ่อผมพูด สิ่งหนึ่งว่าสมัยพ่อถ้าข้าราชการถูกพระเจ้าอยู่หัวกริ้ว หรือมีชื่อเสียงออกไปว่าฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่จำเป็นต้องมีใบเสร็จ พระยาหรือเจ้าพระยาคนนั้นจะอายขายหน้าเข้าหน้าใครไม่ติด เพียงแต่พระเจ้าอยู่หัวทรงกริ้วเท่านั้น ข้าราชการคนนั้นจะอาย ถึงได้มีศัพท์ว่า “อายเอาหน้า แทบซุกแผ่นดิน” อันนี้เป็นค่านิยมของสังคมไทยในอดีตซึ่งเป็นค่านิยมที่ดี เรามีคำว่าหิริโอตตัปปะ ความละอายใจจากการที่เราทำอะไรไม่ถูกต้อง ไม่ต้องพูดถึงว่าทำอะไรผิดกฎหมาย เพราะปัญหาคอรัปชั่นผิดแม้แต่ในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม แต่คุณค่าของสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปในระยะ ๑๐๐ ปี จากการที่เรียกว่าความละอายใจ ความที่หน้าบางไม่หน้าด้าน การมีหิริโอตตัปปะมันเปลี่ยนแปลงไปเร็วจนกระทั่งปัจจุบันนี้ พอเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นก็พูดเป็นเรื่องตลกว่า มันไม่มีบิล เช็คบิลไม่ได้ ไม่มีใบเสร็จรับเงินนั้น เป็นวิวัฒนาการที่ผมมองว่าเป็นวิวัฒนาการย้อนหลังกลับไปสู่ยุคหิน คุณค่าของสังคมดี ๆ ที่เรามีอยู่ในอดีต เราลืมไปแล้วหรือเรามองแล้วหรือว่าที่คนโกงกินเป็นคนฉลาด สังคมไทยมองแล้ว หรือว่าคนโกงกินและมีตำแหน่งคือคนที่เราต้องเคารพ ที่เราต้องไหว้ สังคมไทยปล่อยให้โรคคอรัปชั่นเป็นเนื้อร้ายที่เมื่อ ๘๐ - ๙๐ ปีอาจเกิดขึ้นที่นิ้วหรือที่ขา แต่ในปัจจุบันนี้โรคคอรัปชั่นในเมืองไทย มันเป็นเนื้อร้ายที่เข้าไปแทบทุกชิ้นส่วนของร่างกายแล้ว เราปล่อยปะละเลยเรื่องนี้มาเป็นเวลานานแล้วและประเทศไทยสังคมไทยจะอยู่รอดหรือไม่รอดก็เพราะปัญหาคอรัปชั่น เพราะประเทศใดก็ตามปล่อยให้เนื้อร้ายนี้ลามปามไปถึงหัวสมองเมื่อไร มันก็สายเกินไปที่จะแก้ไข ที่ผ่านมาเราทำอะไร คนไทยบ่น นินทา พูดเป็นเรื่องขำ ทั้ง ๆ ที่เรารู้ว่าคนนั้นโกง คนนั้นกิน สังคมทำอะไรบ้าง และไม่ใช่เรื่องที่เรานั่งสนทนากันในงานสังคมหรือในวงการมหาวิทยาลัยหรือตามงานอื่น ๆ ถ้าเผื่อคนในสังคมไม่ลุกขึ้นมาช่วยแก้ปัญหานี้ ปัญหาคอรัปชั่นจะไม่หมดไป และจะช่วยกันแก้ไขอย่างไร เมื่อสี่ห้าวันที่คนไทยคงจะต้องตื่นตัวบ้างนะครับ ที่เราได้รับเกียรติเป็นอย่างสูง ที่จากการสำรวจของ Transparency International ที่จัดลำดับว่าเมืองไทยนั้นมีคอรัปชั่น ต้องเรียกว่าเกือบสูงสุดประเทศหนึ่งในภูมิภาคนี้ สิงคโปร์ไม่ต้องไปพูดถึง เขามีชื่อเสียงดี แต่เมื่อ ๖๐ ปีก่อน เขาก็มีปัญหาคอรัปชั่นของเขาอย่างมาก และไม่น้อยกว่าเมืองไทยแต่เขาทำสำเร็จ ฉะนั้นเราต้องตั้งต้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราต้องมีจิตมุ่งมั่นว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่คนสร้าง ถ้าเผื่อเป็นปัญหาที่คนสร้างเราก็ต้องแก้ได้ ใครก็ตามที่สนใจเข้ากระบวนการในอันที่จะแก้ปัญหาคอรัปชั่นให้มันน้อยลงไป ๆ ได้เรื่อย ๆ ต้องมีจิตมุ่งมั่นว่าสิ่งนี้แก้ไขได้และเป็นสิ่งที่ต้องทำ ดูตัวอย่างสิงคโปร์ ประเทศเพื่อนบ้านเรา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์เขาดีกว่าเราทั้งนั้น มันน่าอายแค่ไหน ถ้าจัดอันดับ เมืองไทยที่ ๘ ในเรื่องนั้น ที่ ๑๒ ในเรื่องนั้น แต่นี่มีแต่ลดลงหมด สิ่งที่เคยดีเคยงามเมื่อสามสิบสี่สิบห้าสิบปีก่อน เดี๋ยวนี้ก็เสื่อมลงหมด ในความเสื่อมนั้น ความเสื่อมของสังคม มันก็เกิดขึ้นจากความเสื่อมของจิตใจ ความเสื่อมทางด้านคุณธรรมและจริยธรรม เราไปโทษใครเขาไม่ได้ ยิ่งขณะนี้ประชาชนพลเมือง ๖๑ ล้านคน ให้มีคนดี ๕๘ ล้านคน มีคนไม่ดี ๓ ล้านคน มันก็เหม็นเน่าไปทั้งกลุ่ม ไม่ใช่ว่าคนดีไม่มี ไม่ใช่ว่าคนเก่งไม่มี ไม่ใช่ว่าคนเก่งและคนดีไม่มี แต่คนไทยส่วนใหญ่มองปัญหานี้เป็นปัญหานอกตัว และถ้าตามความคิดของเราปัญหานี้ไม่ใช่ของเรา คนไหนที่โกงเขากินเขารับบาปของเขาเอง เขาต้องใช้กรรมด้วยตัวของเขาเอง แล้วมันปรากฏเห็นไหมครับ ปรากฏเห็นทันตาเหมือนกันว่าหลายคนที่เรารู้ต้องรับบาปในชีวิตนั้นเอง มันพิสูจน์อะไรบางอย่าง แต่ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าผู้ที่โกงกินเขารับบาปหรือยัง เขารับในชาตินี้หรือรับในชาติหน้า เขารับตามสัดส่วนความผิดที่เขาทำหรือเปล่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่นี่ ประเด็นที่คนไทยจะต้องคิดก็คือว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ผมไม่มีความสุขหรือไม่มีความสบายใจ ไม่มีความสุขใจที่เห็นว่าคน ๆ หนึ่ง นาย ก โกงกินเป็นอย่างมากล้างผลาญทุกอย่างแล้วเขารับกรรมในชีวิตเขา ผมก็ยังสงสารภรรยาเขาซึ่งอาจไม่รับผิดชอบก็ยังอาจจะสงสารลูกเต้าเขา ซึ่งอาจไม่รับผิดชอบหรือรับผิดชอบด้วย แต่ก็อาจมีบางครอบครัวเลวทั้งพ่อทั้งลูกอันนั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาต้องรับผิดชอบส่วนตัวหรือเปล่า ประเด็นอยู่ที่ว่าโรคการกินการโกงนั้น มันเป็นโรคของสังคมที่บั่นทอนการบริหารที่ดี ที่บั่นทอนทรัพยากรของชาติที่เป็นอุปสรรคอย่างใหญ่หลวง ในการที่ประเทศนั้น สังคมนั้น ในการที่จะแก้ปัญหาของตนเองได้ อันนั้น เป็นโจทย์ที่เขาต้องคิดอย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เราต้องถือว่ามันเป็นโรคของสังคม เป็นโรคของประเทศชาติที่ต้องได้รับการเยียวยา วิธีแก้ไข วิธีต่อต้าน วิธีป้องกันต้องเอามาคิดกัน ผมไม่มียาวิเศษ ที่จะบอกสังคมได้ว่าจะต้องต่อต้านอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำคือต้องมีการเริ่มสร้างกลไก ในระดับบริหาร เริ่มสร้างกลไกในระดับสังคม กลไกที่จะต่อต้าน กลไกที่จะควบคุมและให้เกิดการลดน้อยลงไป อะไรที่จะช่วยได้ เราดูตัวอย่างง่าย คนเราเวลาจะทำผิด ไม่อยากให้คนเห็นหรอกครับ ถ้าคนคนนั้นรู้ว่าคุณธรรมคืออะไร อะไรผิดอะไรถูก คนที่ไม่รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูกนั้นมันกล้าทำทั้งนั้น ทั้งในห้องมืดและในที่โปร่งใส เพราะเขาไม่รู้ว่าอะไรผิดอะไรชอบหรือเขาแกล้งไม่รู้ว่าอะไรผิดอะไรชอบ ฉะนั้นเราจะเห็นอะไรหลาย ๆ อย่างในสังคมที่เกิดความกร่างขึ้นมา ไม่ใช่ว่าเขาต้องการกร่างแต่เขามองไม่เห็นว่าสิ่งที่เขาทำ สิ่งที่เขาพูดนั้นมันบาดหมางสายตาบาดหมางน้ำใจคนไทยแค่ไหน พวกนี้เราต้องถือว่าเปลี่ยนสันดานเขาไม่ได้ แต่มีบางพวกที่อาจไม่ได้ตั้งใจที่อาจหลงทางที่อาจมีความจำเป็นในชีวิตบางครั้งบางคราว ในบางตอนที่น่าเห็นใจหรือที่อาจจะตั้งใจดีแต่ถูกนำไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง อันนั้นเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลและก่อนที่จะสร้างกลไก ผมต้องพูดเรื่องนี้ และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะว่าให้มีกลไกดีอย่างไรถ้าคนไทยในสังคมไทยโดยเฉพาะรุ่นใหม่ ๆ ไม่รู้ว่าคุณธรรมอยู่ที่ไหน หรือจริยธรรมคืออะไร ไม่รู้ผิดไม่รู้ชอบ ไม่รู้ถูกไม่รู้ผิด ไม่มีความละอายใจ สิ่งเหล่านี้จะได้จากไหนต้องได้จากครอบครัวก่อน ต้องได้จากพ่อแม่จะได้จากการสั่งสอนรึเปล่า ส่วนหนึ่งได้จากการสั่งสอน แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดจะได้จากการที่ลูกเห็นว่าพ่อแม่นั้นปฏิบัติอย่างไร เด็กจะได้รับการประทับใจที่ลึกซึ้งที่สุดจะยืนนานที่สุด ถ้าเด็กเห็นการปฏิบัติตัวของพ่อแม่ ความประพฤติของพ่อแม่ และความสำคัญของพ่อแม่ เพราะฉะนั้นในสังคมไทย สถาบันครอบครัว ซึ่งกำลังสลายไปจะเป็นโดยเหตุผลทางธรรมชาติ เหตุผลทางเศรษฐกิจอะไรก็แล้วแต่สิ่งที่จะเสริมสร้างเรื่องคุณธรรม เรื่องจริยธรรมทางด้านครอบครัวนั้นลดน้อยลงตามลำดับ ในขณะเดียวกันพ่อแม่อาจปฏิบัติตัวไม่ดี ผมต้องขอยอมรับว่าเป็นคนหนึ่งหัวค่อนข้างโบราณในเรื่องบางเรื่อง ผมดูละครโทรทัศน์ในเมืองไทย ผมก็ดูไปด้วยความสลดใจเหมือนกัน พอไปพูดมากคนก็บอกว่าผมเป็นคนไม่เข้าใจสังคมไทย ผมถามว่าเพราะอะไรเขาบอกว่าที่คนชอบละครน้ำเน่า เพราะว่ามันสะท้อนภาพที่แท้จริงของเมืองไทย สะท้อนภาพที่แท้จริงของการวิธีการปฏิบัติระหว่างพ่อแม่และลูก ผมขอเถอะถ้าเป็นเช่นนั้น ผมขออยู่ในโลกของความโง่มากกว่าหรืออยู่ในโลกของความไม่เป็นจริง หรืออยู่ในโลกที่สมัยผมเป็นเด็ก ๆ อยู่ ผมไม่ได้ล้าสมัย ผมมีลูกมีหลาน แต่บางสิ่งบางอย่างผมทนไม่ได้

     ความทันสมัยกับสังคม ความทันสมัยในความคิดนั้น มันคนละอย่างกับความต้องการทันสมัย เหมือนอย่างวิธีปฏิบัติของสังคม ข้างนอกสังคมตะวันตกในบางสังคม แต่อย่าไปคิดว่าสังคมตะวันตก ที่เราคิดว่าเขาเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่การไปเลียนแบบเขา เราไปเลียนแบบที่ไม่ดี เราไปเลียนแบบความประพฤติของค่านิยมของชนกลุ่มน้อย ของสังคมเล็ก ๆ ในตะวันตกเท่านั้น อย่าไปคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นในหนังที่เห็นตามที่ต่าง ๆ นั้นเป็นวัฒนธรรมของเขาทั่วประเทศ ไม่ใช่แล้วเราอย่าไปเลียนแบบเขา เราต้องคิดดีพอแล้ว บางสิ่งบางอย่างที่เป็นของคนไทยในอดีตที่มันไม่ดี มันไม่งาม มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องมานิยมชมชอบในปัจจุบัน เราต้องมีวิถีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งไม่ดีเป็นสิ่งที่ดีให้ได้ ในเรื่องของคุณธรรมจริยธรรมต้องเกิดขึ้นจากครอบครัว ต้องเกิดจากพ่อแม่ เกิดจากพี่น้องเกิดจากครู ผมเคยออกรายการโทรทัศน์ครั้งหนึ่งเป็นรายการทางด้านการเมืองแล้วคนถามผมว่ากินตามน้ำคอรัปชั่นไหม ผมฟังแล้วสะอึก แต่ผมเข้าใจว่าผู้ถาม ถามด้วยความตั้งใจไม่ใช่ถามเพราะความโง่ คำตอบผมคือว่ากินตามน้ำก็คอรัปชั่น เหนือน้ำก็คอรัปชั่น ใต้น้ำก็คอรัปชั่น กินคอมมิชชั่นก็คอรัปชั่น กินล่วงหน้าก็คอรัปชั่น กินให้หลังก็คอรัปชั่นทั้งนั้น ผมหวังว่าสังคมไทยคงไม่มาถามนะครับว่ากินตามน้ำคอรัปชั่นไหม แต่ตัวเราเองเราจะต้องรู้ว่าอะไรผิดอะไรชอบในการปรับปรุงตนเอง

     มาถึงการสร้างกลไกผมอ้างถึงทศพิศราชธรรมผมพูดถึงหลายสิ่งหลายอย่างสมัยการปกครองสมัยนั้นพระเจ้ารามคำแหง วิธีที่จะป้องกันคอรัปชั่นสิ่งแรกคือหลักนิติธรรม เราต้องมีระบบ Rule of Law หลักนิติธรรมคืออะไร คือต้องมีกฎหมายที่เป็นธรรม ไม่ใช่กฎหมายอย่างบางฉบับในปัจจุบัน กฎหมายจะมีความศักดิ์สิทธิ์จะต้องเป็นกฎหมาย ที่ไม่ใช่จะให้ความยุติธรรมอย่างเดียว จะต้องเป็นความยุติธรรมที่จะต้องแฝงธรรมะเข้าไปด้วย และจะต้องสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ไม่ใช่สิ่งที่ออกมาแล้วยี่สิบปีสามสิบปี ในปัจจุบันจะเป็นสิ่งที่ดี ไม่ใช่หลัก Rule of Law นี้สำคัญ และสำคัญที่สุดคือว่าทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายด้วยความเสมอภาค ถ้าเผื่อนาย ก กับนายอานันท์กระทำสิ่งเดียวกัน และนาย ก ถูกตัดสินจำคุก ๑๐ ปี แต่นายอานันท์รอดตัวมาอันนี้ไม่ถูก เพราะฉะนั้นภายใต้กฎหมาย ภายใต้ Rule of Law ภายใต้หลักนิติธรรมนั้นคนไทยทุกคนต้องได้รับการปฏิบัติด้วยความเสมอภาค ตำแหน่งฐานะต้องไม่มาเกี่ยวโยง

     อันที่สองผมพูดถึงสมัยพระเจ้ารามคำแหงติดกระดิ่งนี้คือเรื่องข้อมูล เรื่องของความโปร่งใส ผมพูดถึงว่าใครก็ตามที่อยากทำผิด ก็อยากทำในที่มืด ๆ ไม่อยากให้คนเห็น บางครั้งความละอายใจก็เกิดขึ้นบ้าง ผมเคยถูกตำรวจหยุดรถผม แล้วบอกว่าคนขับรถผมขับรถผิดช่อง แล้วไถเงิน ๑๐๐ บาท พอดีผมมีปัญหาคนขับรถซื่อ ๆ หน่อย เวลาผมไปไหนผมจะต้องบอกคนขับรถเสมอว่าอย่าทำผิดกฎจราจร แล้วก็ถ้าเผื่อตำรวจเรียกหยุดรถละก็อย่ามาอ้างชื่อผม ถ้าเผื่อผมนั่งอยู่ข้างหลังผมจะไม่ช่วยเหลืออะไรเขาให้เป็นหน้าที่เขา วันนั้นผมจะต้องไปงาน ซึ่งผมไปสายไม่ได้ ก่อนหกโมงเย็นเล็กน้อยขับรถมาจากบ้านมาถึงสี่แยกที่ตัดกันระหว่างอโศกกับเพชรบุรีตัดใหม่ ซึ่งกำลังมีการซ่อมหรือมีการสร้างทางรถไฟเป็นการใหญ่ คนขับรถรู้ว่าผมต้องไปถึงสถานที่นั้นประมาณ ๑๘.๑๕ น. ขณะนั้นมีเวลาอีก ๒๐ กว่านาที พอดีเป็นวันอาทิตย์ ผมบอกว่ามีเวลาขับสบาย ๆ แต่ก็อย่างว่าเขาไปเข้าช่องผิด แทนที่จะไปเข้าช่องตรง เขาเห็นว่าทางซ้ายรถไม่ค่อยติด เขาไปเข้าช่องซ้ายซึ่งต้องเลี้ยวซ้าย ตามกฎจราจรความผิดก็เป็นของเขา พอขับผ่านสี่แยกไปก็มีตำรวจคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซด์ออกมา อันนี้เป็นการเตือนสติสถานีตำรวจที่คุมพื้นที่นั้นด้วย คนขับรถผมถูกโบกให้หยุดรถ ผมเป็นคนที่ว่าเวลาไปไหนเสื้อจะไม่ใส่ จะแขวนไว้ในรถ แล้วผมนั่งอยู่ข้างหลังเสื้อก็จะบังหน้าผม ผมสังเกตดูคนขับรถหยุดรถแล้วเปิดประตูรถออกไป ตำรวจบอกว่าผิดช่อง ช่องนี้ต้องเลี้ยวซ้ายไม่ใช่ช่องตรง ขอดูใบขับขี่ คนขับรถผมก็มีความปอด บอกว่าพี่ ๆ ตกลงได้ไหม ผมก็ฟังอยู่ตลอดเวลา ตำรวจก็คงไม่พูดอะไรมากคงพยักหน้าผมไม่เห็น เพราะมันพลบค่ำพอดีมีเสื้อผมบังหน้า ได้ยินตำรวจบอกว่าเอาใบขับขี่มา ผมก็มองเห็นอยู่ คนขับรถผมเอาเงินให้แต่คนขับรถผมไม่ชินกับการให้เงินสินบนเท่าไร ผมได้ยินเสียงตำรวจอย่างแน่ชัด ผมนึกขำอยู่ในใจ อ้าวทำไม ทำอย่างนี้ล่ะคนก็เห็นหมดซิ แล้วคนขับรถผมบอกว่าขอโทษครับพี่ คนขับรถก็เอาเงินสด ๑๐๐ บาทใส่ในใบขับขี่ แล้วตำรวจพูดว่าคราวหน้าอย่าทำอีกนะไปได้ ตอนนั้นผมเป็นนายก ๒ หน เป็นประธานกรรมการบริษัทมาหลายปี ไม่เคยมีครั้งไหนที่ผมตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำอย่างไร เป็นจังหวะในชีวิตของผมที่คิดอย่างหนักว่า หนึ่ง ผมลดกระจกลงมาให้ตำรวจเห็นหน้าผมแล้วก็ขอชื่อเขาไปรายงานนายเขาแล้วก็บอกว่า อย่าทำอีกนะ หรืออาจต้องใช้เวลาอีก ๑๕ - ๓๐ นาทีแล้วทำให้ตำรวจคนนั้นตกใจมาก หรือ สอง ไม่ทำอะไรทั้งสิ้นรับรู้ในการที่คนขับรถผมให้เงินเขา ๑๐๐ บาท แล้วก็ให้เขาขับรถไปถึงงานตามกำหนดเวลา ใช้เวลาตัดสินใจอยู่นาน สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมคิดว่าปล่อยไปก่อน เพราะว่าไม่ต้องการไปงานสาย จำเป็นต้องไปถึงเวลา งานนั้น คิดว่าตำรวจไถเงิน ๑๐๐ บาท ป่านนี้เขาอาจไถได้อีกซัก ๕๐๐ บาท เขาคงไม่ได้ทุกวัน ไถเดือนละสัก ๔ ครั้ง เขาอาจได้ผลประโยชน์ไปในเดือนนั้น ๔,๐๐๐ - ๕,๐๐๐ บาท เขาอาจมีลูกหลายคน เมียเขาอาจจะเจ็บ ถ้าเกิดเล่นงานตำรวจคนนี้ ซึ่งก็น่าเล่นงานแล้วเรามองว่าคนเดินตามถนนหรือคนที่ขี่รถเบนซ์สวย ๆ หรือคนที่ใส่สายสะพายงาม ที่ปล้นราษฎรเป็นพัน ๆ ล้าน ยังลอยนวลอยู่ได้และยังเป็นที่ยอมรับนับถือของสังคมไทย ถ้าเกิดผมทำในตอนนั้นนายตำรวจคนนั้นโดยเฉพาะผมเป็นคนฟ้อง หรือตั้งข้อกล่าวหาเขา ชีวิตราชการของตำรวจคนนั้นหรือชีวิตครอบครัวเขาอาจสลายไปเลย จากการที่ผมไปจับเขาได้ว่า เขาไถเงินจากคนขับรถผมไป ๑๐๐ บาท อันนี้เป็นสิ่งที่ผมชั่งใจอยู่อย่างมากว่าจะทำหรือไม่ทำ

     อันนี้ไม่ใช่นอกเรื่องเล่าจากความจริง และความรู้สึกว่าแม้แต่คอรัปชั่นมันก็มีลักษณะที่แตกต่างกันมาก ผมไม่ได้พูดถึงคอรัปชั่นของการไถเงิน ๑๐๐ บาท ทั้งที่ผมรู้ว่ามันผิด ดังนั้น เราต้องสร้างกลไกมีหลักนิติธรรม สร้างความโปร่งใสต้องให้ข้อมูล ปัจจุบันเรามีพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารแล้วประชาชนรู้ไหม ประชาชนใช้สิทธิและใช้ประโยชน์จากพระราชบัญญัตินี้หรือเปล่า การประมูลราคาก็ดี การกระทำสัญญาต่าง ๆ ก็ดี โดยเฉพาะสัญญาซื้อขายจากหน่วยราชการต่าง ๆ เราใช้ประโยชน์จากการที่ต้องได้รับข้อมูลหรือเปล่า ถ้าเผื่อประชาชนในสังคมไทยไม่ตระหนักถึงกฎหมายใหม่ ๆ ที่เรามีอยู่ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารและอื่น ๆ ที่จะตามมาอีก บ่นข้างหลังเฉย ๆ ไม่ได้หรอกครับ นินทาไม่ได้ หัวเราะไม่ได้ เราต้องใช้สิทธิของเรา สิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญ เราต้องมีส่วนรู้เห็น เราต้องกระโจนเข้าไปในเวที ในอันที่จะทำให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น ในอันที่จะทำให้เกิดการได้รับข้อมูลข่าวสารของรัฐมากขึ้น ที่ผ่านมาผมเป็นนายกฯ ครั้งที่ ๒ เป็นโชคดีของผม ครั้งแรกเราออกพระราชบัญญัติค่อนข้างจะมากหลายสิ่งหลายอย่างกระทบกระเทือนผลประโยชน์และความผาสุกของสังคม ผมเป็นคนไม่ค่อยมีรากฐานเดิมในเรื่องของการบริหาร ผมไม่รู้หรอกครับว่าหลังพระราชบัญญัติออกแล้วจะไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าจะมีกฎกระทรวงออกมา ผมกลับไปหนที่สองไปถามดูปรากฎว่า นายอานันท์ ไปแล้ว มันคงไม่กลับมาอีกแล้ว อุบัติเหตุ ๒ ครั้งในชีวิตไม่ควรจะมี ผมกลับมาปรากฏว่าพระราชบัญญัติออกไป ไม่มีกฎกระทรวงออกหรือกฎกระทรวงออกมาบิดเบือนด้วย ผมกลับไปครั้งที่ ๒ สี่เดือนหลังนั้นต้องไปเร่งหน่วยราชการต่าง ๆ ไปดูแลให้เขาออกกฎกระทรวงเป็นครั้งแรก คณะรัฐมนตรีมีมติซึ่งปัจจุบันผมไม่ทราบว่ามีการทำตามหรือเปล่าว่ากฎกระทรวงนั้น ต้องติดให้ประชาชนได้รับทราบตามอำเภอ ตามตำบล ตามหน่วยงานราชการทั้งหลาย เพราะมิฉะนั้นถ้าคนไปบอกว่าตามกฎหมายสิทธิเป็นอย่างนี้ ข้าราชการจะบ่นบอกว่ามันขัดกับกฎกระทรวง เริ่มต้นอย่าให้ราชการหลอกเราได้ว่ากฎกระทรวงนั้น ไม่ตรงกับกฎหมาย กฎกระทรวงนั้นอยู่บนมูลฐานของตัวกฎหมาย ถ้าอ้างกฎกระทรวงมาก ๆ ต้องขอดู ประชาชนต้องขอดู สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสิ่งเล็กสิ่งน้อย แต่เป็นสิ่งที่เราต้องสอนให้คนไทย สังคมไทยรู้ว่าสิทธิของเรามีอะไร สิทธิภายใต้กฎหมาย สิทธิของการเป็นมนุษยชนและเราต้องรักศักดิ์ศรีของตนไว้ เราต้องสร้างกลไก ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้สร้างกลไกขึ้นมามาก เป็นกลไกที่สร้างองค์กรอิสระที่จะตรวจสอบที่จะคานอำนาจ ที่จะให้เกิดความโปร่งใสและให้เกิดการลงโทษ รัฐธรรมนูญมีคณะกรรมการเลือกตั้ง เพื่อดูความโปร่งใส ดูความใสสะอาด ซึ่งจะดูได้มากแค่ไหน ผมไม่ค่อยแน่ใจ เรามีคณะกรรมการ ปปช. ปราบปรามคอรัปชั่น มีตุลาการรัฐธรรมนูญ อาจมีศาลปกครอง อาจจะมีคณะกรรมการการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งขับสู้อยู่มานานกว่าจะออกมาเป็นพระราชบัญญัติในปัจจุบัน เหนื่อยเพราะศรีธนญชัยเยอะเหลือเกินในเมืองไทย วิ่งกันขวักไขว่ รถติดเต็มในกรุงเทพฯ อาจยังไม่แน่นหนาในทางบางแห่งที่เป็นทางสัญจรของพวกศรีธนญชัยทั้งหลาย แต่ต้องทำและดูแลองค์กรอิสระให้เขา อิสระจริง มีคนดี ๆ เข้าไปอยู่จริง และเขาทำตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเลิกคิดเถอะครับว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะสามารถแก้ปัญหาของสังคมไทยทั้งหมด มันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีสังคมใดที่การแก้ปัญหานั้นจะอาศัยตัวบทกฎหมายแต่อย่างเดียว อังกฤษก็เป็นประชาธิปไตยที่ค่อนข้างสูงค่อนข้างจะมากเป็นที่นิยมชมชอบ เขายังไม่มีรัฐธรรมนูญที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าเราลองคิดว่าประเทศอังกฤษ ซึ่งใช้ระบอบประชาธิปไตยที่ค่อนข้างสมบูรณ์ประเทศหนึ่งในโลกแล้ว เขาไม่มีรัฐธรรมนูญที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วมองย้อนประเทศใดก็ตามที ซึ่งมีรัฐธรรมนูญที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วทุกอย่างมันจะเรียบร้อยก็ไม่จริงเสมอไป เพราะว่าสังคมนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับระบอบ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวรัฐธรรมนูญอย่างเดียว มันต้องขึ้นอยู่กับการที่เราจะต้องสร้างกลไกในสังคมต่าง ๆ ให้เกิดการคานอำนาจ ให้เกิดความโปร่งใส ให้เกิดความรับผิดชอบ มีหลักนิติธรรม และที่สำคัญที่เราเองยังไม่ค่อยมีคือมีสื่อ สื่อที่อิสระ สื่อที่เป็นธรรม และสื่อที่ไม่หากินจากสังคมในทางมิชอบ สื่อที่ไม่มีการคอรัปชั่น เพราะว่าถ้าสังคมนั้น ไม่มีสื่อที่มีความเป็นอิสระ ไม่มีสื่อที่มีความกล้า ไม่มีสื่อที่ยืนหยัดในหลักการ ในการต่อสู้เรื่องคอรัปชั่น เราก็ขาดอุปกรณ์ไปอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราก็ต้องหวังว่าจากการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จากการตื่นตัวของประชาชนมากขึ้น จากการที่เราสร้างวัฒนธรรม ความคิดซึ่งเขียนในรัฐธรรมนูญว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ถ้าเราอยากเป็นเจ้าของ เราจะต้องหวงแหน เราต้องต่อสู้สิทธิของความเป็นเจ้าของ ความเป็นเจ้าของประเทศ เราต้องแสดงออกถึงความต้องการของเรา ทั้งในทางด้านสิทธิและความชอบธรรมที่จะเข้าไปร่วมในกระบวนการการเมือง ซึ่งในกระบวนการการเมืองในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการเลือกตั้งอย่างเดียว การเลือกตั้งเป็นเพียงส่วนหนึ่งแต่คนไทยทุกคนที่เป็นเจ้าของประเทศ ถ้าเราไม่มีจิตสำนึกในเรื่องนี้ ว่าเราจะใช้สิทธิของการเป็นเจ้าของประเทศอย่างไร จะใช้สิทธิของการควบคุม และกำหนดวิธีการที่เข้ามีส่วนร่วมในการพิจารณา มีส่วนร่วมในการตัดสินใจและรับผิดชอบร่วมกัน ถ้าเราไม่แสดงจิตสำนึกอันนี้ ไม่เข้าไปอยู่ในวงจร เราเท่ากับตัดอนาคตของตนเอง เราอย่าไปโทษใคร อย่าไปโทษ IMF อย่าไปโทษฝรั่ง อย่าไปโทษคนนั้น อย่าไปโทษคนนี้ เราต้องโทษตัวเอง ถ้าเราอยากเห็นลูกหลานเราอยู่ในสังคมที่ดีขึ้น สังคมที่ยังเก็บความดีงามของสังคมไทยในอดีต สังคมที่เป็นอิสระมาตั้งแต่ดั้งเดิมกว่า ๗๕๐ ปี สังคมที่มีความเอื้ออาทรกัน เราต้องเริ่มทำและทำอย่างจริงจัง และผมไม่ได้พูดแบบพูดพล่อย ๆ ผมอายุ ๖๗ แล้วปีนี้ และผมเห็นเมืองไทยมาทุกมุมทุกด้าน วันก่อนผมเจอลูกเพื่อนคนหนึ่ง เด็กอายุ ๒๔ มีบริษัทเล็ก ๆ ของเขาทำทางด้านเกี่ยวกับโฆษณา ทำ TV Production ซึ่งหากินส่วนใหญ่เกี่ยวกับหน่วยราชการ เพราะว่าหน่วยราชการหลายหน่วยมีงบประมาณในการซื้อเวลาหรือมอบหมายให้ทำ เด็กคนนี้พูดกับผมอย่างเศร้าว่าคุณลุงผมอยู่ในงานนี้มาสองปีครึ่ง ผมต้องติดต่อหน่วยงานราชการตลอดเวลา ผมยังไม่เคยเห็นเลยว่ามีหน่วยราชการใดที่ไม่โกง อันนี้เป็นปัญหาที่พวกคุณทั้งหลายต้องไปขบคิดเอาเอง ผมบอกได้อยู่ ๒ - ๓ อย่าง

  1. ต้องแก้ไข ต้องทำอย่างจริงจัง พยายามเปลี่ยนวัฒนธรรมความคิด โดยเฉพาะเห็นว่าปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาส่วนตัวไม่ใช่ปัญหาประหัตประหาร แต่เป็นโรคของชาติ โรคของสังคมต้องได้รับการเยียวยาต้องแก้ไข มิฉะนั้นชีวิตอยู่ไม่รอด อย่าไปคิดนะครับว่าลัทธิหรือการปกครองคอมมิวนิสต์ ในรัสเซียก็ดี ในที่ต่าง ๆ ก็ดี มันถึงความหายนะ เพราะเกี่ยวกับลัทธิคอมมิวนิสต์ จริง ๆ แล้วหายนะ เพราะเรื่องคอรัปชั่น ส่วนใหญ่เป็นปัญหาของชาติที่สำคัญมากต้องแก้ไขอย่างจริงจัง
  2. เราต้องเริ่มสร้างกลไกต่าง ๆ ต้องดูแลกลไกที่ผมพูดถึงนั้นเป็นกลไกที่สามารถปฏิบัติงานได้จริง เพิ่มเติมหน่อย
  3. เราต้องเริ่มมีกลุ่มในสังคมต่าง ๆ ที่เราเรียกว่าหมู่คณะหรือองค์กรของภาคประชาชน เรามีสายงานด้านสิ่งแวดล้อมมากแล้วและเขาทำได้ดี สายงานขององค์กรหรือชุมชนที่ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจังหวัดแพร่ น่าน และต่างจังหวัดเขาทำได้ดีมาก เราต้องมีกลุ่มคณะหรือองค์กรต่าง ๆ ดูแลเรื่องคอรัปชั่น ในการสร้างกระแสความคิดของสังคมและเสนอแนะแนวทาง

ประเทศอิตาลีซึ่งรู้ว่าเป็นประเทศที่มีคอรัปชั่นมากที่สุดในโลก หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เขาต้องใช้วิธีเปลี่ยนความคิด และวัฒนธรรม ผมไปอิตาลีบ่อยเหมือนกัน แต่ครั้งหนึ่งเมื่อสี่ห้าปีมาแล้ว ผมเจอเพื่อนอิตาลีคนหนึ่งเขาบอกว่าค่อนข้างมีการเปลี่ยนแปลงวิถีความคิด เพราะสมัยก่อนคนอิตาเลียนก็เหมือนคนไทยทุกอย่างตามสบาย คอรัปชั่นในอิตาลีมีมาก คอรัปชั่นในกระบวนการทางการเมือง ในภาคเอกชน แต่เมื่อสี่ห้าปีเป็นครั้งแรกที่นักการเมืองคนหนึ่ง มีชื่อเสียงโกงกินเดินไปที่ไหนคนจะ Boo ในถนนเป็นครั้งแรกในอิตาลีในสังคมไทยผมยังไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นได้ สิ่งนี้ในภาษาฝรั่ง เรียกว่า Social Sanction เราไม่ต้องทำอะไรมากหรอกครับ เลิกไหว้กันซะที เราจะได้ไม่เสียกำลังยกมือขึ้นบ่อยครั้งในแต่ละวัน แต่ต้องทำและต้องทำโดยเร็วและทำอย่างไม่ยับยั้งและทำให้เกิดผล

 

รวมปาฐกถาภาษาไทย

คำกล่าวเปิดการสัมมนาวิชาการประจำปี ๒๕๔๓
เรื่อง “สังคมโปร่งใสไร้ทุจริต”
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ร่วมจัดโดย
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
โรงแรม แอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน ชลบุรี
๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๓

ท่านผู้มีเกียรติ

ก่อนอื่น ผมขอถือโอกาสแสดงความยินดีกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่ได้ดำเนินงานมาครบรอบ ๑ ปีวันนี้ ป.ป.ช. เป็นหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญที่สะท้อนมิติใหม่ในสังคม และในรอบ ๑ ปีที่ผ่านมา ป.ป.ช. ก็ได้แสดงผลงานให้เห็นแล้วอย่างเป็นรูปธรรม ในฐานะประชาชนคนไทย ผมขอแสดงความชื่นชมและให้กำลังใจ


ในรอบ ๑ ปีที่ผ่านมา มีกระแสความพยายามแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นอย่างต่อเนื่องจากหลายฝ่าย เริ่มจากผู้ร่วมจัดการสัมมนาก่อน ป.ป.ช. เองก็เดินหน้าเต็มตัวให้เหมาะสมกับอำนาจและหน้าที่ใหม่ ในภาคราชการ สำนักงาน ก.พ. มีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติภาคราชการและได้สนับสนุนให้มีการสำรวจประสบการณ์เกี่ยวกับการคอรัปชั่น ทั้งจากครัวเรือน ภาครัฐ และภาคเอกชน สถาบันเองก็ผลักดันเรื่องธรรมาภิบาลมาโดยตลอด


ในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มสมาคมวิชาชีพด้านธุรกิจการก่อสร้าง ก็เริ่มมีการพูดคุยอย่างเปิดเผยถึงการจ่ายเงินใต้โต๊ะ และกลเม็ดเด็ดพรายต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการติดต่องานกับภาคราชการ ภาคประชาสังคมก็มีการเคลื่อนไหวกันมาอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือเช่นนี้เป็นสิ่งดีที่ควรรักษาไว้และพัฒนาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพราะการต่อสู้กับปัญหาที่สลับซับซ้อนอย่างการทุจริตคอรัปชั่น ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการทำงานแบบต่างคนต่างทำหรือโดยบุคคลเพียงกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด


ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นหรือการฉ้อราษฎร์บังหลวง เป็นปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดของสังคมไทยในปัจจุบัน รากเหง้าของการคอรัปชั่นได้แผ่ขยายและฝังลึกไปสู่สังคมทุกภูมิภาค บ่มเพาะและเพิ่มพูนทั้งปัญหาการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ ผลการสำรวจของสำนักงาน ก.พ. พบว่าบริษัทถึงร้อยละ ๙๖.๔ เคยให้ค่าน้ำร้อนน้ำชากับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยต้องจ่ายค่าสินบนเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ ๓๐ ของรายได้ ในขณะที่ครัวเรือนที่มีรายได้ปานกลางและสูง จ่ายค่าสินบนต่ำกว่าร้อย ละ ๕ และร้อยละ ๑ ของรายได้เท่านั้น


เราจะเห็นได้ชัดว่า การฉ้อราษฎร์บังหลวงทำให้การบริหารงานในภาครัฐและภาคเอกชนไม่เป็นไปตามกติกา ประเทศชาติต้องสูญเสียรายได้ที่พึงมี ประชาชนผู้เสียภาษีต้องแบกรับภาระ และที่สำคัญ การคอรัปชั่นทำให้เกิดความไม่แน่นอน ไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันซึ่งกันและกัน ผู้คนเสื่อมศรัทธาในกติกาและกฎหมาย สมาชิกในสังคมขัดแย้งแตกแยก และเมื่อไหร่ที่ความเป็นสังคมล้มเหลว สังคมนั้นก็จะอยู่รอดต่อไปไม่ได้ สังคมจะไร้ศักยภาพ ผู้คนไม่มีความสุข ไร้คุณภาพชีวิตที่ดี


ผมคิดว่าสิ่งที่ทุกคนควรต้องทำความเข้าใจให้มาก คือการทุจริตคอรัปชั่นส่งผลเสียต่อคนในสังคมทุก ๆ คน ไม่ว่าคนคนนั้นจะดีหรือเลว จะสุจริตหรือทุจริตก็ตาม ในสังคมที่การยื่นซองประมูล จะต้องมีเจ้าหน้าที่ถือปืนมาดูแลความเรียบร้อย ในสังคมที่มีการทุจริตแม้แต่ในการขายนากล่องหรือตำราเรียนให้โรงเรียนประถมหรือการซื้อยาของกระทรวงสาธารณสุข ในสังคมที่จะเลือกตั้งกันที ก็ต้องขึ้นทะเบียนรายชื่อมือปืนกัน มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ที่ใครจะคอรัปชั่น มีเงิน มีอำนาจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีชีวิตสุขสบายต่อไปจนชั่วลูกหลาน


ทั้ง ๆ ที่การทุจริตคอรัปชั่นเป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมไทยมานานหลายสิบปี แต่ทำไมเราจึงยังไม่สามารถแก้ไขให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้


ผมเห็นว่า ที่ผ่านมา หนึ่ง เรายังไม่เคยแก้ไขปัญหากันอย่างเป็นระบบด้วยกลไกเชิงโครงสร้างส่วนใหญ่ เป็นการแก้ไขแบบแยกส่วนที่ปลายเหตุ เน้นการปราบปรามแต่ละเลยการป้องกัน และยิ่งกว่านั้น กลไกการปราบปรามที่เราเน้นก็ยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ


สอง ค่านิยมของสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก สภาวะการแข่งขันทางเศรษฐกิจและลัทธิบริโภคนิยมได้ส่งเสริมให้คนมีค่านิยมเห็นเงินเป็นพระเจ้า เห็นว่าเงินเป็นปัจจัยแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะในเรื่องการงาน เรื่องธุรกิจ เรื่องการเมืองหรือแม้แต่เรื่องชีวิตส่วนตัว ในสังคมนี้ยังมีคนมากมายที่เชื่อว่า ถ้ามีเงิน เงินจะนำมาซึ่งอำนาจ หรือถ้ามีอำนาจ ก็จะสามารถใช้อำนาจนั้นต่อยอดหาเงิน อะไรจะมาก่อนก็ไม่เป็นไร ขอให้มีเงินและมีอำนาจก็แล้วกัน หลังจากนั้น ในค่านิยมสังคมไทยในปัจจุบันเกียรติยศชื่อเสียงก็จะตามมา


สาม ค่านิยมของสังคมที่บิดเบือน ส่งผลกระทบต่อการสร้างนิสัยของบุคคล มีอิทธิพลต่อการแยกแยะว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรดี อะไรเลว และส่งผลต่อมาถึงการตัดสินใจว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ การทุจริตคอรัปชั่นเป็นเรื่องที่แยกออกไม่ได้จากประเด็นเรื่องคุณธรรม จริยธรรม เพราะในกระบวนการทุจริตนั้น หมายความว่ากำลังมีคนถูกโกง ถูกเอาเปรียบ และได้รับความทุกข์เดือดร้อน


ในเมื่อการทุจริตคอรัปชั่นเป็นเรื่องซับซ้อน และโยงใยกับผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคลหลายฝ่าย อีกทั้งยังแพร่กระจายไปในแทบทุกส่วนของการดำรงชีวิต ปัญหานี้จึงต้องมุ่งแก้ไขอย่างเป็นองค์รวม


ผมขอฝากข้อสังเกตเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นอย่างเป็นองค์รวมไว้สักสองสามประการ


ประการแรก

เราต้องไม่มองปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นแยกส่วนออกจากปัญหาอื่น ๆ ของระบบ การคอรัปชั่นเป็นเรื่องซับซ้อน เป็นบ่อเกิดและเป็นแหล่งหมักหมมของปัญหาอื่น ๆ อีกมากมายก็จริง แต่ในขณะเดียวกันการคอรัปชั่นก็เป็นภาพสะท้อนความไร้ประสิทธิภาพของระบบด้วย เราจึงต้องมองว่าปัญหาการทุจริต ปัญหาความยากจน ปัญหาการศึกษา ปัญหาระบบการบริหารในภาคราชการ ปัญหาความไม่โปร่งใสในการประกอบธุรกิจ หรือแม้แต่ปัญหาความไม่เข้มแข็งในภาคประชาสังคม เหล่านี้ ล้วนเป็นเรื่องที่แยกออกจากกันไม่ได้ ในมุมมองของการแก้ปัญหาทุจริตจะต้องคำนึงถึงบริบทของปัญหาอื่น ๆ ประกอบกันไปด้วย การแก้ปัญหาอื่น ๆ ของระบบก็จะต้องคำนึงถึงเงื่อนไข อิทธิพลและบทบาทที่การทุจริตคอรัปชั่นมีต่อสภาพปัญหานั้น ๆ เราจึงจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างครบวงจร


ประการที่สอง

เราต้องมองว่าปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น เป็นปัญหาหลายระดับ


ในระดับบุคคล ปราการต้านการทุจริตก็คือจริยธรรมและคุณธรรมประจำใจ อันนี้เป็นเรื่องของอุปนิสัย เป็นเรื่องของการอบรม การที่พ่อแม่ ครูอาจารย์ เพื่อนฝูง และผู้ใหญ่ในสังคมต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่าง เป็นผลผลิตของกระบวนการระยะยาว


ในระดับสังคม เป็นเรื่องการกำหนดลักษณะความสัมพันธ์ ซึ่งรวมถึง ค่านิยม ความเชื่อและธรรมเนียมปฏิบัติต่าง ๆ ด้วย ลักษณะความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่กำหนดได้ด้วยระบบความคิดและความเข้าใจ ดังนั้น ถ้าจะแก้ปัญหาการทุจริต มาตรการเชิงสังคมอันดับแรกในใจของผม คือ เราต้องทำให้คนในสังคมรู้เห็นตรงกัน ว่าการกระทำอย่างไรจัดว่าเป็นการคอรัปชั่น อะไรไม่ใช่คอรัปชั่น


การเรียกร้องและการให้สินบน การเบียดบังเงินของหลวง ไม่ว่าจะทำคนเดียวหรือเป็นเครือข่าย ที่เขาเรียกว่ากินเหนือน้ำ กินใต้น้ำ อันนี้ ชัดเจนว่า เป็นคอรัปชั่นแน่นอน แต่สำหรับในกรณีที่คลุมเครือกว่านั้น ยกตัวอย่างเช่น บ้านเราเป็นสังคมที่ยึดถือน้ำใจ ใครทำอะไรให้ก็อยากตอบแทน จึงมีคำว่าสินน้ำใจ ถ้านาย ก. ชนะการประมูลโดยไม่ได้ช่วยอะไรเลย ขาวสะอาดทุกอย่าง แต่พอชนะแล้ว นาย ก. เอาของขวัญมาให้ผม ผมรับ ถ้าผมรับ ผมก็ผิดทั้ง ๆ ที่ผมไม่ได้ทำอะไรให้เขา การรับมันขึ้นอยู่ที่ว่าของที่เขาให้นั้น เขาให้อะไร ถ้าเผื่อเป็นของเล็กน้อย เป็นปากกา ๑ ด้าม อย่างนั้น ก็อนุโลมได้ในสังคมไทย แต่ถ้าเผื่อว่าเอารถยนต์มาให้ผม หรือเอาทองมาให้ผม ๑๐ แท่ง อันนั้นไม่ใช่สินน้ำใจ อันนั้นเป็นการให้ประโยชน์ ถึงแม้จะเป็นการให้ประโยชน์หลังเหตุการณ์ แต่จะผูกพันคน ๆ นั้น ในการวินิจฉัยพิจารณากรณีต่อ ๆ ไปในอนาคต เราอาจจะพูดได้ว่าเราไม่ได้ขอนี่ เขาเอามาให้เอง เรากินตามน้ำ กินตามน้ำประเภทนี้ผิดครับ


อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญแต่หลายคนยังไม่เข้าใจก็คือการขัดแย้งทางผลประโยชน์ หรือ Conflict of Interest สิ่งนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย Conflict of Interest ไม่มีคำแปลในภาษาไทยที่ชัดเจน จึงทำให้มีความสงสัยอยู่เสมอว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่ Conflict of Interest ก็คือการที่ผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์สาธารณะเกิดขัดแย้งกัน สมมติว่าผมเป็นอธิบดีวันนี้ วันรุ่งขึ้นเกษียณ ไปนั่งเป็นกรรมการบริษัทที่ผมเคยควบคุมเสียแล้ว อย่างนี้ก็ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสุรา บุหรี่ บริษัทการเงิน จะเป็นหนึ่งวันหลังจากเกษียณ หรือแม้แต่ ๒ เดือนหลังเกษียณ ก็ไปรับหน้าที่เป็นผู้จัดการบริษัทที่ผมเคยควบคุมอยู่ หรือเป็นประธาน อย่างนี้ก็ไม่ได้ สมมติว่าผมรับราชการมีหน้าที่อนุมัติแบบก่อสร้าง ผมมีเงินเดือนไม่พอใช้ ก็เลยเปิดบริษัท เป็นคนเขียนแบบที่ผมเองนั่นแหละจะต้องเป็นคนอนุมัติ ซึ่งก็ทำอยู่แพร่หลายในเทศบาลต่าง ๆ โดยเฉพาะใน กทม. หรือผมรับราชการ ต้องตรวจสอบบัญชีของบริษัทห้างร้าน แต่ผมกลับมีกิจการของผม เป็นผู้ทำบัญชี สอบบัญชีให้กับบริษัทที่ผมต้องตรวจสอบเสียเอง อย่างนี้ผิดเช่นเดียวกัน เพราะการมีส่วนได้ส่วนเสียทำให้การตัดสินใจไขว้เขวและมีอคติได้ หรือผมเป็นหัวหน้าตำรวจสถานีตำรวจ แล้วผมตั้งบริษัทรถเมล์ ในตรอกในซอกของอาณาเขตของผม หรือตั้งบริษัทดูแลความปลอดภัยของสถานที่ในเขตที่อยู่ภายใต้โรงพักนั้น อันนี้ก็ไม่ถูกอีก แต่ทุกกรณีที่ผมจะยกตัวอย่างขึ้นมา เราคงจะต้องยอมรับความจริงว่าไม่ใช่กรณีที่สมมติขึ้นในใจ หรือคิดขึ้นในใจ แต่เป็นตัวอย่างจากชีวิตจริงที่ทำกันมาเป็นเวลาหลายสิบปี และก็ยังทำกันอยู่ในปัจจุบัน


หัวใจของการขัดแย้งทางผลประโยชน์ จึงอยู่ตรงที่จะต้องรู้จักแยกเรื่องส่วนรวมออกจากเรื่องส่วนตัวให้ได้ และนอกจากรู้จักแยกแยะแล้ว ก็ยังจะต้องไม่พาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เสี่ยงว่าผลประโยชน์ส่วนตัวจะเบี่ยงเบนการตัดสินใจ จะคิดแต่ว่าเรามีความยุติธรรมเพียงพอ ใช้มาตรฐานจริยธรรมส่วนตนเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ได้ ในทางตรงกันข้าม กลับจะต้องพาตัวออกให้ห่างจากสถานการณ์นั้น ๆ ไม่ให้เกิดข้อครหาขึ้นได้กับเรา


มีคนเคยพูดกับผมว่า เราน่าจะพิจารณาให้ชัดแจ้งว่าการคอรัปชั่นมีโทษและมีประโยชน์อย่างไร ผมไม่อยากที่จะเห็นวิถีความคิดเช่นนี้ เพราะว่า ถ้าการคอรัปชั่นมีประโยชน์อยู่บ้าง ก็เป็นเพียงสำหรับคนบางกลุ่ม เป็นประโยชน์บนความเป็นโทษร้ายแรงต่อสังคมโดยรวม จริงอยู่ อาจเคยมีความเชื่อกันว่า หรือเนื่องจากในสถานการณ์ในอดีต หรือในบรรยากาศในอดีต ถ้าหากว่าเราจะเชื่อกันว่า ระบบไร้ประสิทธิภาพ คอรัปชั่นนี่แหละจะเป็นตัวพาเราผ่านความไร้ประสิทธิภาพไปสู่ผลที่ต้องการได้ ในสังคมฝรั่งก็มีคำว่า grease the machine ในสังคมไทยก็มีว่าใส่น้ำมันเข้าไปให้เครื่องจักรมันลื่นไหลดี แต่ถ้าระบบไร้ประสิทธิภาพ ทำไมไม่แก้ที่ระบบ ทำไมต้องอาศัยความไร้ประสิทธิภาพอีกชนิดหนึ่ง ทำร้ายระบบต่อไปอีก ความคิดเห็นแบบนี้ ต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน เพราะสังคมใดที่เริ่มเห็นความดีของการคอรัปชั่น หรือพร้อมที่จะอดทนต่อคอรัปชั่น คำว่า อดทนในที่นี้หมายถึง จำยอมว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม หรือเป็นวัฒนธรรมของสังคม สังคมนั้นก็หมดอนาคต มีแต่จะผุและพังต่อไป


การแก้ไขปัญหาการทุจริตด้วยจริยธรรม อุปนิสัย และค่านิยมนั้น เป็นสิ่งจำเป็น ต้องแก้ไขควบคู่กันไป แต่ก็เป็นเรื่องระยะยาว ในชั้นนี้ เราจึงต้องพิจารณา กลไกโครงสร้างในระดับการป้องกันให้มาก นั่นคือการเสริมสร้างกลไกใหม่ ๆ เพื่อแก้ไขปัจจัยเก่า ๆ ที่สนับสนุนให้เกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวง ให้การฉ้อราษฎร์บังหลวงทำได้ยากขึ้น เสี่ยงมากขึ้น เสี่ยงในทางกฎหมาย และเสี่ยงทั้งในทางชื่อเสียง และฐานะของตนเองในสังคม อย่างที่ภาษาฝรั่งเราใช้คำว่า social sanction แต่ในสังคมไทยไม่มี ยิ่งใครรวย ยิ่งมีหน้ามีตา ทั้ง ๆ ที่เราก็รู้ แต่อาจจะไม่มีใบเสร็จว่าความรวยของคน ๆ นั้น มีรากเหง้ามาอย่างไร เป็นมาอย่างไร อัตราเสี่ยงแทบไม่มี เราต้องมีกลไก มีมาตรการที่จะทำให้ความเสี่ยงมีมากขึ้นและมีต้นทุนที่สูงขึ้น


กฎหมายเป็นกลไกสำคัญอย่างหนึ่งในการแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น กฎหมายในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึงกฎหมายรายฉบับที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดบทลงโทษ แต่ผมพูดถึงกฎหมายในฐานะเครื่องมืออย่างเป็นทางการสำหรับจัดระเบียบ และจัดความสัมพันธ์ระหว่างกันในสังคม


จุดอ่อนในการใช้กฎหมายแก้ไขปัญหาการทุจริต ก็คือการมองกฎหมายเป็นเครื่องมือในการควบคุมปราบปราม แทนที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการกำกับดูแลและป้องกัน ผลเสียจากการมุ่งใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือควบคุมเพียงอย่างเดียวก็คือ คนที่ซื่อสัตย์ ทำงานอย่างตรงไปตรงมาอาจจะประสบความลำบาก ทำงานไม่ได้ ส่วนคนที่คิดทุจริตก็ยังมีช่องทาง มีประสบการณ์หลบเลี่ยงกฎหมายอยู่ได้เรื่อยไป เพราะฉะนั้น กรอบที่กฎหมายวางไว้ต้องเอื้อให้คนซื่อสัตย์สุจริตยังดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างไม่ลำบากจนเกินไปนัก


การใช้กฎหมายจะต้องมี หลักนิติธรรม นั่นคือทั้งเจตนารมย์ สาระ และการบังคับใช้กฎหมาย ต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เอื้อประโยชน์ต่อมหาชนคนหมู่มาก ไม่ใช่เพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ต้องเสมอภาค ชัดเจน และคาดการณ์ได้ และต้องไม่ปล่อยให้อำนาจการตัดสินใจขึ้นอยู่กับระบบราชการหรือผู้ใช้อำนาจของรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุด


รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ได้วางกลไกการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไว้แล้วโดยเจตนา ดังรายละเอียดที่ท่านจะได้รับชมจากในวิดีทัศน์ รัฐธรรมนูญสร้างกลไกการคานอำนาจเพิ่มเติม แยกจากฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ นั่นคือจัดให้มีการจัดตั้งองค์กรที่เป็นอิสระ คอยตรวจสอบการใช้อำนาจของทั้งสามฝ่ายนี้ มีคณะกรรมการเลือกตั้งคอยดูแลกระบวนการเลือกตั้งให้สุจริต มีคณะกรรมการ ป.ป.ช. คอยตรวจสอบการฉ้อราษฎร์บังหลวง มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินคอยตรวจสอบการใช้เงิน มีศาลปกครองให้ประชาชนได้ร้องเรียน มีผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภารับเรื่องราวร้องทุกข์ มีศาลรัฐธรรมนูญพิจารณากรณีข้อขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมืองไว้พิจารณาความผิดทางอาญาของนักการเมืองที่ทุจริต นอกจากนี้ ยังมีวุฒิสภาที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง และได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ทำหน้าที่เป็นสภาตรวจสอบ


แต่กลไกทางกฎหมายอย่างเดียว ต่อให้มีหลักนิติธรรมอย่างไร ก็ไม่เพียงพอสำหรับการแก้ไขปัญหาการทุจริต เราจึงจำเป็นต้องสร้างองค์ประกอบต่าง ๆ ในสังคมไทย เพื่อสนับสนุนให้กลไกต่าง ๆ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


องค์ประกอบเหล่านั้น คืออะไร

  1. สังคมต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ทันการณ์และครบสมบูรณ์ การนำข้อเท็จจริงมาวางไว้บนโต๊ะอย่างเปิดเผย ตรงกันและมีกระบวนการรองรับอย่างเป็นทางการ ทำให้เกิดความชัดเจนในกระบวนการตัดสินใจ สามารถประสานผลประโยชน์หรือคัดค้านกันด้วยเหตุผล ด้วยข้อเท็จจริง การเปิดเผยข้อมูลจะทำให้ทุจริตได้ยากขึ้น เพราะหากมีอะไรไม่ชอบมาพากล ประชาชนจะสามารถล่วงรู้ได้อย่างทันท่วงที นับเป็นอาวุธสำคัญในกระบวนการสร้างความโปร่งใส

    แต่การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารนั้น ทั้งผู้ให้และผู้รับข้อมูล จะต้องตระหนักถึงบทบาทของตน เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ต้องตระหนักว่าการให้ข้อมูลเป็นหน้าที่ สิ่งใดรัฐรู้ ประชาชนก็ควรต้องรู้ เพราะรัฐทำหน้าที่บริหารประเทศก็เพื่อประโยชน์ของประชาชน การเปิดเผยข้อมูลจึงเป็นเรื่องปกติ และความลับของราชการเป็นกรณียกเว้น หรือกรณีพิเศษเท่านั้น ส่วนจะจัดให้กรณีใดเป็นกรณียกเว้น หรือกรณีพิเศษ ก็ต้องกำหนดให้รู้ทั่วกันอย่างชัดเจน ไม่ใช่ขึ้นอยู่แต่กับดุลยพินิจของข้าราชการ

  2. สังคมต้องมีความโปร่งใส เพราะการทุจริตคอรัปชั่น เป็นกิจกรรมที่มักเกิดขึ้นใน มุมมืด อย่างไรก็ตาม การที่รัฐให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชนอย่างเดียวไม่เพียงพอ รัฐต้องอธิบายต่อสาธารณชนได้ด้วยว่าทำไมจึงตัดสินใจเช่นนั้น เช่นนี้ ต้องสร้างกลไกให้ประชาชนตั้งคำถามได้ในกรณีที่ส่อแววการทุจริต พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารก็ดี การกำหนดให้คณะรัฐบาลต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินก็ดี การเปิดเผยการประชุมสภาก็ดี หรือการเปิดเผยเงินบริจาคและรายชื่อผู้บริจาคให้พรรคการเมืองก็ดี กลไกเหล่านี้ล้วนกำหนดขึ้นเพื่อสร้างความโปร่งใสทั้งสิ้น

  3. สังคมต้องสร้างกลไกความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ ถ้าเราขาดกลไกการตรวจสอบความโปร่งใสก็เกิดขึ้นได้ลำบาก ถ้ามีความโปร่งใสแต่ตรวจสอบใครไม่ได้ ก็ยากที่ความโปร่งใสจะพาเราไปถึงจุดหมายปลายทาง การตรวจสอบและคานอำนาจที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีกลไกอีกด้านหนึ่งที่ยังต้องสร้างให้เกิดขึ้นในสังคม นั่นก็คือจิตวิญญาณและความตื่นตัวในการตรวจสอบของคนในสังคม การตรวจสอบส่วนใหญ่มักจะนำมาซึ่งข่าวสารว่าคนนั้นไม่ดี คนนี้ไม่ดี หรือคนนี้เปิดโปงคนนั้น บางครั้ง บางคราว คนในสังคมไทยก็รู้สึกเบื่อหน่าย รู้สึกว่าโทษกันอีกแล้ว เขามีผลประโยชน์แอบแฝงอะไรหรือเปล่า จึงเปิดโปงกัน


สำหรับผม เขาจะมีผลประโยชน์แอบแฝงหรือเปล่า ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ละกลุ่มบุคคลมีผลประโยชน์ไม่ตรงกันอยู่แล้ว นั่นเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่สังคมที่มีกระบวนการตรวจสอบซึ่งกันและกัน มีการเปิดโปงซึ่งกันและกัน จะทำให้การ “โทษกันไปโทษกันมา” นั้น เป็นทางการ มีที่มาที่ไป ไม่ใช่เป็นแต่เพียงข่าวซุบซิบและจางลงไปเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง เรา ในฐานะผู้อยู่ในสังคม ต้องรู้จักใช้ประโยชน์จากความเป็นทางการนั้น แยกแยะเจตนารมย์ของผู้ที่ร้องให้มีการตรวจสอบ ออกจากกระบวนการและความเป็นจริงของเรื่องราวที่ถูกตรวจสอบ การเปิดเผยข้อเท็จจริงด้วยกลไกการตรวจสอบ เป็น Shock treatment ทางสังคมประการหนึ่ง ทำให้เราเห็นปัญหา และหาทางแก้ไขต่อไปได้ ผมเคยยกตัวอย่างว่าในระบบต่อต้านคอรัปชั่นในสิงคโปร์นั้น เขามีหน่วยงานอยู่หนึ่งหน่วย ซึ่งเมืองไทยก็มี จะเป็นหน่วยงานรับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนหรือจากใครก็ตาม แต่ในการต่อต้านคอรัปชั่นในสิงคโปร์นั้น หน่วยงานนั้นฟังข้อเรียกร้อง ข้อเปิดโปงจากทุก ๆ ด้านไม่ว่าจะมีการลงชื่อที่แท้จริง ลงที่อยู่ที่แท้จริงหรือไม่ ผมเคยถามเขาว่าแล้วอย่างเฉพาะในเมืองไทยนี่ ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของวิธีปฏิบัติ ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของความเกรงกลัว ไม่กล้าลงชื่อเพราะกลัวถูกทำร้าย เขียนเป็นหนังสือมาไม่ลงชื่อ ผมถามว่าเรื่องเหล่านี้สิงคโปร์เขารับไหม เขาบอกว่ารับหมด จะลงชื่อจริง ไม่ลงชื่อจริง จะเขียนมาด้วยการแกล้ง จะมีเจตนารมย์ที่ไม่บริสุทธิ์ เขาบอกเขารับตรวจสอบทุกฉบับ ผมถามว่างานไม่มากเหรอ เขาบอกไม่มากหรอก เพราะว่าถ้าเผื่อคำร้องเรียนนั้นหรือคำเปิดโปงนั้นไม่ตรงกับความจริง หรือไม่มีความจริง หรือไม่อยู่บนมูลฐานของความจริง การตรวจสอบใช้เวลาไม่เท่าไรเลย บัตรสนเท่ห์ก็เป็นบัตรสนเท่ห์ การตรวจสอบบัตรสนเท่ห์ไม่ได้เป็นของยากอะไร นี่เป็นความเห็นทัศนคติของเจ้าหน้าที่ ของผู้พิพากษาในสิงคโปร์ แต่หนึ่งในร้อยของบัตรสนเท่ห์นั้นมันเป็นจริงได้ แต่มันอาจจะเป็นจริงในรายการใหญ่ด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราน่าจะต้องคิด

  1. สังคมต้องมีกระบวนการยุติธรรมที่เป็นอิสระ ซึ่งรวมถึงตำรวจ อัยการ และศาล ตลอดจนหน่วยงานที่มีภารกิจบังคับใช้กฎหมาย เพื่อปราบปรามการคอรัปชั่นทั้งหมด กระบวนการยุติธรรมต้องไม่ถูกครอบงำ ต้องปราศจากคอรัปชั่น ต้องมีประสิทธิภาพ มีศักยภาพที่จะเข้าถึงปัญหาซับซ้อน มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญ ทั้งด้านงานตำรวจ บัญชี และผู้ตรวจสอบหลักฐาน ต้องมีระบบงานฐานข้อมูล และระบบเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ และต้องประสานงานกันได้เป็นอย่างดี

    ที่สำคัญ เรื่องราวการทุจริตต้องมีจุดจบ และจบลงที่คนกระทำผิดได้รับตามความเหมาะสม เป็นการแสดงให้สังคมรู้ว่าการคอรัปชั่นจะไม่ให้ประโยชน์ที่คุ้มค่าเลย แต่ในขณะเดียวกัน สังคมต้องไม่ลืมสร้างกลไกการตอบแทนในระบบที่คุ้มค่าให้กับคนสุจริตด้วย และไม่ใช่เพียงการตอบแทนที่เป็นตัวเงินเท่านั้น แต่หมายรวมถึงการตอบแทนด้วยเกียรติ ด้วยความภาคภูมิใจที่ได้เป็นที่ยกย่องของสังคม

    1. สังคมต้องมีสื่อที่เป็นอิสระ ไม่คอรัปชั่น ไม่รับเงินเป็นพรรคพวกของใคร สื่อโดยเฉพาะนักคอลัมนิสต์ต้องมีความรับผิดชอบ ต่อทั้งผู้อ่านและบุคคลที่ตกเป็นข่าว ข่าวที่นำเสนอต้องถูกต้องและเป็นธรรม แยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็นให้ชัดเจน เท่าที่ผมสังเกตสื่อจำนวนมากยังเสนอข่าวตามกระแสเหมือนไฟไหม้ฟาง ตกเป็นข่าวเร็ว และตายจากการเป็นข่าวก็เร็ว ในฐานะคนอ่าน ผมก็อยากรู้ตอนจบของแต่ละเรื่องให้ชัดเจน


ปัจจุบันมีคนพูดถึงการนำเสนอข่าวแบบเจาะลึกหรือ Investigative Reporting กันมากว่า เป็นวิธีขุดคุ้ยการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การนำเสนอข่าวแบบเจาะลึก ต้องอาศัยทักษะและความชำนาญที่แตกต่างจากการนำเสนอข่าวทั่วไป เพราะเบาะแสไม่ชอบมาพากลจะแฝงตัวอยู่ในข้อมูลต่าง ๆ ที่กระจัดกระจาย นักข่าวจึงต้องรู้จักจับแพะชนแกะให้ถูกต้อง ระยะหลัง แม้บ้านเราจะเริ่มมีการนำเสนอข่าวแบบเจาะลึกที่มีคุณภาพ เห็นผล แต่ก็ยังไม่มีการสร้างเงื่อนไขสนับสนุนอย่างจริงจัง ในประเทศฟิลิปปินส์ เขามีกองทุนเพื่อสนับสนุนนักข่าวที่ต้องการเจาะลึกเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ นักข่าวสามารถลาจากสังกัดเพื่อสืบสวนเรื่องราวและขายข่าวได้ ในขณะที่ในเมืองไทย มีนักข่าวคนหนึ่งเคยเล่าว่า จริง ๆ แล้ว เขาทำงานอยู่โต๊ะข่าวพิเศษ ทำหน้าที่เกาะติดข่าวเป็นกรณี ๆ ไป แต่เมื่อหน้าข่าวปกติขาดคน ก็ต้องมาดึงตัวไปช่วย ทำให้ไม่มีเวลาเสนอข่าวอย่างเจาะลึก บรรณาธิการคนหนึ่งบอกผมว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการให้ความสำคัญของบรรณาธิการข่าวแต่ละคน แต่ถ้าเราต้องการสร้างสื่อที่มีประสิทธิภาพในการขุดคุ้ยข่าวการทุจริตแล้ว เราต้องสร้างระบบแรงจูงใจให้ชัดเจนมากกว่านี้


และสุดท้าย สังคมต้องสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือต่อต้านการทุจริตที่ทรงพลัง เพราะอะไร เพราะผู้เสียประโยชน์จากการทุจริตนั้น ท้ายที่สุดแล้วก็คือประชาชนนั่นเอง ต่อให้เป็นประชาชนที่ทุจริตในบางเรื่องก็เถอะ เขาต้องได้รับผลกระทบจากการทุจริตของคนอื่นในเรื่องอื่น ๆ อย่างแน่นอน


แล้วใครคือประชาชน ประชาชนไม่ใช่คนอื่นนะครับ แต่คือคุณ คือผม คือเราทุก ๆ คน นักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ ชาวไร่ชาวนา แต่บุคคลที่เป็นนักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ เมื่อถอดหมวกแล้ว เขาคือประชาชนที่อยู่ในสังคมนี้ การที่กลไกทางกฎหมายรองรับการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นทางการเท่านั้น ยังไม่พอ เรื่องของการให้สิทธิ์ การใช้สิทธิ์ และการสนับสนุน ผู้ใช้สิทธิ์ มันคนละเรื่องกัน ในการต่อต้านปัญหาการทุจริต ประชาชนต้องตื่นตัว ต้องกระตือรือร้นที่จะรับรู้ ตรวจสอบกระบวนการตัดสินใจในภาครัฐที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเรา ต้องสนับสนุนการมีส่วนร่วมของคนอื่น ต้องสร้างภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง มีทัศนคติต่อส่วนรวมที่ถูกต้อง ต้องมีคุณธรรม สังคมต้องเร่งสร้างปัจจัยพื้นฐาน สร้างโอกาสทางการศึกษา และการดำรงชีวิตที่ดีเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ เพราะท้ายที่สุดแล้ว การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นมิใช่เป็นวาระของรัฐบาลแต่ผู้เดียว แต่เราต้องทำให้เป็นวาระของประชาชน


ประเด็นสุดท้าย ที่ผมอยากจะฝากไว้เป็นข้อสังเกตในวันนี้ ก็คือ ถ้าเราดูผลการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งจัดทำโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ หรือ Transparency International ก็จะเห็นว่า ประเทศที่ปราศจากคอรัปชั่นในลำดับต้น ๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นฟินแลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน หรือแคนนาดา ต่างก็มีลักษณะเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ ได้พัฒนาการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยทั้งในสาระและในกระบวนการ อีกทั้งมีกลไกที่เข้ากับหลักการของธรรมาภิบาล ซึ่งก็คือองค์ประกอบที่ผมฝากไว้ว่าสังคมไทยจะต้องเร่งสร้างขึ้นในข้างต้น ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่อยู่ในอันดับรั้งท้าย ก็มักจะยังมีผู้นำที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ หรือไม่ก็ยังอยู่ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคม กลไกธรรมาภิบาลยังไม่เข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็น ไนจีเรีย ยูโกสลาเวีย ยูเครน หรือแม้แต่ประเทศไทยเอง


ผมเคยพูดมาหลายครั้งว่าในการพัฒนาสังคมใดให้ยั่งยืนนั้น ประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลจะต้องเป็นขาทั้งสองข้างที่พาเดินไปด้วยกัน เพราะสองสิ่งนี้จะทำให้การบริหารงานของรัฐมีทั้งอุดมการณ์และกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมดำรงชีวิตได้โดยเท่าเทียมกันตามศักยภาพ และให้โอกาสกับรัฐในการหยั่งรู้ถึงทุกข์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง


การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นไม่ใช่เรื่องง่าย และที่แน่ ๆ ไม่ใช่เรื่องระยะสั้น อาจจะเห็นผลในเวลาสิบปี ยี่สิบปี หรือชั่วชีวิตของเราบางคนอาจจะไม่ได้เห็นเลยก็ได้ แต่สิ่งที่เราต้องไม่ลืม คือ การทำงานใหญ่ทุกอย่างต้องมีความอดทน สังคมไทยเป็นสังคมที่แปลก อดทนกับบางเรื่อง แต่บางเรื่องก็ดูเหมือนใจจะร้อน ผมจึงอยากจะฝากไว้ว่า สังคมเราต้องไม่อดทนต่อการทุจริต แต่ต้องอดทนในการมุ่งหน้าแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น และถ้าเราเริ่มกระบวนการนี้ด้วยการเสริมสร้างกลไกประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลอย่างต่อเนื่อง ตรงจุด ด้วยความเข้าใจ ด้วยความตื่นตัว และด้วยความร่วมมือ สนับสนุนปัจจัยพื้นฐานต่าง ๆ เช่น การศึกษาและความอยู่ดีกินดีให้กับประชาชน การดูแลคนยากคนจนให้เขามีส่วนร่วมและให้เขามีส่วนแบ่งจากความมั่งคั่งของประเทศ ไม่ใช่เป็นการรับส่วนแบ่งในลักษณะขอทาน เพราะคนยากคนจนชาวไร่ชาวนาเขาก็มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่ถ้าเผื่อสังคมไหนหรือรัฐบาลไหนไม่ให้ความสนใจต่อความเป็นมนุษย์ของคนยากคนจน ของคนที่ด้อยโอกาสตลอดมาในชีวิต เราพูดถึงเรื่องถูกโกง ถูกกิน ถูกทำ ในกระบวนการคอรัปชั่น เราก็ต้องมองว่า คนยากคนจน ชาวไร่ชาวนาของเมืองไทยนั้น ถูกรัฐกระทำมาโดยตลอด และไม่ใช่ถูกรัฐกระทำแต่เพียงอย่างเดียว ถูกสังคมไทยกระทำมาด้วย ถ้าเราไม่สามารถผ่านพ้นจุดนี้ไปได้ ปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ในสังคมไทยก็จะยังมีต่อไป เพราะฉะนั้นคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยก็ต้องพยายามเปลี่ยนวิถีความคิด เปลี่ยน paradigm ใหม่ เราพูดถึงเรื่องความยากจนก็ไม่พอครับ เราพูดถึงมาตรการที่จะแก้ไขความยากจน ไม่พอครับ ตราบใดที่เราไม่ตระหนักว่าคนที่เขายาก ที่เขาจนนั้น เขามีศักดิ์ศรีด้วย อย่าไปมองว่าเราเป็นผู้ให้ เขาเป็นผู้รับ เราต้องมองเขาในลักษณะที่ทัดเทียมกัน เพราะถ้าเผื่อในหัวใจเราแบ่งขั้ววรรณะแล้ว เราจะแก้ไขปัญหาความยากจนไม่ได้ เราต้องสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานต่าง ๆ เช่น การศึกษา และความอยู่ดีกินดีให้กับประชาชน เมื่อนั้น การคอรัปชั่น และคนที่ต้องการคอรัปชั่นก็จะอยู่ไม่ได้เอง แต่วันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับการเริ่มต้นในวันนี้


ผมจึงอยากจะขอฝากความหวังให้ทุกท่านได้ใช้ประโยชน์จากเวลาวันครึ่งนี้ ทำความเข้าใจกับปัญหาที่เรามีอยู่ให้ชัดเจน แต่ขอย้ำว่า ไม่ใช่เพื่อเล่าหรือเปิดโปงปัญหา แต่เพื่อร่วมกันมองไปข้างหน้า สู่มาตรการป้องกันและแก้ไขการทุจริตที่เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ก็เพื่อร่วมสร้างสังคมที่เป็นธรรม และให้เกียรติเราอย่างสมศักดิ์ศรี อย่างที่เราควรจะได้รับ


บัดนี้ถึงเวลาอันสมควรแล้ว ผมใคร่ขอเปิดการสัมมนาวิชาการประจำปี ๒๕๔๓


ขอบคุณครับ

รวมปาฐกถาภาษาไทย

คำบรรยายพิเศษในการประชุมคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
โดย
นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
วันจันทร์ที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ เวลา ๑๗.๐๐ น.
ณ ห้อง Meeting Room 1 - 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

วันที่ ๑๑ กันยายน เหตุการณ์อันน่าสยดสยองที่เกิด ณ นครนิวยอร์ก และกรุงวอชิงตัน นับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยมีใครคาดฝันหรือคาดคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ เหตุการณ์ที่มีการก่อการร้ายแบบสยองขวัญ มีการก่อวินาศกรรมที่ทำให้คนเสียชีวิตนับพันคน มีการทำลายอาคารซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของระบบทุนนิยม และเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งทางด้านการทหารของประเทศสหรัฐอเมริกา

เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นเหตุการณ์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการจู่โจม และก่อให้เกิดการประหัตประหารชาวอเมริกันบนผืนแผ่นดินใหญ่ของอเมริกา (สมัยคราวสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่อ่าว Pearl Harbor เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่เกาะ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นแผ่นดินใหญ่) เพราะฉะนั้นความตกใจ ความโกรธแค้น ความอาฆาตพยาบาทของคนอเมริกันซึ่งเป็นไปตามวิสัยของปุถุชนนั้น ก็ย่อมต้องมีและนับเป็นหน้าที่ของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่จะต้องพยายามสร้างกำลังใจ ปลอบขวัญ และก็สัญญาที่จะโต้ตอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

ในระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาชาวโลกต่างก็ประจักษ์ชัดว่า การโต้ตอบของสหรัฐอเมริกานั้นเป็นการโต้ตอบที่ไม่ถึงกับเป็นลักษณะที่จะทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่สามได้ กอปรกับเสียงเตือนจากกลุ่มประเทศพันธมิตร เสียงเตือนจากมิตรประเทศ และเสียงเตือนจากกลุ่มชนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการใช้ระเบิดที่อัฟกานิสถานนั้นก็มีมากขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วสิ่งที่ชาวอเมริกันเรียกว่า "สงครามต่อสู้การก่อการร้าย" นั้น จริง ๆ แล้วไม่ใช่รูปแบบสงครามอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ แต่เป็นการใช้คำพูดใช้คำว่า "War" เพื่อแทนการต่อสู้เพื่อทำลายล้างการก่อการร้าย และโครงสร้างการก่อการร้าย

"ผมอยากจะคิดว่าการทิ้งระเบิดอัฟกานิสถานนั้นก็คงจะมีไปอีกไม่นานนัก เหตุผลส่วนหนึ่งก็เพราะแรงโต้ตอบและกระแสต่อต้านที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศมุสลิม และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือว่าคุณจะทิ้งระเบิดใส่ภูเขา กับก้อนหินไปได้นานแค่ใด"

ถึงแม้ว่าในขณะนี้รัฐบาลอเมริกันจะแถลงอยู่เสมอว่า สงครามการใช้ขีปนาวุธที่อัฟกานิสถานมิได้เป็นการแก้แค้น แต่เป็นเรื่องของการแสวงหาความยุติธรรม ซึ่งหลายฝ่ายอาจประจักษ์แก่ตัวเองแล้วว่าถ้อยแถลงดังกล่าวเป็นเพียงกุศโลบายทางการทูตเท่านั้น เนื่องจากอัฟกานิสถานเป็นประเทศที่ไม่มีทั้งสรรพกำลังและยุทธปัจจัยที่จะต่อสู้กับยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาได้ สงครามที่เกิดขึ้นนั้นจึงไม่ใช่สงครามที่ก่อขึ้นเพื่อสำแดงผลว่าแพ้หรือชนะ หากแต่เป็นสงครามเพื่อการโต้ตอบการก่อการร้ายที่แสดงออกถึงความเคียดแค้น ซึ่งนับได้ว่าเป็นความพยาบาทในระดับหนึ่ง

ในส่วนของการดำเนินนโยบายเพื่อต่อสู้กับการก่อการร้ายของสหรัฐอเมริกานั้น คาดว่าจะเป็นการดำเนินการที่ต่อเนื่องและใช้เวลาหลายปี โดยในระยะแรกจะเริ่มต้นด้วยการจู่โจมด้วยขีปนาวุธควบคู่ไปกับการผลักดันให้มีการก่อตั้งรัฐบาลผสมในอัฟกานิสถาน ซึ่งรัฐบาลผสมอาจจะประกอบด้วยอดีตพระมหากษัตริย์ พันธมิตรฝ่ายเหนือ และหัวหน้าเผ่าต่าง ๆ

อย่างไรก็ตามการติดตามที่จะทำลายล้างบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นตัวการในการก่อการร้ายอย่างนายบิน ลาเดน และเครือข่ายนั้น นับได้ว่าเป็นการดำเนินการในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงินในอันที่จะปิดโอกาสการแสวงหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนการก่อการร้าย และการเฝ้าระวังเครือข่ายผู้ก่อการร้ายที่อยู่ในประเทศต่าง ๆ รวมถึงการสังเกตการณ์กลุ่มประเทศที่ยังคงให้ความช่วยเหลือหรือยังให้ที่หลบซ่อนแก่เครือข่ายผู้ก่อการร้าย ซึ่งการดำเนินการในลักษณะดังกล่าว อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจเป็นอย่างมากในระยะ ๖ เดือนถึง ๑ ปีแรก แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นปัจจัยที่ก่อให้เกิดผลกระทบดังกล่าวไม่ใช่ผลพวงอันเกิดจากการก่อวินาศกรรมในสหรัฐอเมริกาเพียงอย่างเดียว เนื่องจากช่วงเวลาก่อนหน้าวันที่ ๑๑ กันยายนนั้น ระบบเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาได้ส่งสัญญาณค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาใน พ.ศ. ๒๕๔๔ อาจจะถดถอย อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจนั้นจะอยู่ในลักษณะที่ต่ำหรือติดลบ ซึ่งเมื่อผนวกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ ๑๑ กันยายน จึงก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจทันที

สิ่งซึ่งจะกลายเป็นผลกระทบในระยะยาวต่อไปนี้ก็คือ "ความไม่แน่นอน" ในหมู่นักธุรกิจและผู้ประกอบการต่างก็ทราบดีว่า "ความไม่แน่นอน" นับเป็นปัญหาสำคัญที่สุดปัญหาในการดำเนินธุรกิจ ความไม่แน่นอนว่าสงครามจะลุกลามหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่ลุกลาม ความไม่แน่นอนว่าการต่อสู้เพื่อปราบปรามการก่อการร้ายนั้นจะยาวนานไปอีกเท่าไรและจะส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นใดบ้าง จะมีการขยายขอบเขตการปฏิบัติการทางทหารไปยังประเทศอิรักและอิหร่านหรือไม่ และจะสามารถดำเนินการให้กระบวนการแสวงหาสันติภาพในตะวันออกกลางดีขึ้นหรือเลวลงอย่างไร รวมทั้งการต่อสู้กับขบวนการผู้ก่อการร้ายในประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น IRA ในประเทศไอร์แลนด์ กลุ่มมุสลิม หรือกลุ่มแอลจีเรียนในประเทศฝรั่งเศส ซึ่ง "ความไม่แน่นอน" ในเรื่องดังกล่าวนั้นจะทำให้เรื่องการคาดการณ์ทางด้านธุรกิจ การวางแผน การลงทุน และการติดต่อค้าขายจะถดถอยลงในช่วง ๖ เดือนถึง ๑ ปีแรก

สำหรับลักษณะจำเพาะของระบบเศรษฐกิจประเทศสหรัฐอเมริกานั้น นับได้ว่ามีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ) ของอเมริกาอาจจะมีมูลค่ามากกว่าประเทศไทยนับหลายร้อยเท่า รัฐบาลอเมริกันได้มีการกำหนดนโยบายอย่างฉับพลันเพื่อรองรับผลกระทบที่เกิดจากเหตุการณ์วันที่ ๑๑ กันยายน ซึ่งได้กำหนดงบประมาณพิเศษเพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจเป็นจำนวนกว่าหนึ่งแสนล้านเหรียญสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามผลสัมฤทธิ์ของนโยบายดังกล่าวก็ยังคงขึ้นอยู่กับตัวแปรสำคัญ "ความไม่แน่นอน" ซึ่งไม่มีผู้ใดจะสามารถยืนยันได้ว่าจะไม่มีการก่อการร้ายเกิดขึ้นอีก และ "ความไม่แน่นอน" นี้จะหยั่งรากลึกอยู่ในจิตใจของประชาชนและนักธุรกิจต่อไปอีกยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนชาวอเมริกัน

สำหรับอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบทันทีก็คืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบิน ไม่ว่าจะเป็นการผลิตและจำหน่ายเครื่องบินของบริษัทโบอิ้ง หรืออุตสาหกรรมการเดินทาง ซึ่งจะเห็นได้ว่าบริษัทการบินต่าง ๆ ทั้งในอเมริกา และยุโรป หรือแม้แต่สิงคโปร์ ต่างก็ได้รับการกระทบกระเทือนค่อนข้างรุนแรง ในช่วง ๒ - ๓ วันที่ผ่านมานั้น บริษัทการบินส่วนใหญ่ต่างก็ประกาศลดจำนวนเที่ยวบินลงถึงประมาณร้อยละ ๒๐ - ๓๐ จำนวนคนเดินทางก็ลดน้อยลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมโรงแรม และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยทั่วไป

ปัญหาเรื่องน้ำมันก็นับเป็นปัญหาใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง ถึงแม้ในช่วงระยะสองสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงก็ตาม แต่ก็ไม่มีเครื่องชี้บ่งใดที่สามารถระบุได้ว่าการลดราคาน้ำมันนั้นจะยังคงดำเนินต่อไปอีกนานเท่าใด เพราะมูลเหตุประการหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันลดลงนั้นเกิดขึ้นจากกฎของอุปทานและอุปสงค์ ซึ่งในช่วงที่ไม่มีความแน่นอน ไม่มีการลงทุน หรือไม่มีกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ความต้องการใช้น้ำมันก็ลดน้อยลง ซึ่งส่งผลให้การผลิตน้ำมันลดน้อยลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตามในภาพรวมของธุรกิจภาคพลังงานนั้น คาดว่าจะมีการเพิ่มต้นทุนการผลิตเพื่อนำเม็ดเงินไปเสริมสร้างและพัฒนามาตรการรักษาความปลอดภัยของท่อก๊าซ ท่อน้ำมัน และช่องทางการขนส่ง

นอกจากนี้ ผลกระทบอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยได้แก่ ความเป็นไปได้ที่อุตสาหกรรมเหล็กของสหรัฐอเมริกาอาจจะเรียกร้องให้มีมาตรการกีดกันเหล็กนำเข้าเพิ่มมากขึ้น อุตสาหกรรมการเดินเรือและการขนส่งก็คาดว่าจะได้รับการกระทบกระเทือนเช่นกัน อย่างไรก็ตามผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยนั้นไม่ใช่เป็นผลกระทบในเชิงลบเพียงด้านเดียว เนื่องจากประเทศที่มีประชาชนชาวมุสลิมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นประเทศอินโดนีเซีย ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ อินเดีย และมาเลเซียนั้น ความรู้สึกและทัศนคติของคู่ค้าในอเมริกาหรือยุโรปที่ประสงค์จะสั่งซื้อสินค้าจากกลุ่มประเทศดังกล่าวก็อาจลดน้อยลง เพราะเหตุว่าหากสงครามในอัฟกานิสถานยังคงยืดเยื้อและขยายวงกว้างออกไป ก็อาจเป็นไปได้ว่าชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในกลุ่มประเทศดังกล่าวจะเดินทางเข้าร่วมสงครามเพื่อช่วยเหลือชาติมุสลิมด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ประเทศมุสลิมเกิดความไม่แน่นอนในเรื่องของขีดความสามารถการผลิตสินค้า และอาจสูญเสียความสามารถในการขนส่งสินค้าได้ในระยะเวลาที่จำกัด ซึ่ง ณ จุดนี้ก็อาจเป็นไปได้ว่าอุตสาหกรรมของประเทศไทยอาจจะได้รับผลประโยชน์จากเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมรองเท้า อุตสาหกรรมสิ่งทอ และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

โดยส่วนตัวแล้ว พบว่าการท่องเที่ยวของประเทศไทย นับว่ามีจุดเด่นและปัจจัยสนับสนุนอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านจะพบว่าประเทศไทยมีความได้เปรียบในหลายแง่มุม อาทิ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ที่ถูกขนานนามว่าเป็น Convention City หรือเมืองแห่งการประชุมนั้น พบว่าคนส่วนใหญ่ที่เดินทางไปยังสิงคโปร์นั้นเป็นนักธุรกิจที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อเยี่ยมชมโบราณสถาน วัฒนธรรม หรือสิ่งสวยงามตามธรรมชาติแต่อย่างใด ซึ่งภายหลังจากการก่อวินาศกรรมที่สหรัฐอเมริกา ได้มีการยกเลิกการสำรองห้องพักที่สิงคโปร์เป็นจำนวนมาก โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาสิงคโปร์มีการยกเลิกการประชุมใหญ่ที่มีจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมถึงสี่พันคน ในขณะที่ประเทศไทยนั้น นับได้ว่ามีผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากคนที่เดินทางมายังประเทศไทยมีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเพื่อพักผ่อน หรือดำเนินธุรกิจ โดยนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย ที่เดินทางมายังประเทศไทยมีจำนวนลดลงเพียงเล็กน้อย

"การทำตลาดที่ดีในเรื่องของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะเป็นโอกาสที่ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเมืองไทยนั้นเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ ผมยังนึกถึงศัพท์ที่พูดกันทั่วไปว่า no news is good news ซึ่งหมายความว่าข่าวส่วนใหญ่จะเป็นข่าวเลวทั้งนั้น ซึ่งถ้าเผื่อเราไม่มีข่าวอยู่ในโลกนี้ แสดงว่าเราเรียบร้อย ฉะนั้น Thailand is no news, Thailand is good news"

ปัญหาและผลกระทบที่เกิดกับประเทศไทยนั้น ไม่ได้มีเหตุปัจจัยจากเหตุการณ์วันที่ ๑๑ กันยายนเพียงประการเดียว เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงสิ่งที่มาซ้ำเติมปัญหาที่ประเทศไทยสะสมอยู่ ดังนั้นการมองภาพรวมเศรษฐกิจประเทศไทยจะต้องมองภาพก่อนวันที่ ๑๑ กันยายนด้วย ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อ ๔ ปีก่อน ช่างที่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินอันเป็นผลมาจากการลงทุนในกิจกรรมเศรษฐกิจที่ไม่ได้เกี่ยวกับการผลิต นวัตกรรม และการตลาดโดยตรง เป็นการลงทุนชนิดที่เรียกว่า "ไม่ลืมหูลืมตา" ในเรื่องกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่ใช่เรื่องของการค้าขายกับต่างประเทศและการผลิตผลิตภัณฑ์ หรือเรียกกันว่า non-traded item ซึ่งได้แก่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัทการเงิน โครงสร้างขั้นพื้นฐาน และโทรคมนาคม ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมมีกำลังการผลิตส่วนเกินเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันอัตราส่วนการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมไทยลดลงเหลือประมาณร้อยละ ๕๕ - ๖๐ ซึ่งเมื่อกำลังผลิตนั้นเกินความต้องการก็จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยปรับตัวสูงขึ้น

ในช่วงระยะเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจประเภท non-traded item ๔ - ๕ รายการข้างต้นได้ดึงทรัพยากรส่วนใหญ่ของประเทศไปสู่ภาคธุรกิจเหล่านั้นเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรบุคคลและเงินทุน ส่งผลให้เกิดการบิดเบือนในตลาดบุคลากร และตลาดอื่น ๆ เป็นอันมาก ในสมัยนั้นผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมต่างก็ทราบดีว่า การสรรหานักการเงินและบัญชีที่มีความเชี่ยวชาญนับเป็นเรื่องยาก เนื่องจากบริษัทการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ และโทรคมนาคม ต่างก็เสนอผลตอบแทนการจ้างงานมากกว่าภาคอุตสาหกรรมถึง ๓ - ๔ เท่าตัว

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจการเงิน โดยเฉพาะธุรกิจการธนาคาร ทำให้ธนาคารส่วนใหญ่เร่งแสวงหาแนวทางการเพิ่มเงินทุนทั้งจากในและต่างประเทศ ระบบสินเชื่อในลักษณะไว้ใจกัน หรือในรูปแบบที่นักธุรกิจให้เครดิตแก่นักธุรกิจกันเองสูญหายไปหมดสิ้น ระบบการให้สินเชื่อทั้งในระบบธนาคารและนอกระบบธนาคารต่างก็หายไปอย่างฉับพลัน ธนาคารเพิ่มเงินทุนได้ มีเงินฝากมากมายแต่ก็ไม่กล้าปล่อยเงินกู้ให้แก่ภาคธุรกิจ ไม่ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นการปล่อยสินเชื่ออย่างไรก็ไม่เป็นผล เนื่องจากธนาคารไม่ได้เป็นหน่วยงานของรัฐบาล ธนาคารเป็นเจ้าของเงินและทรัพย์สินซึ่งต้องแสดงความรับผิดชอบต่อจำนวนเงินนั้นกับผู้ฝาก นอกจากนี้การปรับโครงสร้างหนี้ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมานับเป็นการแก้ไขปัญหาเพียงชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากเป็นการปรับในลักษณะของการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหนี้สินเท่านั้น อาทิ ขยายเวลาการชำระ ปรับลดอัตราดอกเบี้ย

สำหรับภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจนั้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่ได้ดำเนินการในการปฏิรูปโครงสร้างธุรกิจของตัวเองอย่างเป็นรูปธรรม ยังไม่มีการปรับปรุงการบริหารงานให้มีความโปร่งใสมากขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น และเป็นที่ไว้ใจของผู้ที่จะให้เงินทุนมากขึ้น ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจของประเทศไทยนั้น เป็นภาคที่พึ่งพาเงินกู้จากธนาคารเป็นส่วนใหญ่ ทั้ง ๆ ที่ขณะนี้มีเม็ดเงินอยู่ในระบบธนาคารมากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถนำเม็ดเงินเหล่านั้นมาใช้เพื่อพลิกฟื้นสถานการณ์ธุรกิจของตนได้ อย่างไรก็ตามส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้ประกอบการไม่มีโครงการใหม่ที่มีโอกาสและความเป็นไปได้มากพอที่ธนาคารจะปล่อยสินเชื่อให้

สำหรับในเรื่องของการลงทุนนั้น ขณะนี้นักลงทุนแสดงท่าทีอย่างชัดเจนในเรื่องของความไม่แน่ใจต่อปัจจัยต่าง ๆ ของประเทศไทย ส่งผลให้เกิดการชะลอการลงทุนและมีเงินทุนใหม่ที่ก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยน้อยมาก และถึงแม้บริษัทข้ามชาติและบริษัทในประเทศไทยจะมีการลงทุนเพิ่มเติม แต่ก็ยังไม่สามารถทดแทนกับสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ในเมืองไทยเมื่อ ๑๐ - ๑๕ ปีที่แล้ว ซึ่งมีเงินทุนต่างประเทศเข้าสู่เมืองไทยถึงปีละกว่า ๑๐,๐๐๐ - ๑๕,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในสมัยที่เรียกกันว่า "เศรษฐกิจฟองสบู่" ประเทศไทยมีการลงทุนโดยตรงเป็นจำนวนมาก ซึ่งมูลค่าการลงทุนอาจมากถึงร้อยละ ๓๐ - ๔๐ ของ GDP ซึ่งนับเป็นสัดส่วนที่สูงเกินไป ในขณะที่ปัจจุบันมูลค่าการลงทุนอาจปรับลดลงเหลือเพียงร้อยละ ๑๐ ของ GDP เท่านั้น รัฐบาลในปัจจุบันพยายามที่จะคิดใหม่ ทำใหม่ แล้วก็มีการเริ่มดำเนินนโยบายในสิ่งที่รัฐบาลนี้เรียกว่าเป็นการเดินทางควบคู่กันไป คือการหาเงินทุนจากต่างประเทศควบคู่ไปกับการเพิ่มขีดความสามารถของกำลังซื้อภายในประเทศ ซึ่ง ณ เวลานี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่านโยบายที่เป็นการเดินทางขนานเส้นทางนั้นจะมีผลสัมฤทธิ์มากน้อยเพียงใด

"คำถามหนึ่งที่พวกเราทุกคนควรถามตัวเราเองก็คือว่า ทิศทางของประเทศไทยนั้นควรจะเดินไปทางไหน สิ่งที่ผมกำลังจะพูดนั้น ผมไม่ได้บอกว่าควรจะต้องเป็นทางนี้หรือทางนั้น แต่เป็นสิ่งที่อยากให้พวกท่านทั้งหลายไปนั่งคิดดู"

แนวทางในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยนั้นสามารถแบ่งออกเป็น ๒ ทฤษฎีหลัก คือทฤษฎีที่เริ่มต้นจากการที่เชื่อว่าวิกฤตเศรษฐกิจไทยนั้น ไม่ถึงกับร้ายแรงมากเกินไป เป็นสิ่งที่แก้ไขได้ และประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะแก้ไขได้ด้วยตนเองโดยวิธีการของตัวเอง ในขณะที่อีกทฤษฎีหนึ่งเป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยข้อสงสัยที่ว่าประเทศไทยจะแก้ไขเศรษฐกิจได้ด้วยตนเองและโดยวิธีการของตัวเองได้หรือไม่ หรือจำเป็นจะต้องใช้เงินทุนจากต่างประเทศ เพราะที่ผ่านมานั้น การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ มักจะมุ่งเน้นไปยังภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่น่าจะเพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาในปัจจุบันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ซึ่งก่อให้เกิดความไม่แน่นอนต่อตลาดการส่งออกและนับเป็นการซ้ำเติมให้ปัญหาของประเทศไทยมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาภาพรวมการส่งออกของประเทศไทย พบว่าประเทศไทยยังอยู่ในฐานะที่ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านอยู่มาก คู่ค้ารายใหญ่ของประเทศไทยได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น กลุ่มประเทศอาเซียน และกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกของประเทศไทยคิดเป็นร้อยละประมาณ ๒๒ ๒๐ ๑๙ และ ๑๖ ตามลำดับ โดยจุดเด่นของสินค้าส่งออกจากประเทศไทยได้แก่ความหลากหลาย และยังมีสินค้าภาคการเกษตรร่วมอยู่ด้วย ซึ่งในกลุ่มสินค้าอาหารนั้นไม่ว่าจะเป็นก่อนหรือหลังเหตุการณ์วันที่ ๑๑ กันยายน ยังคงรักษาระดับการส่งออกได้เป็นอย่างดี อาที ไก่ กุ้ง ปู ปลา และข้าว ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์นั้น ร้อยละ ๖๒ ของสินค้าขาออกเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวโยงกับเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ซึ่งมีตลาดหลักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งการส่งออกของสิงคโปร์ได้ปรับตัวลดลงมาเป็นเวลาหลายไตรมาสแล้ว สำหรับสัดส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม IT ของประเทศไทยนั้นมีสัดส่วนร้อยละ ๓๑ ของการส่งออกทั้งหมด ซึ่งร้อยละ ๓๑ ของประเทศไทยนั้นก็ไม่ใช่ร้อยละ ๓๑ ในแง่ของการผลิต เพราะส่วนใหญ่ไทยยังต้องนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศเพื่อนำมาประกอบและส่งออกอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นหากการส่งออกผลิตภัณฑ์ IT ของไทยลดลง สิ่งที่ไทยจะเสียหายก็คือค่าแรงงานเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์และเกาะไต้หวันนั้นจะมีความเสียหายเป็นอย่างมาก เพราะประเทศดังกล่าวเป็นผู้ผลิตทั้งชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ที่สำเร็จรูปแล้ว จะเห็นได้จากการส่งออกในไตรมาสที่ ๓ ของสิงคโปร์ที่ปรับตัวลดลงร้อยละ ๖ และเป็นที่คาดการณ์กันว่าปี พ.ศ. ๒๕๔๔ เศรษฐกิจของประเทศสิงคโปร์จะถดถอยประมาณร้อยละ ๑ - ๒ ซึ่งไต้หวันก็มีสถานการณ์เช่นเดียวกับสิงคโปร์

"ผมพูดถึงการปฏิรูปอุตสาหกรรมในเมืองไทย และผมคิดว่าภาคเอกชนต้องเป็นผู้นำในเรื่องนี้ จะไปปล่อยให้รัฐบาลคิดใหม่ทำใหม่อยู่เรื่อยไม่ได้ เพราะยิ่งไปยุให้คิดใหม่ทำใหม่เขาก็ยิ่งคิดใหม่ทำใหม่ทุกวัน สิ่งที่เราต้องการก็คือคิดใหม่และทำให้เสร็จ คิดใหม่พร้อมกันหลาย ๆ เรื่องได้ แต่ต้องทำให้เสร็จซักเรื่องหนึ่ง สองเรื่อง หรือสามเรื่อง"

รัฐบาลในปัจจุบันนับเป็นรัฐบาลแรกของประเทศไทยที่พูดถึงนโยบายที่พยายามจะหาข้อเท็จจริงและวิเคราะห์ แต่ที่ยังขาดไปก็คือการทำอะไรให้ครบจบกระบวนการ เนื่องจากการสร้างวิสัยทัศน์นั้น นับเป็นสิ่งที่ดีและให้ความหวังกับคน แต่สิ่งที่ยากก็คือการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ออกมาเป็นมาตรการและนโยบายที่เป็นรูปธรรม สามารถมีผลลัพธ์ได้ และสามารถประเมินผลได้ ซึ่งภายใน ๒ - ๓ เดือนภายหลังจากที่กำหนดวิสัยทัศน์แล้ว รัฐบาลควรจะเร่งดำเนินการกำหนดมาตรการและนโยบายให้เป็นรูปเป็นร่างด้วย ภาคเอกชนต้องริเริ่มในเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างภาคธุรกิจของตนเอง และต้องนำหลักการดี ๆ ของธรรมาภิบาลและบรรษัทภิบาลมาปรับใช้

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการสำรวจข้อคิดเห็นจากนักธุรกิจต่างประเทศ พบว่าประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีปัจจัยหลายด้านที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติสบายใจที่จะมาลงทุน ส่วนหนึ่งก็คือภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยในส่วนรวมนั้นมีความหลากหลายของตลาดส่งออก เป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยธัญญาหาร มีเสถียรภาพ และเป็นสังคมที่เปิด สังคมที่ให้เสรีภาพกับสื่อ สังคมที่ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างหรือความเห็นที่ขัดแย้ง ไม่มีปัญหาเชื้อชาติ ไม่มีปัญหาศาสนา ซึ่งถึงแม้จะมีปัญหาอยู่บ้างแต่ก็นับว่าเป็นปัญหาทั่ว ๆ ไปเหมือนอย่างที่นานาประเทศจะพึงมี

อย่างไรก็ตามนักลงทุนที่ประสงค์จะลงทุนในประเทศไทยเมื่อช่วง ๑๐ ปีที่แล้วกับปัจจุบันนั้น มีความแตกต่างอยู่พอสมควร นักอุตสาหกรรมส่วนใหญ่คงจำได้ดีว่าเมื่อช่วง ๑๐ ปีที่แล้วนั้น ธุรกิจจะดีหรือไม่ดีอย่างไร ธนาคารต่างประเทศก็มาร้องขอให้กู้เงินเพิ่ม ซึ่งนักอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ก็ไม่ปฏิเสธ เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวดอกเบี้ยในต่างประเทศมีอัตราที่ต่ำกว่าดอกเบี้ยภายในประเทศ ส่งผลให้หนี้ภาคเอกชนมีมูลค่าสูงกว่าแปดสิบพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ถึงแม้ปัจจุบันหนี้ภาคเอกชนจะปรับตัวลดลงค่อนข้างมากก็ตาม แต่ในความเป็นจริงนั้น หนี้ดังกล่าวนับว่าไม่ได้ลดลงซักเท่าใดเนื่องจากรัฐบาลเป็นผู้รับภาระหนี้บางส่วนแทนเอกชน

การจะดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยนั้น ขึ้นอยู่กับความจริงจังของรัฐบาลในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ ความชัดเจนที่รัฐบาลจะนำพาประเทศไปสู่ระบบสังคมเปิดหรือจะเป็นรัฐบาลที่เอาแต่ความคลั่งชาติ ความหลงชาติ มาเป็นเหตุผลกีดกันทางการค้า พ.ร.บ. ใหม่ที่ประกาศบังคับใช้ในเรื่องธุรกิจโทรคมนาคมอันมีสารัตถะถึงการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนการถือหุ้นของต่างประเทศจากร้อยละ ๔๙ มาเป็นร้อยละ ๒๕ ซึ่งนับเป็นการส่งสัญญาณอะไรบางอย่างออกไปยังผู้ลงทุนต่างประเทศ ความไม่ชอบมาพากลและพฤติกรรมของผู้ใช้อำนาจทางการเมืองและผู้ประกอบธุรกิจ การติดโยงกับธุรกิจผูกขาด ธุรกิจบางประเภทซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าหากไม่มีการมอบเงินใต้โต๊ะหรือเหนือโต๊ะ ธุรกิจอันนั้นก็จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งปัจจุบันธุรกิจโทรคมนาคมก็อยู่ในข่ายนี้ ส่งผลให้ผู้บริโภคโทรคมนาคมเป็นผู้ที่เสียเปรียบที่สุด ต่อไปหากมีการแปรเรื่องของสัญญาโทรคมนาคมตามแนวทางที่อาจจะเกิดขึ้น ผู้บริโภคจะไม่ได้รับอะไรเลย ในขณะที่รัฐจะสูญเสียรายได้กว่า ๒ - ๓ แสนล้านบาท โดยรวมแล้วผู้ลงทุนในปัจจุบันต่างก็ต้องการเห็นว่ารัฐบาลจะส่งสัญญาณที่แน่นอนว่าจะเอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และธรรมาภิบาลที่จะเกิดขึ้นนั้น จะต้องเป็นธรรมาภิบาลที่เกิดขึ้นทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนอย่างแท้จริง

"เราอาจจะบอกได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอเมริกานั้น ต่อไปผลค่าตอบแทนของการลงทุนในอเมริกานั้นจะถดถอยลงไป เงินทุนหรือ equity นั้น จะไหลมาเทมาไปสู่ประเทศทั้งหลาย ประเทศไทยจะมานั่งฝันหวานคอยรับเงินอย่างเดียวไม่ได้ ใครเขาจะเอาเงินมาลงทุนหากพื้นฐานของการบริหารที่ดี ที่มีประสิทธิภาพ ที่ซื่อตรงต่อผู้ถือหุ้น ที่เงินไม่เข้ากระเป๋าตัวเอง มันยังไม่ปรากฏขึ้น"

ปีที่แล้วประเทศจีนมีเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากกว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐฯ จีนเริ่มดำเนินการแปรสภาพรัฐวิสาหกิจเข้าสู่ภาคเอกชน ซึ่งที่ผ่านมาจีนได้ดำเนินการ privatize ไปแล้วเป็นมูลค่ามากกว่า ๒๐,๐๐๐ เหรียญสหรัฐฯ

"ผู้นำประเทศจีนทุกครั้งที่เจอกับผู้ลงทุน หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินของอเมริกัน เขาจะพูดเสมอว่า เขาหลงทางมา ๕๐ ปี มัวแต่ไปตามอุดมการณ์ทางการเมืองของประเทศ ซึ่งประสบความล้มเหลว แต่เขาอยากเห็นอีก ๕๐ ปีข้างหน้า จีนจะเลือกทางที่ถูก ว่าจีนจะเลือกใช้ระบบที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ระบบนี้ทำให้ ๑. คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้น ๒. ทำให้รายได้ของคนดีขึ้น ๓. ทำให้ผลิตผลของประชาชนดีขึ้น และ ๔. เป็นระบบที่เสริมสร้างนวัตกรรมของคน เป็นระบบที่สนับสนุนคนที่มีความรู้ เขาบอกเขาอยากเป็นอเมริกาในอีก ๕๐ ปีข้างหน้า"

สิ่งที่ผู้นำประเทศจีนกล่าวข้างต้นนั้นจะจริงหรือไม่จริงก็แล้วแต่ แต่จากถ้อยแถลงดังกล่าวนับได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณอันชัดเจนไปยังนักลงทุนชาวอเมริกันและชาวยุโรปว่า ประเทศจีนได้กำหนดทิศทางที่ชัดเจนในการพัฒนาเศรษฐกิจของตนเอง รวมทั้งพร้อมดำเนินการไปในทิศทางดังกล่าวอย่างเต็มที่ ณ วันนี้ประเทศจีนได้กำหนดทิศทางแล้ว หากประเทศไทยยังคงดำเนินการในลักษณะเหยียบเรือสองแคม ซึ่งด้านหนึ่งก็ระบุว่าไทยจะเปิดเสรีทางการค้า ในขณะที่อีกด้านหนึ่งกลับชมเชยผู้นำประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ จะส่งผลให้นักลงทุนเกิดความสับสน และเมื่อเกิดความสับสนก็เกิดความไม่แน่ใจตามมา ซึ่งก็นำกลับมาสู่ตัวแปรสำคัญที่ระบุข้างต้นก็คือ "ความไม่แน่นอน" ซึ่งนับเป็นอุปสรรคของการลงทุน

รัฐบาลควรส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าจะปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ด้วยการนำหลักของบรรษัทภิบาลมาใช้ ซึ่งจะทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นว่าเงินที่นำมาลงทุนนั้นจะไม่เข้าไปสู่กระเป๋าของเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารบางคนเท่านั้น แต่จะเป็นการใช้เงินที่มีความโปร่งใส ที่มองถึงผลประโยชน์ของธุรกิจในส่วนรวม ซึ่งรัฐบาลควรจะมีมาตรการหลายด้านนอกเหนือไปจากการชี้นำเพียงอย่างเดียว รัฐบาลควรจะอำนวยความสะดวกให้แก่ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม นำหลักธรรมาภิบาลและบรรษัทภิบาลมาปรับใช้ในภาครัฐและภาคธุรกิจเพื่อสร้างให้เป็นจุดเด่นนอกเหนือไปจากการที่ประเทศไทยมีประชาธิปไตย

"หากเงินทุนจากต่างประเทศไหลมายังประเทศไทย กิจกรรมทางด้านธุรกิจและเศรษฐกิจก็จะมีมากขึ้น โครงการดี ๆ จะมีมากขึ้น จะมีคุณภาพมากขึ้น และเมื่อถึงบัดนั้นแล้ว ธนาคารไทยก็จะปล่อยเงินเอง แต่สิ่งที่เราต้องรู้ก็คือว่าการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยนั้น ไม่ใช่ต่างคนต่างทำเท่านั้น ไม่ใช่บริษัทแต่ละบริษัททำ บริษัทแต่ละภาคธุรกิจจะต้องทำรวมกัน อุตสาหกรรมเหล็กของเมืองไทยมีผู้ผลิตกว่า ๓๐ ราย ในขณะที่อุตสาหกรรมเหล็กของประเทศญี่ปุ่นซึ่งใหญ่กว่าเรามากกลับมีผู้ผลิตรวมตัวกันเหลืออยู่ ๒ - ๓ รายเท่านั้น ทุกวันนี้คุณเปิดหนังสือพิมพ์ หรือรับชมรับฟังข่าวสารจาก CNN BBC จะได้ยินอยู่เสมอว่าธนาคารนั้นรวมตัวกับธนาคารนี้ บริษัทนั้นรวมตัวกับบริษัทนี้ มันไปในทางนั้นหมด ดังนั้นแล้วต่างคนต่างสู้ก็จะทำไม่ไหว และต่างคนต่างสู้ก็จะตายกันทั้งหมด แต่ใจผมยังเชื่อว่าเมืองไทยยังมีโอกาสอีกมาก ขอให้คิด ขอให้ทำ และก็ขอให้มีความเชื่อมั่นว่า จะทำอะไรนั้นอย่านึกถึงแต่กระเป๋าตัวเอง เพื่อนฝูง พรรคพวก แต่ขอให้นึกถึงผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในธุรกิจนั้นทั้งหมด ธุรกิจเจริญ เจ้าสัวก็เจริญขึ้น หลงจู๊ก็เจริญขึ้น ผู้ถือหุ้นก็เจริญขึ้น เศรษฐกิจของประเทศก็จะเจริญขึ้น"