ปาฐกถา

รวมปาฐกถาภาษาไทย

คำปราศรัย
เรื่อง ความสามารถทางการแข่งขันกับอนาคตไทย
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี
วันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ. ศ. ๒๕๔๓
ณ ที่ประชุมใหญ่ สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย

สวัสดีท่านสมาชิกสมาคมทุกท่าน


ในระยะสองถึงสามปีหลังนี้ มีการพูดกันอย่างกว้างขวางในประเด็น ความสามารถในการแข่งขันของไทย โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า ไทยมีอันดับของความสามารถนี้ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ตัวอย่างได้แก่ ไทยอยู่อันดับที่ ๓๓ ในขณะที่สิงคโปร์และมาเลเซีย อยู่อันดับที่ ๒ และ ๒๕ ตามลำดับ หากความเป็นจริงเป็นเหมือนเช่นอันดับความสามารถ ประเทศไทยคงต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจก่อนในปรัชญาความคิดพื้นฐานของความสามารถทางการแข่งขัน


เหตุใดประเทศจึงต้องแข่งขันกัน เหตุผลพื้นฐานก็คือ เพื่อปรับมาตรฐานการดำรงชีวิตของประชากรให้สูงขึ้น โดยปกติก็วัดกันจากผลผลิตมวลรวมประชาชาติ และอาจจะนำเอาเรื่อง การเปรียบเทียบกำลังการซื้อ (Purchasing Power Parity) มาเกี่ยวข้องบ้าง อย่างไรก็ตามการวัดตามแนวนี้ ยังไม่อาจจะครอบคลุมถึงปัจจัยทางด้านสังคมได้ จึงเริ่มมีการกล่าวถึงการเติบโตที่ยั่งยืน (Sustainable Growth) อันครอบคลุมถึงการเติบโตในปัจจุบัน จะต้องมีผลดีถึงประชากรรุ่นถัด ๆ ไปด้วย


อาจจะมีความสงสัยเช่นกันว่า ระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน ส่วนใดมีผลต่อความสามารถทางการแข่งขันมากกว่ากัน ในความเป็นจริงแล้วผู้ที่แข่งขันคือภาคเอกชน ทั้งนี้เป็นตามแนวคิดพื้นฐาน ของนักเศรษฐศาสตร์คลาสสิค ที่พิจารณาในเรื่องผลผลิตอันได้แก่ ที่ดิน ทุน ทรัพยากรธรรมชาติ และแรงงาน แต่เมื่อสังเกตจากความเกี่ยวข้องของภาครัฐ ไม่ว่าประเทศใดก็ตามจะพบว่า ภาครัฐมีบทบาทมากทีเดียว ในเรื่องความสามารถทางการแข่งขันนี้ ทั้งนี้รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ สามารถกำหนดกฎเกณฑ์ให้เพื่อประโยชน์ต่อการลงทุนจากต่างประเทศ หรือ Foreign Direct Investment อันจะมีผลต่อการเลือกทำเลที่ตั้งของการผลิต และต่อเนื่องถึงการส่งเสริมการส่งออก ทั้งนี้จะมีผลโดยตรงต่อความมั่งคั่งของชาติสืบไป


ที่กล่าวมาจากเบื้องต้นทั้งหมด คือ ภาพรวมอย่างกว้างของเรื่อง ความสามารถทางการแข่งขัน ซึ่งท่านสมาชิกฯ จะเห็นได้ว่ามีความสลับซับซ้อนอยู่ในตัวเองอยู่มาก ดังนั้นเมื่อสถาบันเพื่อการพัฒนาการจัดการนานาชาติหรือที่เรียกว่า International Institute For Management Development (IMD) จัดทำการสำรวจเพื่อวัดผลความสามารถทางการแข่งขัน จึงเป็นสิ่งที่น่าจะทำได้ยาก ถึงแม้ว่าจะมีการวัดเป็น ๘ ปัจจัยหลัก อันได้แก่ รัฐบาล โครงสร้างพื้นฐาน ภาวะการเงิน เศรษฐกิจท้องถิ่น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บุคลากร การจัดการ และ ความเป็นนานาชาติ สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การวัดจากปัจจัยดังกล่าวนี้ อยู่บนพื้นฐานของแนวคิด ที่มีความแตกต่างกัน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นทางใดก็ตาม ก็จะส่งเสริมความสามารถทางการแข่งขันได้ โดยในเรื่องแรกคือ Attractiveness และ Aggressiveness ในที่นี้หมายถึงการที่ประเทศจัดความสัมพันธ์ต่อชุมชนนานาชาติ หากประเทศใดอยู่ในกลุ่ม Aggressiveness ก็จะมุ่งมั่นในการส่งออก หรือไปลงทุนในต่างประเทศ เช่น เยอรมัน ญี่ปุ่น เกาหลี ในทางตรงกันข้าม ไอร์แลนด์ และสิงคโปร์ ได้ประสบความสำเร็จ ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

อีกประเด็นได้แก่ Proximity แนวคิดมาจากพื้นฐานของการปกป้องเศรษฐกิจท้องถิ่น ในขณะที่ แนวคิดเรื่อง Globality มีความแตกต่าง ในการส่งเสริมการแข่งขันโดยเฉพาะเรื่องราคา


ประเด็นที่น่าสนใจคือ เรื่องของ Asset and Process ในความหมายก็คือ บางชาติที่มีทรัพยากรมากมาย อาทิ อินเดีย บราซิล รัสเซีย ก็มิได้หมายความว่า จะแข่งขันได้อย่างดี เมื่อเทียบกับประเทศที่มีกระบวนการในการเปลี่ยนรูปแบบทรัพยากรนั้น อาทิ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และ สวิตเซอร์แลนด์


อีกประเด็นที่มีผลโดยตรงต่อการแข่งขันคือ การยอมรับความเสี่ยง และความผูกพันทางสังคม (Individual Risk and Social Cohesiveness) ประเทศที่มีประชากรยอมรับความเสื่ยง จะส่งเสริมการเปิดการค้าเสรี การปรับบทบาทของรัฐบาล ตัวอย่างได้แก่ อังกฤษ อเมริกา ในขณะนี้ หลายประเทศในยุโรป ยังคงยืนอยู่บนความผูกพันในสังคมเป็นหลัก


ทั้งหมดนี้เป็นภาพรวม ๆ ของประเด็นความสามารถทางการแข่งขัน ในอดีตเขาอาจจะพิจารณาเพียงไม่กี่ประเด็น เมื่อพูดถึงเรื่องความมั่งคั่ง และสมบูรณ์พูนสุขของประชากรภายในประเทศ แต่ปัจจุบันในโลกของความซับซ้อนของธุรกิจ การเงินและเทคโนโลยี ทำให้แนวความคิดของเศรษฐกิจไร้พรมแดน (Borderless Economy) เป็นประเด็นหนึ่งที่เราจะต้องพิจารณาอย่างละเอียด เพื่อส่งเสริมความสามารถของไทยให้แข่งขันกับประเทศอื่นได้ ผมจึงขอเสนอให้ท่านสมาชิกฯ พิจารณาประเด็นต่อไปนี้ เพื่อส่งเสริมความสามารถทางการแข่งขันของไทยในระยะยาว


ประเด็นแรก คือ เรื่องการปรับตัวให้สอดคล้องกับการแข่งขันในกรอบของ New Economy ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีมาเสริมความสามารถของบุคลากร ดังนั้นในภาพกว้าง ไทยจะต้องเร่งเรื่องการเปิดเสรีโทรคมนาคม เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างสมบูรณ์แบบ และทำให้โครงสร้างพื้นฐานของไทยมีความแข็งแกร่ง สามารถแข่งขันได้กับประเทศอื่น ๆ เราควรจะพิจารณาการรวมหน่วยงานของรัฐ ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และโทรคมนาคมไว้ด้วยกันเพราะสองเทคโนโลยีนี้กำลังรวมเป็นหนึ่งเดียว ดังที่ท่านสมาชิกทราบดีทางด้านผลกระทบทางด้านอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน


ประเด็นที่สอง การส่งเสริมการศึกษา ภายใต้แนวความคิดของการจัดการ ความรู้คือ Knowledge Management ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้มีการเตรียมไว้แล้ว ได้แก่ในเรื่องการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร การจัดการด้านความรู้นี้ จะมีผลกระทบในแนวกว้างในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษา การศึกษาอย่างต่อเนื่องของพนักงานในองค์กรต่าง ๆ สิ่งนี้จะมีผลให้ไทยมีความสามารถทางการแข่งขันได้ในระยะยาว


ประเด็นที่สาม คือ ปัจจัยทางการเมือง ซึ่งน่าจะมีความแน่นอนมากขึ้น เนื่องจากกฎเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ในหลายประเด็น ที่ทำให้ผู้ปกครองประเทศไม่อาจดำเนินการเพื่อประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษได้ เมื่อปัจจัยทางการเมืองมั่นคง ภาครัฐควรที่จะให้ความสำคัญ เรื่องความสามารถทางการแข่งขันโดยระบุชัดและวัดผลได้ว่า หน่วยงานใด กระทรวงใด จะต้องดูแลเรื่องอะไร โดยอาจจะยึดถือ ๘ ประเด็น ที่ทางสถาบันพัฒนาการจัดการนานาชาติใช้เป็นหลักก็ได้


ประเด็นที่สี่ คือ ด้านการปรับโครงสร้างทางการเงิน ให้สอดคล้องต่อตลาดการเงินโลก เพื่อจะสามารถรักษาความสามารถทางการแข่งขันไว้ได้


ประเด็นต่อมา คือ การแก้ไขปัญหาคอรัปชั่น หรือการฉ้อราษฎร์บังหลวง ซึ่งดูเหมือนจะมีความรุนแรง ซับซ้อนมากขึ้น สาเหตุด้านหนึ่งจะมาจาก การที่สังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ ในหลายโอกาส คนไทยเราจึงมักจะตีขลุมว่า เรื่องที่อาจจะเป็นการฉ้อราษฎร์บังหลวงนั้น อันที่จริงเป็นเพียงการช่วยเหลือพวกพ้องตามปกติ แนวความคิด Good Governance ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางในขณะนี้ ก็คือเรื่องจริยธรรมที่สังคมไทยได้อบรมบ่มนิสัยตลอดมา การที่เราสามารถแก้ไข หรือลดความรุนแรงของการฉ้อราษฎร์บังหลวง จะลดต้นทุนธุรกิจ ทำให้พันธมิตรทางธุรกิจและเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีความมั่นใจในประเทศไทย อันจะนำไปสู่ความสามารถทางการแข่งขันที่ดีขึ้น


ประเด็นสุดท้าย คือ การปรับตัวของภาครัฐ โดยรวมถึงรัฐวิสาหกิจ ให้มีการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยมีการปรับกระบวรการทำงาน และนำเทคโนโลยีมาใช้ด้วย


ความสามารถทางการแข่งขันนี้ เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง ที่เราจะพิจารณาอย่างโดดเดี่ยวจากปัจจัยอื่น ๆ ไม่ได้ แต่เมื่อเรามีความเข้าใจและพร้อมที่จะแก้ไข เราก็ควรจะเริ่มต้นทั้งภาครัฐและเอกชน ในการเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขันให้ดีขึ้น ๆ ไป

รวมปาฐกถาภาษาไทย

คำกล่าวเปิดงานสัมมนาวิชาการประจำปี ๒๕๔๒
เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
ประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๔๒
ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ซิตี้ จอมเทียน ชลบุรี

ท่านผู้มีเกียรติ

ในฐานะประธานสภาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และในนามของคณะผู้จัดการสัมมนา ผมขอต้อนรับท่านผู้มีเกียรติเข้าสู่การสัมมนาวิชาการประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๒

การสัมมนาทางวิชาการประจำปีนี้ ผมถือว่าพิเศษกว่าทุก ๆ ปี คือพิเศษด้วยโอกาส ด้วยคณะผู้ร่วมจัดการสัมมนา และด้วยหัวข้อ

ความพิเศษประการแรกและถือว่าเป็นมงคลอย่างยิ่ง คือการที่คณะผู้จัดการสัมมนา ได้มีโอกาสร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนาที่ทรงคอยชี้นำ และเป็นแกนหลักในการแก้ปัญหาวิกฤติการณ์ของประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการณ์ทางการเมือง วิกฤติการณ์ภัยธรรมชาติ วิกฤติการณ์ทางสังคม เช่น ความยากจน และความอยู่ดีกินดีของประชาชนในประเทศ และล่าสุดพระองค์ได้พระราชทานแนวคิดปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ ท่ามกลางภาวะวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ได้มีการขบคิดกันในวงกว้าง และพิจารณาสานต่อเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศต่อไป ในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ ผมขอถือโอกาสในนามของทุกท่าน ร่วมน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัย ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ความพิเศษประการที่สอง ได้แก่ คณะผู้ร่วมจัดการสัมมนา ปีนี้ก็เช่นเดียวกันกับทุกปี คือ TDRI ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิชัยพัฒนา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มูลนิธิชัยพัฒนาร่วมจัดการสัมมนาวิชาการประจำปีกับ TDRI นอกจากนี้ เรายังได้รับเกียรติและความร่วมมือจากหน่วยงานสำคัญ ๆ อีกถึง 3 หน่วยงาน คือ สภาวิจัยแห่งชาติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ NIDA และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่าสภาพัฒน์ฯ

ความพิเศษประการที่สาม คือ หัวข้อการสัมมนา เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งหน่วยงานที่ร่วมจัดการสัมมนาต่าง ๆ ก็มีส่วนร่วมในการวิเคราะห์แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาก่อนหน้าการประชุมนี้ ทางสภาวิจัยแห่งชาติได้มีการจัดเสวนาเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ: มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์” ขึ้น ๒ ครั้ง โดยมีผู้แทนจาก TDRI สภาพัฒน์ฯ และ NIDA เข้าร่วมด้วย ทาง NIDA ก็ได้ทำการศึกษาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง สืบเนื่องจากการศึกษาของ NIDA เอง เกี่ยวกับเกษตรทฤษฏีใหม่ในปีก่อนหน้านี้ และสำหรับสภาพัฒน์ฯ ก็ได้มีการศึกษาเพื่อพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมที่สุด ในการนำเอาแนวพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาประกอบการกำหนดกรอบการพัฒนาประเทศ

คณะผู้ร่วมจัดการสัมมนามีความเห็นตรงกันว่า ควรจัดการสัมมนาเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน และมีความชัดเจนมากขึ้นในเชิงกรอบความคิด และการประยุกต์ใช้กรอบความคิดดังกล่าว เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป

เพื่อให้มั่นใจว่าการตีความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นไปตามแนวพระราชดำริ คณะผู้จัดการสัมมนาได้รับความกรุณาจาก ฯพณฯ องคมนตรี เชาวน์ ณ ศีลวันต์ ได้ร่วมประชุมกับผู้ทรงคุณวุฒิในทางเศรษฐกิจและสาขาอื่น ๆ มาร่วมกันประมวลและกลั่นกรอง พระราชดำรัสเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ต่อมาได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต นำบทความดังกล่าวไปเผยแพร่ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตลอดจนประชาชนโดยทั่วไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไขพระราชทาน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามที่ขอพระมหากรุณา ซึ่งถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น ผมขออัญเชิญปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาอ่าน ณ ที่นี้

“เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทาง สายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียงหมายถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผน และการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี”

ถ้าท่านได้พิจารณาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างละเอียด ก็จะเห็นได้ว่ามีความลึกซึ้งอย่างมาก แท้จริงแล้วพระองค์ท่านพระราชทานแนวความคิดด้าน “เศรษฐกิจพอเพียง” มาตั้งแต่เมื่อ ๒๕ ปีที่แล้ว เพียงแต่มิได้ทรงใช้คำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ผมคิดว่าพระองค์ท่านใช้คำว่า “พอเพียง” โดยเติมคำว่า “เศรษฐกิจ” เข้าไป เพราะบริบทในการพระราชดำรัสในครั้งล่าสุดเมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมานี้ คือวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งเกิดจากภาวะความไม่พอเพียง ไม่พอใจ และสำคัญที่สุด คือไม่พอประมาณ จนก่อให้เกิดปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและวิกฤติการณ์ในที่สุด

ในปี ๒๕๑๗ ช่วงที่สังคมไทยอยู่ในภาวะหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง และสังคมไทยมีปัญหาการกระจายรายได้ พระองค์ท่านทรงเน้นในพระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาว่า คนอื่นจะว่าเมืองไทยล้าสมัย เชย ไม่มีสิ่งที่ทันสมัย ก็ช่างเขา แต่ “เราอยู่พอมีพอกิน” และพระองค์ท่านได้ทรงทดลองโครงการและทฤษฎีต่าง ๆ เพื่อความพอมีพอกินของพสกนิกรเสมอมา เป็นที่น่าสังเกตว่าทรงเน้นคำว่า “พอ” มาโดยตลอด “พอมีพอกิน” “พอเพียง” และในกระแสพระราชดำรัสเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาปี ๒๕๔๑ ก็ทรงเสริมคำว่า “พอดี” เพราะเมื่อเรารู้ว่าจุดใดคือ “พอ” เมื่อนั้นเราก็จะเกิดความพอใจ เมื่อรู้จักพอใจก็จะรู้จักความพอประมาณ เมื่อรู้จักพอประมาณก็จะรู้จักให้ เมื่อรู้จักให้ก็เริ่มเกิดการแบ่งปัน เกื้อกูลกัน เกิดความสงบในสังคม เกิดความเข้มแข็งในชุมชน เกิดศักยภาพ และท้ายที่สุด จะเกิดความมั่นคงและยั่งยืน

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับทฤษฎีใหม่ครั้งแรกในปี ๒๕๓๗ และมีพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในอีก ๓ ปีต่อมา มีหลายฝ่ายโยงเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับภาคการเกษตรเป็นหลัก อันที่จริงเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาการดำเนินชีวิตที่ปรับใช้ได้กับทุกภาคเศรษฐกิจ เช่น ภาคอุตสาหกรรม ภาคการเงินการธนาคาร เป็นต้น โดยให้การดำรงอยู่และการปฏิบัติตนมีพื้นฐานอยู่บนความพอดี อยู่ในทางสายกลาง การตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล มีความเข้มแข็ง มั่นคงและยั่งยืน พร้อมปรับสภาพให้รับมือกับความไม่แน่นอน และความผันผวนจากภายนอกประเทศ โดยอาศัยความรอบคอบ รอบรู้ ความร่วมมือ ความสุจริต และความเพียรในการพิจารณาทางเลือก ประเมินและบริหารความเสี่ยง ตลอดจนพิจารณาข้อจำกัดในการตัดสินใจ เมื่อได้หลักพื้นฐานของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเช่นนี้แล้ว ก็เป็นที่แน่ชัดว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำไปปฎิบัติใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศได้ในทุกภาค ในภาคสังคม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็นำไปเป็นหลักได้ การกระจายรายได้ให้เกิดความพอเพียงระหว่างคนที่มีมากกว่ากับคนที่มีน้อยกว่า การกระจายอำนาจในการปกครอง ส่งเสริมให้ครอบครัวและชุมชนเข้มแข็ง มีความสม่ำเสมอ มีสติ มีเหตุผลในการตัดสินใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกรอบในการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาในภาคเศรษฐกิจและสังคมใด หากมีความ “พอเพียง” เป็นหลักยึดให้เกิดความพอดีแล้ว การปรับตัวสำหรับอนาคตก็จะทำได้โดยง่าย การก้าวต่อไปข้างหน้าก็จะรอบคอบ ระมัดระวัง

ประเด็นหนึ่ง ที่ผมคิดว่าสำคัญมากก็คือ แม้ว่าคำในพระราชดำรัสจะติดปากพวกเราอยู่ว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” องค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจ แต่อยู่ที่ “วิถีชีวิต” วิถีการดำรงชีวิตของคนไทย ที่ตัดขวางสังคมในทุกระดับ ทั้งระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน และประเทศ ผมคิดว่าเราคุ้นกับการโทษปัจจัยภายนอกในการมองหาสาเหตุของสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ที่มักได้ยินเสมอก็คือ การเข้าใจประเด็นบุญทำกรรมแต่งแต่เพียงผิวเผิน อะไรเกิดขึ้นก็โทษกรรม ถือเป็นปัจจัยภายนอกที่พ้นตัว ทั้งที่ในทางพุทธศาสนา กรรมก็คือการกระทำ การกระทำของใคร ก็การกระทำของเราแต่ละบุคคล ผมคิดว่า คนไทยต้องเปลี่ยนทัศนคติการมองหาสาเหตุจากปัจจัยภายนอกให้ได้ ก่อนที่จะโทษคนอื่นหรือพึ่งคนอื่น ควรจะต้องกลับมาดูตัวเองว่าทุกอย่างอยู่ที่เรา เกิดจากเรา เราจึงต้องพึ่งตัวเอง ดังกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า อย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ อย่ายืนบนขาของคนอื่น ถัดจากการไม่ยืนบนขาของคนอื่นก็คือการเรียนรู้ที่จะยืนบนขาของตัวเอง นอกจากจะไม่พึ่งคนอื่นแล้ว ต้องเปลี่ยนทัศนคติไม่ตามคนอื่นจนเกินพอดีด้วย ไม่ใช่เห็นใครมีอะไรหรือทำอะไรก็ตาโตไปกับเขาหมดโดยขาดสติ ใครลงทุนอะไรก็ทำตามหมด อันนี้ในทุกระดับนะครับ ทั้งระดับบุคคลและระดับระบบ ควรหันกลับมาถามตัวเอง มากำหนดที่ตัวเองมากกว่า ดังที่พระธรรมปิฏกหรือท่านประยุทธ์ ปยุตโต ได้เขียนไว้ในหนังสือ “ทางออกจากระบบเศรษฐกิจที่ครอบงำสังคมไทย” ตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ ว่าการเข้าถึงเศรษฐศาสตร์ก็โดยธรรม ธรรมะในที่นี้ไม่ใช่จริยธรรม แต่คือสัจธรรมตามธรรมชาติ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือ ธรรมชาติตามความจริงที่เราควรพิจารณาให้ถ่องแท้ แยกแยะองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ทั่วถึง เพื่อหาทางออกจากวิกฤติและดำรงชีวิต ตลอดจนปฏิบัติตนในแนวที่แตกต่างจากเดิม ที่กล่าวมานี้ ก็เพื่อจะโยงให้เห็นว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ว่าด้วยแก่น ว่าด้วยคุณค่า เช่นสติ ความรอบคอบ พอดี และทางสายกลาง และว่าด้วยสติปัญญา เป็นแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทดลองแล้ว ในโครงการในพระราชดำริต่าง ๆ ของพระองค์ จนทรงเห็นจริงว่าสามารถใช้ได้ เมื่อเราเข้าใจถึงแก่นเช่นนี้ การพัฒนากรอบและเครื่องมือที่เหมาะสมกับสภาพของโลกปัจจุบัน ก็เป็นข้อท้าทายของเราทุกคน

สุดท้ายนี้ผมขอกล่าวถึงจุดมุ่งหมายปลายทางของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างสั้น ๆ ถ้าเปรียบเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแก่น แนวปฏิบัติต่าง ๆ เช่น เกษตรทฤษฎีใหม่ก็คือเครื่องมือ หลักชัยก็คือการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable development สิ่งเหล่านี้เป็นความยั่งยืนซึ่งมีที่มาจากความตระหนักว่าในระบบมีข้อจำกัดในด้าน input มิใช่มีทรัพยากรด้านต่าง ๆ มาถมลงไปได้โดยไม่มีที่สิ้นสุด เป็นความยั่งยืนที่เกิดจากความเข้าใจว่า input และ output ต้องสมดุลกัน ต้องใช้ input และ บริหาร output อย่างมีสติ อย่างรอบคอบ อย่างพอดี และอย่างพอเพียง

ผมขอฝากไว้เพียงเท่านี้ และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านจะร่วมกันระดมความคิดอย่างสร้างสรรค์ ในระยะเวลาวันครึ่งนี้ เพื่อทำความเข้าใจ ทำความเข้าใจกับตัวเอง ทำความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างถ่องแท้ กับความหมายของ “เศรษฐกิจพอเพียง” และช่วยกันพิจารณาถึงการประยุกต์ใช้ปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” สำหรับแนวทางการพัฒนาประเทศทางด้านต่าง ๆ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และยั่งยืนสู่สหัสวรรษใหม่ที่กำลังมาถึง

บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดการสัมมนาทางวิชาการประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๒

รวมปาฐกถาภาษาไทย

คำกล่าวสุนทรพจน์ของ นายอานันท์ ปันยารชุน
เรื่อง เศรษฐกิจไทยปี ๒๕๔๒: ทิศทางการฟื้นฟูอุตสาหกรรมไทย
วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๑
ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ท่านประธานสภาอุตสาหกรรมฯ

ท่านรองประธาน

ท่านสมาชิก และ ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย


เช้าวันนี้ผมกลับมาเยือนบ้านเก่า ยินดีที่ได้มีโอกาสมาพบกับเพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงานที่เคยทำงานร่วมกันในสภาอุตสาหกรรมฯ มาเป็นเวลา ๑๐ กว่าปี เพราะฉะนั้นการมาในครั้งนี้ไม่ได้มาในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี แต่มาในฐานะบุคคลหนึ่งที่โชคดีและมีโอกาสดีที่ครั้งหนึ่งในชีวิตมีโอกาสทำงานให้สภาอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจของเมืองไทย วันนี้ผมได้ดูรายการที่บรรดาผู้ที่จะมาพูด หัวข้อบอกว่าเศรษฐกิจไทยปี ๒๕๔๒: ทิศทางการฟื้นฟูอุตสาหกรรมไทย ในตอนเช้าจะมีผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งในด้านราชการและด้านวิชาการมาอภิปรายหัวข้อเรื่อง เศรษฐกิจไทย: เศรษฐกิจมหภาค การเงิน การคลัง ตอนบ่ายจะมีรัฐมนตรีมาพูดเรื่องของกฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นเมื่อผมดูรายชื่อผู้พูดแล้วล้วนแต่เป็นผู้ที่มีอำนาจและมีความรับผิดชอบในหัวข้อที่ท่านอยากให้ผมมา แต่โดยที่ไม่ได้เป็นนักการเงินการคลัง และนักธุรกิจที่แท้จริง และไม่มีตำแหน่ง อำนาจความรับผิดชอบต่าง ๆ ผมก็รู้สึกว่าอาจจะเหมาะสมมากกว่า ถ้าหากปล่อยให้เรื่องของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่บรรดาผู้รับผิดชอบทั้งหลาย หรือผู้ที่มีความรู้วิชาการอย่างแท้จริงนั้น ควรมาให้ข้อคิดเห็น แต่สิ่งที่ผมจะมาพูดวันนี้นั้นอาจจะไม่เกี่ยวพันกับหัวข้อที่ท่านตั้งไว้โดยตรง ไม่ใช่ในระยะสั้น แต่ในระยะยาว ผมว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นมากและเป็นเรื่องที่บรรดานักอุตสาหกรรม หรือนักธุรกิจไทยจำเป็นต้องใส่ใจไว้แต่บัดนี้ว่าต้องอุตสาหะขวนขวาย ไม่ว่าเราจะรับหรือไม่รับ ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบ แต่สิ่งที่ผมจะพูดนี้ต้องเกิดขึ้นแน่ ๆ และยิ่งเกิดขึ้นได้เร็วเท่าไหร่ในสังคมไทย โดยเฉพาะสังคมธุรกิจไทยก็จะเป็นเครื่องประกันว่า ในอนาคตนั้น ถ้าหากวิกฤตประเภทนี้เกิดขึ้นอีก ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ ผลร้ายที่ตามมาจะได้รับการประทังและไม่ถึงขั้นวิกฤตหายนะอย่างที่ ปรากฏอยู่ คนจำนวนพัน จำนวนหมื่น กำลังประสบอยู่


ทางด้านส่วนตัวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมไปเป็นประธานการประชุมสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ผมได้มีโอกาสพูดในที่ประชุม บอกบางสิ่งบางอย่างที่สถาบัน วิจัยเพื่อการพัฒนากำลังดำเนินการอยู่ หรือจะดำเนินการต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการตามคำเชิญของรัฐบาลหรือตามความสนใจเป็นพิเศษของรัฐบาล เราจำต้องคิดว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นในเมืองไทยเป็นการผิดพลาดของคนจำนวนมากทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายเอกชน และคงไม่มีใครสามารถหาสาเหตุที่แท้จริงว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ หรือเกิดขึ้นเพราะใคร หรือแม้แต่เกิดขึ้นเพราะเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งโดยเฉพาะ แต่มันเป็นการเกิดขึ้นจากเหตุการณ์หลาย ๆ เหตุการณ์ เกิดขึ้นมาเป็นเวลาหลายปี และเป็นความบกพร่อง ความผิดพลาด ทั้งที่จะมีเจตนารมณ์บริสุทธิ์หรือมีเจตนารมณ์ไม่บริสุทธิ์ของคนจำนวนมาก แต่ถ้าเราจะฟื้นฟูเศรษฐกิจของเราในเมืองไทยนั้น คำถามที่ต้องถามก็คือว่า เราฟื้นฟูไปสู่ทิศทางใด


ถ้าเกิดภูมิปัญญาของเราบอกว่าเราจะฟื้นฟูกลับไปที่เดิม กลับไปเมื่อ ๑๘ เดือนที่แล้วหรือ ๓ ปีที่แล้ว จริงหรือเปล่า ถ้าดีจริงเราก็ควรฟื้นฟูกลับไปจุดนั้น แต่คนส่วนใหญ่คงจะมองเห็นว่า สิ่งที่เราเรียกว่าเศรษฐกิจฟองสบู่นั้น เป็นเศรษฐกิจที่มีภาพมายา มองจากข้างนอกหรือมองจากตนเอง ผลประโยชน์ของตัวเองในบางด้านอาจเป็นเศรษฐกิจที่ดีแต่จริง ๆ แล้วเป็นภาพลวงตา เป็นเศรษฐกิจที่ผมเรียกว่าท่าดีทีเหลว เป็นเศรษฐกิจที่ไม่มีความยั่งยืน เป็นเศรษฐกิจที่ไม่ได้อาศัยความพอเพียง เป็นเศรษฐกิจของคนโลภ ของคนอยากได้ ของคนแก้ปัญหาระยะสั้น เพระฉะนั้นในการสัมมนาทั่ว ๆ ไปรวมทั้งการสัมมนาในวันนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโจทย์ที่เราต้องตั้งให้กับสังคมไทย หรือสังคมอุตสาหกรรมของเมืองไทยนั้นว่าเราจะอยู่รอดเพื่อดำเนินการฟื้นฟูนั้น ฟื้นฟูไปเพื่อให้เศรษฐกิจอยู่รอด หรือยั่งยืนเป็นเศรษฐกิจที่พอเพียง เป็นเศรษฐกิจที่อาศัยคุณธรรมและวัฒนธรรมดั้งเดิมของเมืองไทยในแง่ที่ดีและต้องเป็นเศรษฐกิจที่ไม่ใช่ว่าคนรวย รวยอย่างไม่รู้เรื่อง และคนจนก็จนอย่างไม่มีวันได้ผุดได้เกิด ถ้าเป็นเศรษฐกิจที่ปรากฏมาแล้วในระยะเวลา ๒๐ ปีที่ผ่านมาเป็นเพียงแต่เศรษฐกิจที่ให้โอกาสแก่ผู้มีโอกาสเท่านั้น แต่เป็นเศรษฐกิจที่ตัดโอกาสหรือลดโอกาสคนที่มีโอกาสน้อยอยู่แล้ว เป็นเศรษฐกิจที่ทำให้คนรวยรวยมากขึ้นโดยไม่มีเหตุผล เป็นเศรษฐกิจที่ทำให้ความยากจนของคนกว่า 40 % ในเมืองไทยยากจนมากขึ้น


ผมพูดในลักษณะที่กว้างแต่สิ่งแรกที่ผมอยากให้นักธุรกิจของเมืองไทย โดยเฉพาะนักอุตสาหกรรมของเมืองไทยนั้นได้ตระหนักอยู่เสมอและมีความจำเป็นต้องจดจำไว้ในอนาคตก็คือ ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของบริษัทก็ดี ของภาคอุตสาหกรรมก็ดี จะไม่มีความยั่งยืน จะไม่มีความมั่นคงถาวร ถ้าหากความเจริญ ความก้าวหน้า หรือความร่ำรวยนั้นเป็นการทำนาบนหลังคน หรือไม่ได้คำนึงถึงสัดส่วนผลประโยชน์ที่พนักงาน ลูกจ้าง และคนยากจนทั้งหลายเขาควรจะได้รับ ถ้าเผื่อเราดูตามสถิติทั่วไปแล้ว ประเทศที่กำลังพัฒนาไม่ว่าจะในอเมริกาใต้ หรือแม้แต่ในยุโรปบางประเทศ ในเอเชียเป็นส่วนใหญ่ การพัฒนาในแบบที่เราทำมาในอดีตนั้นเป็นการพัฒนาที่ไม่ได้ให้ความสำคัญหรือให้ความสำคัญไม่พอ ผลที่ตามมาในทางด้านสังคม การโยกย้ายคนในชนบทเข้ามาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมในกรุงเทพฯ รายได้อาจจะดีขึ้นแต่เขาเสียอะไรไปหลายอย่าง เขาเสียชีวิตครอบครัวที่ต้องแยกย้ายไป หรือถ้าเอาครอบครัวมาสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องเด็กไร้ที่อยู่ ไม่ว่าเป็นเรื่องยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม เพราะฉะนั้น สังคมเศรษฐกิจหรือสังคมอุตสาหกรรมของทุกประเทศนั้น จะต้องเป็นสังคมที่ไม่คำนึงถึงกำไรโดยการทำธุรกิจเป็นสิ่งที่ชอบธรรม เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าผิดศีลธรรม นอกเหนือไปจากพฤติกรรม หรือการปฏิบัติทางการค้าธุรกิจที่ไม่เป็นศีลธรรมจริง แต่การมีกำไรเป็นสิทธิของพวกท่าน ตราบใดที่กำไรนั้นเป็นกำไรที่ได้มาโดยความชอบธรรม เป็นกำไรที่แบ่งปันผลประโยชน์ให้ผู้อื่นด้วย ทำไมผมถึงย้ำถึงข้อนี้มากนัก เพราะผมเห็นว่าสังคมธุรกิจ สังคมอุตสาหกรรมของเมืองไทยนั้น นับวันนับวันนอกเหนือจากการบริหารที่ดีที่เราเรียกว่า Good Management มีการประชาสัมพันธ์ที่ดี มีการบริหารการเงินที่ดี และมีอะไรที่ดี ๆ หลายอย่าง แต่สิ่งเหล่านั้นเพียงพอหรือไม่


คงไม่มีใครจะปฏิเสธได้ว่าวิกฤตที่เราประสบในปัจจุบันนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะพวกเรากันเอง จะเป็นด้วยความเห่อเหิมโดยไม่ใช้เหตุผล หรืออย่างที่นายกรีนสแปน ประธานของ The Fed ของอเมริกันใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Irrational Exuberance เพราะมันไม่มีเหตุผลที่นักธุรกิจยืมเงินอย่างไม่คำนึงถึงคุณค่าของโครงการที่ตัวเองยืมอย่างแท้จริง หรือยืมเงินมาเพื่อโครงการแต่ไม่ได้ใช้ตามโครงการที่ถูกต้องและหลายสิ่งหลายอย่างมันสื่อให้เห็นอะไร สื่อให้เห็นว่าธุรกิจของเมืองไทย อุตสาหกรรมของเมืองไทยยังขาดตัวสำคัญอยู่ตัวหนึ่ง และตัวนั้นก็คือ Good Governance ซึ่งบางครั้ง บางคนใช้คำว่า ธรรมรัฐ บางคนใช้คำว่า ธรรมภิบาล ผมไม่แน่ใจว่าภายใน ๑ ปีนี้คำไหนจะติดในสังคมไทย แต่ระหว่างที่เลือกกันอยู่ว่าจะใช้คำไหนและบางคนอาจจะไม่ชอบเลย ไม่ใช้สักอย่างหนึ่ง อันนี้ก็เป็นสิทธิของเขา แต่เราจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้าหากอุตสาหกรรมไทย ธุรกิจของไทยเรามี Good Governance ในอดีตไม่ใช่ว่าปัญหาจะไม่มีวิกฤตก็คงมี แต่ผลกระทบก็คือน้อยลงไป และอะไรคือธรรมรัฐ อะไรคือธรรมาภิบาล เป็นสิ่งที่เราจับต้องไม่ได้ ไม่เหมือนไมโครโฟน ไม่เหมือนโต๊ะ ไม่เหมือนเก้าอี้ แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า Abstract Idea อาจจะจับไม่ได้ แตะต้องไม่ได้ ดมกลิ่นไม่ได้ แต่เรารู้องค์ประกอบ แต่ก่อนที่เราจะรู้องค์ประกอบธรรมาภิบาลนั้น เราจะต้องรู้เสียก่อนว่า Concept ของ Good Corporate Governance มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ถ้าไม่เข้าประเด็นนี้ ในประเด็นพื้นฐานว่า Good Governance มันเกิดมาได้อะไร เราจะไม่มีทางบรรลุถึงความเข้าใจของวิธีการของมันได้


เราจะใช้คำว่า Good Governance ในลักษณะของระดับชาติก็ดี ในระดับ สังคมใหญ่ก็ดี หรือในระดับสังคมเศรษฐกิจก็ดี Good Governance มันเริ่มต้นจากข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็นที่ว่าถ้าเผื่อในระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย หรือบางคนอาจจะชอบใช้คำว่า มาจากปวงชนชาวไทย แต่ในรัฐธรรมนูญปัจจุบันใช้ว่า เป็นของปวงชนชาวไทย นักการเมือง หรือผู้แทนที่เราส่งเข้าไปในสภานั้น เป็นแค่ตัวแทน คนที่เป็นรัฐมนตรีก็เป็นแค่ตัวแทนของเรา ในระบบการเมืองปัจจุบันและในอนาคต บุคคลที่เข้าไปอยู่ในตำแหน่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง เขาเข้าไปในลักษณะตัวแทนประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจ ถ้าเผื่อเริ่มจากจุดนั้นเราจะเข้าใจ ถ้าเผื่ออำนาจอยู่ที่เรา เราก็มีโอกาสตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะเรียกร้องหรือเริ่มต้นขบวนการที่ถอดถอนเขาได้ เพราะอำนาจอยู่ที่เรา และเมื่ออำนาจอยู่ที่เรา เราก็มีสิทธิต่าง ๆ เราก็มีความเป็นเจ้าของเกิดความรู้สึกขึ้นมา ฉันใดก็ฉันนั้น


ในวงการอุตสาหกรรม วงการธุรกิจ ถ้าเราเริ่มต้นใช้ Concept ของ Good Corporate Governance นักธุรกิจไทย นักอุตสาหกรรมไทย ก็ต้องเริ่มปรับตัวเอง ปรับวิธีคิดของตนเอง ผมไม่ได้บอกว่าวิธีคิดเก่านั้นผิด เพราะว่าเมื่อสังคมอุตสาหกรรมของเมืองไทยเริ่มต้นจากครอบครัว เริ่มต้นจากพี่น้อง เริ่มต้นจากเพื่อนฝูง มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าในระยะเวลา ๓๐ - ๔๐ ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมไทย หรือธุรกิจของไทยก็จำต้องยึดถือครอบครัว พี่น้องและเพื่อนฝูง แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไป วิวัฒนาการของสังคม ซึ่งนับวัน นับวัน ความเป็นเจ้าของครอบครัวจะน้อยลง ความเป็นเจ้าของพี่น้องจะน้อยลงไป และความเป็นเจ้าของระหว่างบรรดาเพื่อนฝูงก็จะน้อยลงไป การมีตลาดหลักทรัพย์ก็ดีที่มีการกำหนดว่าคนข้างนอกจะถือหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นวิวัฒนาการของมันในตัว


เมื่อเป็นวิวัฒนาการของประเทศนี้แล้ว ตามทิศทางนี้ นักธุรกิจไทยไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือนอกตลาดหลักทรัพย์ ก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิดแล้วว่าการเป็นเจ้าของบริษัทของเรา นับวันความเป็นเจ้าของจะขึ้นอยู่กับผู้ถือหุ้น ไม่ได้อยู่กับครอบครัว มิได้อยู่กับพี่น้อง เท่านั้นยังไม่พอ ความเป็นเจ้าของบริษัทหรือความเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นไม่ได้ขึ้นกับผู้ถือหุ้นอย่างเดียว ยังขึ้นอยู่กับผู้ใช้สินค้าที่เราผลิตด้วย คือ ผู้อุปโภคและบริโภค บางคนอาจจะบอกว่านี่เป็นวิธีคิดใหม่รับไม่ได้ อันนี้เป็นกระแส กระแสของวงการธุรกิจ ซึ่งนับวัน นับวัน ใครที่รับไม่ได้ก็ต้องเรียนรู้ วันหนึ่งในอนาคตจะต้องรับ จะรับกระแส หรือรับความคิดเท่านั้นยังไม่พอ ก็ต้องมีการเตรียมการไว้ก่อน เพราะนับตั้งแต่เราเริ่ม Good Corporate Governance เจ้าของไม่ได้อยู่ที่เจ้าสัว ไม่ได้อยู่ที่ครอบครัว ไม่ได้อยู่ที่พี่น้อง ไม่ได้อยู่ที่เพื่อนฝูง แต่เจ้าของเป็นบุคคลข้างนอก ซึ่งเราอาจไม่รู้จัก ไม่เห็นหน้า ไม่รู้ตัวตน แต่ตราบใดที่เขาเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ ความเป็นเจ้าของอยู่ที่เขา


เมื่อความเป็นเจ้าของไม่ได้อยู่ที่เรา ไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายบริหาร ไม่ได้อยู่ที่ครอบครัว แต่อยู่ที่คนข้างนอก มันก็เข้าลักษณะเดียวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เมื่อคนข้างนอกหรือผู้ถือหุ้นเขาเป็นเจ้าของ เขาก็มีสิทธิหลายอย่างที่ในอดีต ครอบครัวก็ดี หรือฝ่ายบริหารก็ดี ไม่ได้ให้เขารู้ ไม่ได้ให้เขาเห็น ดีไม่ดีปิดบังเขาด้วย หลอกลวงเขาด้วย สิ่งเหล่านี้ต้องค่อย ๆ หมดไปและจะหมดไป เมื่อประชาชนเรียกร้องประชาธิปไตยมากขึ้นเท่าใด ผู้ถือหุ้นก็จะเรียกร้องสิทธิการเป็นเจ้าของบริษัทของตนเองมากขึ้นในการเป็นเจ้าของ เขาต้องการอะไร เขาต้องการข้อมูล เขาต้องการความโปร่งใส เขาต้องการมีตัวแทนในคณะกรรมการ ปัจจุบันนี้ตลาดหลักทรัพย์ เขาก็ใช้มาตรฐานที่ใช้กันทั่วไปในประเทศที่เจริญแล้ว บริษัทที่ตลาดหลักทรัพย์ภายในปลายปี ๒๕๔๒ บริษัทที่ตลาดหลักทรัพย์จำต้องมีคณะตรวจสอบบัญชีภายในที่เรียกว่า Internal Audit Committee แต่ถึงแม้บริษัทที่ไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าเป็นธุรกิจที่จะเจริญเติบโตต่อไปก็น่าจะเตรียมไว้ละครับ ว่าการมี Internal Audit หมายความว่าอะไร และต้องทำอะไรบ้าง นับวัน นับวัน ผู้ถือหุ้นก็จะเรียกร้องให้มีความโปร่งใส


ปัจจุบันรัฐบาล สภาก็ได้ออกพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร ซึ่งรัฐบาลจะต้องให้กับประชาชน ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้ถือหุ้นก็อยากที่จะรู้ว่าเหตุใดบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในรูปนี้ รูปนั้น เหตุใดผู้บริหารชั้นผู้ใหญ่ ถึงมีการเปลี่ยนตัวจากนาย ก เป็นนาย ข เหตุใดนาย ค จึงได้เงินเดือนเท่านี้ เหตุใดถึงไม่ไปลงทุนในด้านนี้ ด้านนั้น เมื่อความต้องการที่จะรู้ข้อมูลมากขึ้น ทั้งข้อมูลและตัวเลขที่สมบูรณ์ ที่ทันท่วงที และที่ตรงไปตรงมา จริงอยู่ก็มีข้อมูลบางอย่างของธุรกิจ ของบริษัทที่จะเปิดเผยไม่ได้ เช่น โครงสร้างของราคาสินค้าที่ตัวเองผลิต อาจจะมีหลายอย่างที่เราเรียกว่า Trades Secret แต่ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่ต้องเปิดเผยได้เพราะฉะนั้นการที่จะเป็น Good หรือการที่จะมี Good Corporate Governance นั้นก็ใช้หลักการเดียวกันกับการมี Good Governance ของประเทศ หรือ ธรรมาภิบาล คือต้องมีความโปร่งใสต้องมีการตรวจสอบ ไม่ใช่ตรวจสอบด้วยกันเอง แต่เป็นการตรวจสอบจากคนอื่น คือต้องมีคานอำนาจซึ่งกันและกันที่ฝรั่งเรียกว่า Check and Balance จะต้องมีการรับผิดชอบในการตัดสินใจของตน การตัดสินนั้นผิดพลาดได้ การตัดสินใจที่ผิดพลาดทำจากความบริสุทธิ์ใจได้ ไม่ใช่ว่าการตัดสินใจที่ผิดพลาดในปัญหาบ้านเมือง หรือในปัญหาเศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรมนั้น คนคนนั้นจะต้องเป็นคนไม่ดี หรือเลวเสมอไป มันคนละเรื่องกัน การตัดสินใจที่ผิดพลาดอาจมาจากคนดีก็ได้ มาจากคนซื่อตรงก็ได้ มาจากคนที่หวังดีก็ได้ แต่ถ้าเผื่อมีการตัดสินใจที่ผิดพลาดไป คนนั้นไม่ว่าจะเป็นคนดีอย่างไร ก็ต้องรับผิดชอบในความผิดพลาดของการตัดสินใจของตน และจะต้อง Accountable กับสังคมนั้น ไม่ว่าจะเป็นสังคมระดับชาติ ในวงการเมืองหรือสังคมในระดับอุตสาหกรรม หรือธุรกิจ การมีธรรมาภิบาลนั้น ครอบคลุมไปถึงการมีกฎเกณฑ์ที่ถูกต้องด้วย ก็ต้องมีกฎเกณฑ์ที่เป็นธรรมเช่นเดียวกัน


ถ้าเผื่อเรามีเรื่องเหล่านี้เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ในแต่ละบริษัทหรือในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ การคานอำนาจซึ่งกันและกันภายในวงการธุรกิจ หรือในบริษัท การตรวจสอบข้อมูล การได้รับข้อมูล การได้ตัวเลข การตรวจสอบตัวเลข การรับผิดชอบในการตัดสินใจด้วยตนเอง ถ้าเผื่อเรามีสิ่งเหล่านี้ก่อนวิกฤตการที่ผ่านมาปีกว่านั้น สัญญาณเตือนว่า เตือนภัยของเราจะดังมากกว่าในอดีต หลายท่านคงจะจำได้ว่าวิกฤตเริ่มต้น บางคนบอกว่าเริ่มต้นเมื่อปี ๑๙๙๔ ตอนที่รัฐบาลจีนประกาศค่าเงินหยวน หรือบางคนอาจบอกว่าวิกฤตในเอเชียเริ่มต้น ๒ ปีต่อมา ตอนที่ญี่ปุ่นหรือตอนที่สหรัฐอเมริกา มีนโยบายให้เงินดอลลาร์แข็ง หรือบางคนอาจบอกว่าวิกฤตของเราเริ่มตั้งแต่ธนาคารชาติไม่ได้ทำอะไรกับธนาคารกรุงเทพฯพาณิชยการ หรือบางคนอาจบอกว่าเกิดจากเหตุการณ์อื่น เพราะแต่ละคนมีมุมมองที่แตกต่างกัน แต่ละคนมีธุรกิจอุตสาหกรรมไม่เหมือนกัน ดังนั้นจุดเริ่มต้นวิกฤตของแต่ละคน แต่ละอุตสาหกรรมจะไม่ได้อยู่ที่ศูนย์เดียวกัน จะเกิดจากจุดที่แตกต่างกัน ในเวลาที่ต่างกัน แต่ถ้าเรามีธรรมาภิบาลมี ระบบที่เป็นผลลัพธ์หรือที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ของการเชื่อมโยงของปัจจัยต่าง ๆ ที่ควรจะมีในธรรมาภิบาล ถ้าเรามีข้อมูลที่สมบูรณ์ และทันการณ์ เราอาจจะรู้ปัญหาของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการก่อนจะเกิดเหตุ และถ้าเรามีข้อมูลตัวเลขที่แน่นอน การทดสอบก็จะเริ่มก่อนที่จะมีการทดสอบอย่างจริงจัง ปัญหาคงไม่บานปลายอย่างนี้ สิ่งเหล่านี้ผมอยากจะฝากให้เป็นข้อคิดของท่านทั้งหลาย และไม่ได้บอกว่าธรรมาภิบาลเป็นสิ่งที่นักธุรกิจหรือนักอุตสาหกรรมอยากได้เท่านั้น และคนจนไม่ได้อะไรเลย อันนี้เป็นการตั้งคำถามแปลก ๆ ในสังคมไทย ถ้าเผื่อในระดับชาติมีธรรมาภิบาลที่ดี ถ้าเผื่อในสังคมมีธรรมาภิบาลที่ดี อุตสาหกรรมเจริญรุ่งเรือง ธุรกิจเจริญรุ่งเรือง ผลประโยชน์จะตกอยู่กับคนทุกชั้น วรรณะ ทุกท้องถิ่น ไม่ว่าในเรื่องการมีงานทำ การมีรายได้มากขึ้น ไม่ว่าในเรื่องการมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น


สิ่งที่ผมพูดมาไม่ได้บอกว่าทำเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ จริง ๆ แล้วธรรมาภิบาลของเมืองมีมาแต่ดั้งเดิม ในประวัติศาสตร์ไทยที่พระมหากษัตริย์ปกครองโดยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชมีอำนาจเต็มที่ มีอำนาจโดยสมบูรณ์ เมื่อมีอำนาจเต็มที่โดยสมบูรณ์ ทำอะไรทำได้ โอกาสที่จะปกครองแผ่นดินในทางที่ผิด ในทางที่ไม่มีศีลธรรม ไม่มีจรรยาธรรม ในทางไม่ดีมีมากเหลือเกิน แต่ทำไมในประวัติศาสตร์ไทยพระเจ้าแผ่นดินโดยส่วนใหญ่ถึงปกครองประชาราษฎร์ ปกครองแผ่นดินจนประชาชนมีความรักใคร่ มีความนับถือ เพราะแต่เดิมมาสังคมไทย การปกครองของพระเจ้าแผ่นดินนั้นปกครองโดยใช้ทศพิธราชธรรม ในสายตาของผม เมืองไทยเรามี Good Governance หรือมี Royal Governance มาแต่ดั้งเดิมในประวัติศาสตร์ไทย มาตั้งแต่สมัยพระเจ้าแผ่นดินมีอำนาจครบสมบูรณ์ ปกครองในระบบสมบูรณาญาสิทธิราช แต่พระเจ้าแผ่นดินเมืองไทยนั้น ปกครองโดยใช้ทศพิธราชธรรมตลอดมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน เรื่อง Governance เริ่มพูดในสังคมตะวันตกเมื่อ ๔๐ ปี ถ้าเผื่อไปเปิด Dictionary พจนานุกรมของภาษาอังกฤษในอดีต ไปเปิดคำว่า Governance จะหาไม่เจอจะมีแต่คำว่า Government หรือมีคำว่า Governance แต่ก็ยังอธิบายไม่ค่อยถูก เพราะยังมีความสับสนแม้แต่ในสังคมยุโรป ในอเมริกา ในต่าง ๆ ศัพท์คำว่า Governance ที่เราพยายามใช้คำว่า ธรรมาภิบาล หรือธรรมาภิรักษ์ เป็นของธรรมดา เดินไปตามถนนในอเมริกา อังกฤษ หรือเนเธอร์แลนด์ ถามคำว่า Governance ผมรับประกันว่าตอบได้ไม่กี่คนว่าคืออะไร และหลายคนอาจจะพูดถึงเรื่อง Government แต่ในประวัติศาสตร์ไทย ตามจารีตประเพณีของเมืองไทยนั้น เรามีทศพิธราช ธรรมมาเป็นเวลาช้านาน และเป็นสิ่งที่พระองค์ท่านปฏิบัติอยู่เสมอ อันนี้ไม่ใช่ของใหม่ของเมืองไทย ไม่ใช่เพราะนายอานันท์ไปเรียนเมืองนอกมา เลยเอาความคิดของเมืองนอกมาใช้ มันเรื่องที่ว่าจะต้องขวนขวายว่า อะไรเป็นสิ่งที่ดีงามในเมืองไทย ในอดีต ในวัฒนธรรมของเรา เราก็เอามาใช้


ผมก็อยากฝากไว้ว่า มาแน่ครับ อย่าคิดหวังว่า รัฐบาลจะช่วยแก้ปัญหา ของเราได้ทั้งหมด เพราะส่วนหนึ่งของการมี Good Governance ในระดับชาติหรือการมีธรรมภิบาลในระดับชาติก็คือ รัฐบาลต้องเล็กลง อำนาจความรับผิดชอบจะต้องน้อยลง อำนาจความรับผิดชอบจะอยู่ที่พวกเรามากขึ้น จะอยู่ที่องค์กรเอกชน และองค์กรที่ไม่ใช่ของรัฐ ฉันใด ฉันนั้น ในทางด้านบริษัท อำนาจการบริหารก็จะตกอยู่ในมือผู้ถือหุ้นมากขึ้น นับวัน นับวัน ผมเห็นได้เลย สิ่งที่เราเรียกว่ากรรมการอิสระ ซึ่งผมเห็นบริษัทมีกรรมการอิสระได้ แต่เราก็ต้องเตรียมครับ วันหนึ่งคำว่ากรรมการอิสระไม่ใช่กรรมการ 10 คนที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา เข้ามาเล่นกันเอง กรรมการอิสระจะเป็นตัวแทน สิ่งที่เราเรียกกันว่า Minority Shareholder คือ ผู้ถือหุ้นฝ่ายข้างน้อย


สุดท้ายนี้ครับ รัฐบาลจะดีจะเลว รัฐบาลจะถูกจะผิด ความอึดอัดใจ ความท้อแท้ ความผิดหวัง อยู่ในหัวใจของคนจำนวนมาก แต่เราต้องเริ่มทำใจว่า นับวันนับวัน อย่าไปพึ่งรัฐบาลอย่างเดียว พึ่งตัวเองมากขึ้น พึ่งการบริหารที่ดี พึ่งผู้บริหารอาชีพ พึ่งพนักงานที่มีการศึกษา พึ่งข้อเท็จจริง ข้อมูล และตัวเลขที่แท้จริง พึ่งการพัฒนาตัวเองในเรื่องของการเพิ่มทักษะและการฝึกอบรม พึ่งคุณธรรมและจริยธรรมของตนเอง และสุดท้ายท่านใดยังไม่มีหนังสือพระมหาชนก ที่สอนให้คนรู้จักความเพียร ความไม่ท้อแท้ ออกไปซื้อเถอะครับ แล้วเอามาอ่าน อ่านเป็นครั้งเป็นคราว อ่านซ้ำอ่านซาก อ่านแล้วกำลังใจจะมีขึ้น อ่านแล้วความศรัทธาจะมีขึ้น ความศรัทธาที่เรามีกับความเพียร ความไม่ท้อแท้ และความอดทน

รวมปาฐกถาภาษาไทย

ทิศทางเศรษฐกิจไทยในยุคโลกานุวัตร
โดย ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๘
ณ จุลดิศ หาดใหญ่พลาซ่า

ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน

อำเภอหาดใหญ่และอีกหลาย ๆ อำเภอเมืองในภาคใต้ เป็นสิ่งสะท้อนถึงการพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองไทย แต่ในขณะเดียวกันเป็นการสะท้อนถึงการพัฒนาที่ค่อนข้างรวดเร็ว และอาจจะไม่มีระเบียบมากนักเป็นการสะท้อนถึงการพัฒนาเศรษฐกิจที่อาจไม่ดูแลทั่วถึงกับที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม

ได้กล่าวถึง Globalization ซึ่งราชบัณฑิตสภาใช้บัญญัติว่า โลกาภิวัตน์ และได้กล่าวถึงความเป็นมาและความหมายของคำนี้ เมื่อประมาณ ๒๐ ปีมีนักเขียนชาวแคนาดาได้เขียนหนังสือขึ้นมามองไปสู่อนาคต และในบทหนึ่งได้เปรียบเทียบโลกของเราอันเป็นผลสืบเนื่องทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะความก้าวหน้าที่เรียกว่า IT (Information Technology) เช่น เรื่อง Computer, Networking, Telecommunication Satellite และอื่น ๆ ทำให้สามารถติดต่อข่าวสารหรือมีการสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเมื่อในอดีตอะไรที่เกิดขึ้นในยุโรป แอฟริกาอาจได้รับสองวันให้หลังหรือสองสัปดาห์ให้หลัง แต่เนื่องจากความก้าวหน้าของ IT นั้นสามารถทำให้สิ่งสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น ณ ที่ที่หนึ่ง จุดหนึ่ง ในโลกนี้สามารถสื่อสารไปจุดจุดหนึ่ง ได้ในฉับพลันไม่ใช่เป็นเวลาชั่วโมงหรือเป็นเวลาวันแต่ในเวลาวินาที

นับวันสิ่งต่าง ๆ ที่ดูในโลกนี้แม้จะมีความกว้างขวางแต่ด้วยความก้าวหน้าของ Information Technology เปรียบเหมือนอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน เรียกว่า Global Village

จากความฉับพลันในด้านข่าวสารทำให้เกิดวิวัฒนาการด้านความคิดซึ่งของเก่า ๆ จะต้องทิ้งไป แต่อย่างไรก็ตามถ้าทิ้งของเก่ายังไม่รู้ของใหม่นั้น คือภัยอันตราย

ฉะนั้นเราอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์นั้น การเรียนจะไม่เสร็จสิ้น การขวนขวายความรู้จะต้องไม่หยุดยั้งและการแสวงหาคำตอบใหม่ ๆ ของปัญหาเก่า ๆ จะต้องมีอยู่ต่อไป

ถ้าพูดถึงทิศทางของเศรษฐกิจไทยนั้นขอเริ่มต้นว่า ปัจจุบันโลกเราซึ่งเล็กลง ๆ ที่เราจะอยู่ใน Global Village ในยุคโลกาภิวัตน์นั้นอย่างโดดเดี่ยวหรือเปล่า คำตอบเราไม่ใช่อยู่โดดเดี่ยว เมืองไทยมีการพัฒนาเศรษฐกิจต่อเนื่องมาเป็นเวลา ๓๐ ปี และในระยะ ๑๐ ปี ที่ผ่านมาอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองไทยเฉลี่ยประมาณ ๘ - ๙ เปอร์เซ็นต์ และโดยเฉพาะเมื่อ ๓ - ๔ ปีก่อน อัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย ๑๒ - ๑๓ เปอร์เซ็นต์ เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว รายได้ต่อหัวของประชาชนประมาณ ๘๕๐ เหรียญอเมริกัน ปัจจุบัน ๒๐ ปีที่ผ่านมา รายได้ของประชาชน ๒,๓๕๐ เหรียญอเมริกัน ถ้าเราดูตัวเลขน่าจะพอใจ เศรษฐกิจเติบโตประชากรมีรายได้มากขึ้น แต่สิ่งที่ควรจะสะกิดใจคนไทยโดยเฉพาะคนที่เรียกว่า มีแล้วและอาจจะพอแล้วหรือมีแล้วแต่ไม่มีวันพอ ถ้าดูตามสถิติของธนาคารโลก จะพบว่าคนที่จนที่อยู่ภายใต้ poverty line ยังไม่ได้ลดลงไปเลยมีอยู่ ๑๐ ล้านเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว อาจจะเหลือ ๙ ล้านลดลงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอื่น การกระจายรายได้และการแก้ปัญหาทางสังคม เขาอยู่ในระดับที่ดีกว่าเรา แต่อาจจะพูดถึงความภูมิใจในประเทศไทย ปัจจุบันในประเทศไทยมีอุตสาหกรรมมากมาย ปีนี้มีอุตสาหกรรมส่งออกจะมีการส่งออกเกิน ๔๐ บิลเลียน (billion - พันล้าน) เหรียญอเมริกัน หรือเท่ากับ แสนล้านบาท และถ้าจะจัดการเจริญเติบโตทางด้านการส่งออกนั้น เมื่อปีที่แล้วมีการคาดหมายว่าจะมีการส่งออกเพิ่มขึ้น ๑๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ในปัจจุบัน ๙ - ๑๐ เดือนที่ผ่านมานี้อัตราการเจริญเติบโตการส่งออกเพิ่มขึ้นถึง ๒๔ เปอร์เซ็นต์ นอกเหนือการเติบโตที่เกินความคาดหมายแล้ว องค์ประกอบของสินค้าส่งออกก็เปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่งมองไม่เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างและลักษณะของอุตสาหกรรมไทย ซึ่งน่าจะเป็นทางที่ดีต่อไปในอนาคต ถ้าจะดูฐานะการเงินการคลังของเรา เราก็อยู่ในฐานะมั่นคงเรามีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ๒๗ ล้านเหรียญอเมริกัน ถึงแม้ว่าเราจะมีหนี้สิน ๔๒ - ๔๓ ล้านเหรียญอเมริกัน แต่ Debt-Service Ratio นั้นอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ deficit ของ current account นั้นตกลงประมาณ ๔.๗ เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ของเมืองไทย

ปัญหาจากการพัฒนาในรูปนี้จะก่อให้เกิดปัญหาสังคมเพิ่มขึ้นทวีคูณ เช่น ปัญหาการศึกษาของระบบของจำนวนสถาบันการศึกษา คุณภาพการศึกษา การสาธารณสุข ความยากจนในชนบท ความยากจนในเมืองแหล่งชุมชนแออัด เด็ก โสเภณี ปัญหาการแตกแยกของชีวิต ครอบครัวของคนไทย อันเป็นรากฐานของวัฒนธรรมไทย ต่างคนต่างอยู่ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุกประเทศในระหว่างที่อยู่ในกระบวนการ การพัฒนาทางเศรษฐกิจ อยากจะย้ำว่าเราไม่ได้โดดเดี่ยว ยิ่งมีการพัฒนาเศรษฐกิจ ยิ่งมีการส่งออกมากขึ้น เศรษฐกิจของไทยก็พัวพันเข้าไปอยู่กับเศรษฐกิจโลก เพราะฉะนั้นถ้าเศรษฐกิจของไทยเข้าไปพัวพันกับเศรษฐกิจโลกมากเท่าใดและหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำตอบก็คือเราไม่ได้โดดเดี่ยว เราไม่อาจคุมชะตาชีวิตไว้ได้ด้วยตนเอง เราจะต้องขวนขวายสอบถามหาความรู้เกี่ยวกับประเทศอื่น เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ในวงจรการเศรษฐกิจของประเทศ เราจะต้องเข้าไปเล่นเกมเดียวกับเขา เล่นกติกาใหม่ เช่นในรูปของ GATTS อาจเป็นกติกาที่เราไม่ชอบไม่เห็นด้วย เราจะต้องกระโจนเข้าสู่เวทีของต่างประเทศ

โลกเรานี้ต้องอยู่ด้วยการ Give and take เราต้องมีบทบาทมากขึ้นในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศเข้าไปร่วมในการร่างกติกาตั้งแต่แรก เราจะต้องมีบทบาทร่วมกัน เราต้องปรับปรุงกระบวนการบริหารของเราปรับปรุงกระบวนการการผลิตของเรา ปรับปรุงกระบวนการการวินิจฉัยของเรา ที่จะทำให้เรานั้นอยู่ในฐานะได้เปรียบ หรืออยู่ในฐานะที่จะเข้าไปแข่งขันในเวทีของโลกได้

การเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเริ่มจากอาณาจักรคอมมิวนิสต์ในยุโรปล่มสลายลงเมื่อสหภาพโซเวียตและประเทศบริวารในยุโรปตะวันออก หลังจากใช้ระบบนี้มาเป็นเวลา ๕๐ ปี ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนขั้นพื้นฐานในประเทศเหล่านั้นได้ ลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งในหลักการอาจจะฟังแล้วสวย พิสูจน์ได้เห็นว่าลัทธินี้ในวิถีทางปฏิบัติ ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนขั้นพื้นฐานได้ ลัทธิคอมมิวนิสต์ไม่ได้ล้มเพราะการเมืองหรือเพราะจุดประสงค์ทางการเมือง ลัทธิคอมมิวนิสต์ล้มลงไปเพราะความล้มเหลวในเรื่องที่จะให้ประชาชนมีการกินดีอยู่ดี ลัทธิคอมมิวนิสต์พิสูจน์ได้เช่นการมีสิทธิเท่าเทียมกันคือการจนเท่ากัน

การวางแผนจากหน่วยงานกลางลงไปข้างล่างอย่างเดียว สิ่งที่เรียกว่า Central planning เป็นไปไม่ได้ในโลกนี้ หรือไม่มีการกระจาย อำนาจไม่มีการกระจายความรับผิดชอบ ไม่มี Feedback หรือ Input มาจากข้างล่างและจากทุกท้องที่ ฉะนั้น จึงเป็นจุดจบของลัทธินี้ และเกิดกระแสคลื่นความคิดและการปฏิบัติอย่างกว้างขวางนับแต่ต่อไปนี้ ประเทศเหล่านี้จะดำเนินนโยบายใหม่ คือ นโยบายเปิดสังคมทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจนำ Market economy มาใช้ นำสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่อยู่ในลัทธิคอมมิวนิสต์มาใช้ เช่น การแข่งขัน การไม่ผูกขาดทางการค้าแต่เพียงผู้เดียว การลดกฎเกณฑ์ Decontrol, Deregulation การที่รัฐบาลหรือรัฐไม่เข้าไปทำธุรกิจด้วยตนเอง

ในระยะ ๑๐ ปีที่ผ่านมานั้นประเทศจีนและเวียดนามใช้ระบบเศรษฐกิจเปิด แต่ต้องการควบคุมทางการเมืองต่อไปอีกระยะหนึ่งเท่านั้น เพราะตามธรรมชาติเมื่อมีการเปิดระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมืองก็จะเปิดต่อไปด้วย เหมือนเกิดขึ้นมาแล้วในเกาหลี ไต้หวัน และไทยเราเอง โดยที่เราอาจจะไม่รู้สึกตัวว่าในปัจจุบันนี้ถึงแม้ว่าจะมีข้อบกพร่องในเรื่องรัฐสภา ในเรื่องคุณภาพของรัฐสภาหรือในเรื่องระบบการปกครองทั่วไป แต่ถ้าจะพูดกันจริง ๆ แล้วเราก็มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าเมื่อ ๕ ปี มากกว่าเมื่อ ๑๐ ปี มากกว่าเมื่อ ๑๕ ปี สิทธิเสรีภาพทางการเมืองของไทยอยู่ในระดับที่ไม่น่าอาย ถัดไปเมื่อสงครามเย็นหมดไป เมื่อการเป็นเจ้าโลกสองเจ้าโลกหมดไป เดี๋ยวนี้เหลือเจ้าโลกเดียวที่นำคนไม่เป็น นำเข้าป่าหลายครั้งเศรษฐกิจของหลาย ๆ ประเทศโดยเฉพาะเศรษฐกิจของ Asia & pacific นั้นในระยะ ๒๐ ปีข้างหน้า หรือศตวรรษหน้านั้นจะใหญ่ที่สุดในโลกแทนที่อเมริกา ความสำคัญของยุโรปจะลดน้อยลงไปตามลำดับความสำคัญ ของ Asia and pacific จะมีมากขึ้นปัจจุบันการค้าของไทยใน Asia and pacific นั้นมากกว่าการค้าในยุโรปและอเมริกาความสำคัญของญี่ปุ่นจะค่อย ๆ ลดน้อยลงไป เราจะมีตัวเล่นใหม่ ๓ ตัวคือ

หนึ่ง พื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือประเทศอาเซียนและประเทศเพื่อนบ้านของเรา ไม่ว่าจะเป็นเวียดนามหรือพม่า หรือภาคใต้ของจีน

สอง จีน มีพลเมือง ๑,๒๐๐ ล้านคน เมืองจีนในระยะ ๒๐ ปีข้างหน้านั้นจะต้องมองว่าไม่ใช่ประเทศเดียว จะเป็นอย่างประเทศไทย ๕ - ๖ ประเทศ และจะมีขนาด Economy ที่ใหญ่กว่าประเทศไทย ๓ - ๔ ประเทศ เพราะฉะนั้น size ของ Economy ของจีนจะใหญ่มากใน ๒๐ ปีข้างหน้า จีนจะแทนที่ ญี่ปุ่น ประเทศจีนเป็น Engine of Growth ของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การค้าการติดต่อจะมีอีกมาก ควรจะมองว่า ภาษาจีน (Mandarin) เป็นภาษาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะรวมถึงภาษาญี่ปุ่น จะเป็นภาษาการค้าระหว่างประเทศที่จะขวนขวายเรียนรู้ ควรจะปลูกฝังค่านิยมให้เด็กสามารถเลือกเรียนภาษาเยอรมัน ญี่ปุ่น จีน ได้ตามความต้องการ

ตัวเล่นอีกตัวคือ อินเดีย มีพลเมือง ๘๐๐ - ๙๐๐ ล้านคน มีพื้นฐานทางอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างมั่นคงกว่าอุตสาหกรรมอีกหลายประเทศเพราะใน ๕๐ ปีที่ผ่านมาอินเดียได้ดำเนินนโยบายที่จะสร้างอุตสาหกรรมพื้นฐานด้วยตนเอง ไม่ยอมไปซื้อ License ของคนอื่น เขามีคณาจารย์ นักวิชาการ มีนักวิจัยจำนวนมากมาย มีขีดความสามารถของ Space Technology อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมหนักต่าง ๆ คุณภาพของเครื่องจักร ขีดความสามารถอาจจะต่ำกว่าในยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น แต่สามารถพูดด้วยความภาคภูมิใจว่าเทคโนโลยีนั้นเขาพัฒนาขึ้นมาด้วยตนเอง

ฉะนั้นถ้าเรามองออกไปข้างหน้าถึงยุคโลกานุวัตรนั้น เหตุการณ์จะเปลี่ยนไปมาก Major players ตัวสำคัญของวงการธุรกิจจะเปลี่ยนแปลงไปหันมามองทิศทางทางเศรษฐกิจของไทย จะต้อง

  1. ตามกระแสโลก
  2. ต้องผลิตสินค้าที่มีการแข่งขันที่ได้เปรียบ (Competitive Advantage)

คนชั้นกลางจะมีมากขึ้น กำลังชื้อจะมากขึ้น ผลิตภัณฑ์พวก Consumer product อนาคต แจ่มใสมากรัฐบาลต้องมีนโยบาย

  1. กิจกรรมนโยบายรองรับธุรกิจใหม่
  2. เปลี่ยนรูป, ฐาน Restructure, โครงสร้างภาษีของไทย
  3. เปลี่ยนรูป, ฐาน Restructure, อุตสาหกรรมของเราด้วย
  4. ระบบภาษีขาเข้า & สินค้าวัตถุดิบต้องปรับปรุงแก้ไข
  5. การพัฒนาบทบาทในเวทีการค้าระหว่างประเทศหรือในเวทีการเมืองระหว่างประเทศให้เหมาะกับขนาดของประเทศและ Economy
  6. การพัฒนาบุคลากรต้องปฏิรูปการศึกษา เช่น นำกลไกทางการตลาดมาใช้ ให้ภาคเอกชนจัดการศึกษา จัดการเงิน การคลัง การกำหนดหลักสูตรและอื่น ๆ อีกมากมาย


สิ่งที่พูดมาทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัญหาที่น่าหนักใจ ถ้าเราไม่มีคำตอบโดยเร็ว ๆ นี้ สิ่งที่พูดมาทั้งหมดอาจจะไม่เป็นจริงสำหรับเมืองไทย……….*

รวมปาฐกถาภาษาไทย

การประชุมชมรมนักธุรกิจคาทอลิก (นธค.)
ครั้งที่ ๕๓
วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๔๑
ณ โรงแรมเฟลิกซ์อโนมา ถนนราชดำริ

พระคุณเจ้าฯ … ดร. สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานชมรมนักธุรกิจคาทอลิก บรรดาสมาชิก ตลอดจนผู้มีเกียรติทั้งหลาย ตอนที่คุณสมศักดิ์ฯ ติดต่อผมไปหลายสัปดาห์นั้น ผมก็ตอบรับในหลักการทันทีว่า ยินดีที่จะมาร่วมสนทนากับท่านสมาชิกทั้งหลาย ตอนนั้นก็ไม่ทราบและไม่ได้คาดการณ์ว่า สัปดาห์นี้จะเป็นสัปดาห์ที่ผมต้องเปิดตัวมากที่สุดมารวมอยู่ในสัปดาห์เดียวกัน โดยไม่ตั้งใจ ตอนนั้นคุณสมศักดิ์ฯ ถามผมว่า จะพูดเรื่องอะไร? ตอนนั้นคือเมื่อ ๒ เดือนที่แล้ว ผมบอกว่าผมเป็นคนมีปัญหา เวลามีใครเชิญผมไปพูด ผมไม่ค่อยชอบที่จะถูกถามว่า จะพูดเรื่องอะไร? เพราะว่า ๒ - ๓ เดือนล่วงหน้า ล่วงหน้านี่ ผมไม่แน่ใจว่าถึงเวลาที่ผมจะพูดแล้ว ผมอยากพูดถึงเรื่องนั้นหรือเปล่า เพราะตามปกติเวลาไปพูดที่ไหนมักจะพูดปากเปล่าเป็นส่วนใหญ่ เรื่องที่จะพูดก็ต้องเป็นเรื่องที่ในขณะนั้นผมสนใจ หรือในขณะนั้นผู้ฟังสนใจ ดังนั้นการที่จะกำหนดว่า จะพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ๓ เดือนล่วงหน้านั้นค่อนข้างอันตรายสำหรับผม เพราะถ้าผมพูดในเรื่องที่ผมไม่อยากพูดในค่ำวันนั้น หรือไม่สนุกที่จะพูดแล้ว คนพูดก็ไม่สนุก คนฟังก็ไม่ชอบ ผมจึงบอกคุณสมศักดิ์ฯ ว่าถ้าถามว่าจะพูดเรื่องไหน บอกว่า พูดเรื่อง “ทัศนะของนายอานันท์ฯ” ก็แล้วกันพอถึงค่ำวันนั้น ผมมีทัศนะเรื่องไหน ผมก็พูดออกมา มันไม่ผิดนะครับ ในขณะเดียวกันคุณสมศักดิ์ฯ เป็นคนรอบคอบ ได้มีจดหมายถึงผมหลายสัปดาห์มาแล้ว เชิญให้ผมมาเป็นองค์ปาฐกบรรยายในหัวข้อเรื่อง “อนาคตประเทศไทยกับแนวคิดธรรมรัฐ” ซึ่งเรื่องธรรมรัฐนี่ผมก็พูดมาหลายปีแล้ว หรือหัวข้อเรื่อง “ทางออกสำหรับนักธุรกิจไทยในภาวะวิกฤต” (ตามแต่ท่านจะเห็นสมควร) ระหว่างที่ผมนั่งรถยนต์ ผมก็นำเรื่องนี้ออกมาอ่านดู ผมก็คิดว่า ผมจะพูดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ผมจะพูดทั้ง ๒ เรื่องเลย แต่จะสลับหัวข้อกัน


เรื่องทางออกสำหรับนักธุรกิจไทยในภาวะวิกฤตนี่ ผมคงต้องสร้างฉากเอาไว้บ้างว่า ขณะนี้วิกฤตของเมืองไทยนี่ มันอยู่ที่ไหน ภาวะวิกฤตอยู่ตรงไหน แล้วทางออกมันจะอยู่ทางไหน หลายท่านทราบดีว่า ผมไม่ใช่นักวิชาการ ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่นักการเงินการคลัง ไม่ใช่นักการเมือง เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า ผมไม่ใช่นักบริหาร ถ้าเผื่อจะถามว่า ผมนี่เป็นอะไร ผมอาจจะตอบได้อย่างเดียวว่า ผมเป็นคนชอบเรียนรู้ เป็นคนที่มีความสนใจในเรื่องค่อนข้างจะกว้างขวางมากมายหลายหลาก สิ่งอะไรที่ผมไม่รู้ในอดีตหรือในปัจจุบัน ผมพยายามจะเรียนรู้ หลายท่านที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ นักการคลังทราบดีว่า วิกฤตของไทยนั้น มีสัญญาณบอกส่งมานานแล้ว และสัญญาณบอกส่งนั้น ในภาวะเศรษฐกิจที่ดี มันอ่านสัญญาณกันไม่ออก หรือไม่เห็นความสำคัญของสัญญาณ ก่อนมีรัฐบาลอานันท์ ๑ ก็มีสัญญาณแล้ว เศรษฐกิจที่เรียกว่าเฟื่องฟูของเมืองไทยไม่ใช่เศรษฐกิจที่แท้จริง จริงอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นความเฟื่องฟู หรืออัตราความเจริญเติบโตของภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง


แต่ฟองสบู่ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นฟองสบู่ของภาคการเงินการคลัง เป็นฟองสบู่ที่สร้างขึ้นมาจากภาคอสังหาริมทรัพย์ ในปลายปี ๒๕๓๙ สัญญาณที่เราควรจะต้องรับฟัง และควรจะต้องตีความหมายให้ถูกก็คือว่า อัตราการเติบโตทางการส่งออกของเมืองไทยหลังจากที่เติบโตมา ปีละ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ มา ๒๕ ปี แต่ ๒๕๓๙ อัตราการเจริญเติบโตทางส่งออกนั้นไม่มี พวกเราทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนก็ยังคงหลงระเริงเศรษฐกิจฟองสบู่ ตอนนั้นมันน่าจะเริ่มเตือนเป็นครั้งสุดท้ายว่าทำไมการส่งออกถึงไม่มีการเติบโต มันคงมีหลายปัจจัย ที่นำเราไปสู่จุดนั้น ปัจจัยหนึ่งก็คือว่าโครงสร้างทางภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง คือภาคเศรษฐกิจทุกอย่างนอกเหนือจากภาคการเงินการคลัง ดังนั้นสัญญาณที่ให้มาคือว่า โครงสร้างของภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง ต้องมีปัญหาแน่ เพราะที่ผ่านมาภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาคอุตสาหกรรมนั้น เราต้องอาศัยแรงงานที่ราคาถูก และเราต้องอาศัยอุตสาหกรรมในเรื่องของการประกอบเท่านั้น อุตสาหกรรมในเรื่องของการประกอบนั้น มันมีมูลค่าเพิ่มน้อย เราได้เปรียบเรื่องค่าแรงงานอย่างเดียว แต่ในเมื่อค่าแรงงานของประเทศใกล้เคียงยังต่ำกว่าเราอยู่มากนั้น การได้เปรียบของเมืองไทยก็ร่อยหรอลงไป แต่นอกเหนือจากความผิดปกติของโครงสร้างอุตสาหกรรมของเมืองไทย


อีกซีกหนึ่งที่บอกชัดก็คือว่า ค่าเงินบาทของเมืองไทยคงจะแพงเกินไป เพราะในระยะนั้นด้วยความจำเป็นและผมคิดว่าด้วยความเหมาะสมด้วย ก็ได้มีการเพิ่มอัตราค่าแรงงานขั้นต่ำมากขึ้นไปทุกปี ๆ จนกระทั่งค่าแรงงานที่ถูกของเมืองไทย ที่เราได้ประโยชน์มาเป็นเวลา ๒๐ ปี และส่วนใหญ่ไม่ใช่ประโยชน์ของผู้ใช้แรงงาน แต่เป็นประโยชน์ของผู้ประกอบธุรกิจที่ใช้แรงงานถูกเป็นสำคัญ ข้อได้เปรียบนั้นหมดไปแล้ว แต่อาจจะมีปัจจัยอีกหลายอย่าง ที่นำไปสู่การที่ทำให้การเติบโตทางการส่งออกน้อยลงไป แต่อย่างว่าครับ ระหว่างที่เศรษฐกิจดีไม่ว่า สัญญาณจะมาแรงอย่างไร จะมาดังอย่างไร เราไม่ให้ความสนใจเต็มที่ สุดท้ายมันก็มาถึงปรากฏการณ์ว่า ค่าเงินบาทของเรานั้นไม่สอดคล้องกับกลไกทางการตลาด ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เราไปหลงละเมอกับเรื่องค่าเงินบาท ต่อสู้ป้องกันค่าเงินบาท จนกระทั่งเงินกองทุนสำรองนั้นหมดไป ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สังคมไทยลืมไม่ได้ จะเป็นการผิดพลาดในเรื่องของการตัดสินใจ จะเป็นการผิดพลาดจากการละเลยหน้าที่ การไม่เอาใจใส่ต่อหน้าที่ หรือเหตุผลใดก็ตาม เมื่อ ๖ เดือนที่แล้วเราตั้งต้นจากที่ว่า ประเทศชาติเสียหายไป ๒๓ พันล้านเหรียญอเมริกัน เงินทุนสำรองที่เคยมีอยู่ ๓๖ พันล้านเหรียญอเมริกัน หมดไปทันที ผลกระทบมันไม่ได้หมดไปตอนนั้น ผลกระทบมันติดต่อมาจนกระทั่งทุกวันนี้


เพราะจากการที่เราไปสัญญาล่วงหน้าในการขายที่เราเรียกว่า SWOP มันเป็นเหตุหนึ่งที่สัญญาที่เราเรียกว่าสัญญา SWOP นั้น มันยังกระทบระบบการเงินของเมืองไทยอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้และต่อไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะมีข้อคิดเห็นว่า รัฐบาลใดก็ตามมีนโยบาย มีมาตรการจะผิดจะถูกอย่างไร จะมีผลเร็วผลช้าอย่างไร เราอย่าลืมนะครับว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาคือเมืองไทยพังไปแล้ว เมื่อ ๖ เดือนที่แล้ว ไม่ใช่เผาจริงเผาหลอก เมื่อ ๗ เดือนที่แล้ว เราเผาตัวเอง เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ลืมข้อนี้ ว่าเราเผาจริงตัวเองไปแล้วเมื่อ ๗ - ๘ เดือนที่แล้ว เราก็ต้องตั้งสติ ไม่ว่าใครก็ตามจะมาแก้ภาวะวิกฤตทางการเงินของเมืองไทย อย่าว่าแต่คนเลย เป็นเทวดาก็แก้ยาก เพราะความเสียหาย ความหายนะของชาตินั้น มันไม่สามารถเปรียบเทียบได้เลยในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย หรือประวัติศาสตร์ของประเทศอื่น ๆ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ อังกฤษถูกโจมตีค่าเงินปอนด์ รัฐบาลอังกฤษหรือธนาคารชาติอังกฤษป้องกันค่าเงินปอนด์ ซึ่งอังกฤษนี่ใหญ่กว่าของเรามาก เป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าเรามาก เมื่อ ๗ - ๘ ปีที่แล้ว อังกฤษใช้เงินถึง ๙ พันล้านเหรียญอเมริกัน ก็สู้ไม่ได้แล้วก็ต้องยอมลดค่าเงินปอนด์ เมืองไทยเล็กกว่าอังกฤษมาก ใช้อย่างน้อย ๒๓ พันล้านเหรียญ ผมต้องย้ำข้อนี้เพราะว่าคน ไทยมีนิสัยลืมง่าย และถ้าเราไม่ใช้เหตุผลไม่ใช้สติแล้ว เราก็คิดว่า ๖ เดือน ยังไม่เห็นอะไรขึ้นมา หรือแม้แต่ปีหนึ่งก็ยังไม่เห็นอะไรดีขึ้นมาประเด็นที่ผมอยากจะฝากเป็นข้อสังเกตไว้คือ ผมอยากเห็นอะไรต่าง ๆ ดีขึ้นมา ส่วนตัวผมอยากเห็นแสงสว่างที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่หนักหน่วงของเมืองไทย แต่ความหายนะที่ผ่านมาและผลกระทบผลข้างเคียง เราต้องให้ความเป็นธรรม ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้แก้กันภายใน 6 เดือน การทำลายเศรษฐกิจของประเทศทำได้ภายใน ๒ - ๓ วัน แต่เมื่อทำไปแล้วนั้น อย่ามาแอบอ้าง บวก 6 เดือนไม่เห็นผล ประเด็นคือว่ามันเลวลงไปหรือเปล่า อันนั้นคือปัญหาใหญ่ แต่จะฝันหวานว่ามันจะกลับมาดีอย่างที่มันเคยดีเมื่อ ๗ - ๘ ปี ที่แล้ว ลืมมันซะได้ครับ และคนที่รับผิดชอบในการนำความหายนะมาสู่ประเทศชาตินั้น ขอให้มีความเป็นธรรม ขอให้มีคุณธรรม ที่จะไม่โทษคนอื่นที่เขาแก้ปัญหาไม่ได้


ประเด็นต่อไป มันดีขึ้นไหม ๖ เดือนที่ผ่านมา ผมคิดว่าดีขึ้นครับ มันอาจจะไม่ถูกใจผมทุกอย่าง อาจจะไม่ถูกใจพวกคุณทั้งหลาย แต่ว่ามันดีขึ้น ถ้าเราย้อนหลังไปดูเมื่อตอนที่เราปล่อยให้ค่าเงินบาทลอยตัว มันไม่ได้ลอยตัวหรอกครับ ที่เราบอกว่า เราจะมี Manage Float มัน Manage ไม่ได้ เงินทุนสำรองไม่มีแล้ว


ในวิชาการเงินการคลัง เศรษฐกิจจะ Manage Float ได้ก็ต่อเมื่อมีทุนสำรอง ที่จะไป Intervene บางครั้งบางคราว แต่ในกระเป๋ามันว่างเปล่ารั่วไหลหมดแล้ว การออกมาใช้คำว่า Manage Float นั้น โกหกประชาชน ไม่ใช่ Manage Float นั่นคือ ปล่อยไปตามยถากรรม คือจาก ๒๕.๕๐ บาท/ดอลลาร์ ขึ้นไปครั้งหนึ่งถึง ๕๘ บาท จำไว้นะครับ ครั้งหนึ่งขึ้นไป ๕๘ บาท แล้วกลุ่มพวกผม นักคิดทั้งหลายวิตกขึ้นถึง ๖๕ เมื่อไร ตอนนั้นทุกคนไม่แน่ใจว่าจะขึ้นหรือไม่ ซึ่งขึ้นทุกวัน จนกระทั่ง ๕๘ บาท ถ้าขึ้นถึง ๖๕ บาทเมื่อไร มันไม่ใช่วิกฤตธรรมดาแล้ว และถ้าเกิดดูตัวนี้ตัวเดียวว่า หลังจากที่นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีคลัง รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ หลายคนที่ไปช่วยงาน ตอนไปอเมริกา ไปคุยกับผู้แทนรัฐบาลประธานาธิบดี ไปคุยกับ IMF WORLD BANK นักการธนาคารในนิวยอร์ก สร้างความมั่นใจตั้งแต่เดือนมีนาคม ต่อมาเงินบาทก็แข็งขึ้นเรื่อย ๆ จาก ๕๘ บาท จนกระทั่ง ๓ - ๔ สัปดาห์ที่แล้วนั้นมีเสถียรภาพอยู่ที่ ๓๘ - ๓๙ บาท/ดอลลาร์ แล้วคนไทยก็บ่นอีกว่า “แข็งไปแล้ว!” คนไทยนี่เอาใจยาก พวกส่งออกบอกว่า “ไม่ได้! ต้องถึง ๔๒ ถึงจะมีกำไร” รัฐบาลผิดพลาด ผมอยากจะย้อนกลับไปเมื่อ ๗ - ๘ เดือนที่แล้ว งานที่หนักที่สุดของเมืองไทยคืออะไร เราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการที่ IMF มาควบคุมเศรษฐกิจของเมืองไทย มาตั้งเงื่อนไขต่าง ๆ เราจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาบอกว่า เมืองไทยควรจะได้รับการเยียวยาอย่างนั้นอย่างนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูก หรือบางคนอาจเลยเถิดไปว่า ไม่ใช่หน้าที่ของ IMF ซึ่ง IMF ตั้งมาเพื่อที่จะมาสร้างเสถียรภาพทางด้านการเงินเท่านั้น ไม่มีหน้าที่จะมาบอกประเทศสมาชิก ซึ่งมีอธิปไตยโดยสมบูรณ์ว่า จะต้องมีการปรับโครงสร้างทางอุตสาหกรรม ปรับโครงสร้างระบบการเงินการคลังข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า เมื่อ ๗ - ๘ เดือนนั้น ประเทศไทยไม่มีสิทธ์ที่จะไปบอกว่า IMF มาก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศ มาคุมเศรษฐกิจไทยหรือสิ่งที่บอกมาไม่ถูกต้อง ตอนนั้น เราหมดตัวแล้ว คนที่หมดตัวแล้วนะครับ มันไม่มีอำนาจต่อรอง เราไม่สามารถจะมีความหยิ่ง ความจองหอง ถ้าเรามีอะไรเหลืออยู่ในกระเป๋าบ้าง นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่นี่เราไม่มีแล้วเปรียบเสมือนเราเป็นขอทาน ขอทานไม่มีอำนาจต่อรองกับคนที่จะให้ นั่นคือข้อเท็จจริง อีกข้อหนึ่งที่เราอย่าลืม และแนวนโยบายที่ต้องทำ ไม่ได้ทำเพราะรัก IMF ไม่ได้ทำเพราะคิดว่า IMF เป็นผู้วิเศษ แต่ต้องทำเพราะว่า ตอนนั้นวิ่งไปหาใครไม่ได้แล้ว รัฐบาลมิตรประเทศก็ไม่มีใครอยู่ในฐานะที่จะช่วยเรา เราไม่มีประตู เราไม่มีทางออกแล้ว เราต้องจับองค์กรการเงินระหว่างประเทศไว้เพื่อความอยู่รอด และเพื่อเป็นการสร้างโอกาสที่จะทำให้เราสามารถแก้วิกฤตนี้ได้


เพราะฉะนั้นแนวนโยบายที่ถูกต้องก็คือ ยอมเป็นลูกน้อง IMF ชั่วคราว สร้างความเชื่อมั่นให้กับเขาว่า เรานั้นจะปฏิบัติตามเงื่อนไข สร้างความเชื่อมั่นกับเขาว่าเรานั้นมีเจตจำนงแน่นอนที่จะปฏิรูปในเรื่องต่าง ๆ ที่เขามีความเป็นห่วง ถ้าเราไม่สร้างความเชื่อมั่นให้กับ IMF หรือกับองค์กรการเงินระหว่างประเทศต่าง ๆ มันจะไม่มีสิ่งที่ตามมาในระยะเดือนมีนาคม นั่นคือความเชื่อของตลาด ใครจะเห็นถูกเห็นผิดอย่างไร เรื่องการเปิดเมืองไทย ทั้งทางด้านการเมืองทางด้านเศรษฐกิจ เราไม่สามารถย้อนกลับกระแสของโลกได้ บางสิ่งบางอย่างของการเปิดสังคมทางด้านเศรษฐกิจนั้น เราเสียเปรียบ แต่ชีวิตของคนเรานั้น เราเลือกไม่ได้ แม้แต่ในสังคมหมู่บ้าน ในสังคมเมือง ก็มีคนเสียเปรียบ คนได้เปรียบ การต่อสู้ของคนหรือการต่อสู้ของสังคมระหว่างประเทศ เราต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริง เพราะโลกที่เราบอกว่า ต้องมีความยุติธรรม ต้องมีความโอบอ้อมอารี การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทุกศาสนาสอนมาอย่างนั้น แต่ก็ไม่สามารถขจัดสิ่งที่มันไม่ยุติธรรม หรือข้อบกพร่องต่าง ๆ ของมนุษย์ปุถุชนได้ เพราะฉะนั้นประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า สิ่งที่เราพลาด หรือวิกฤตที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเพราะเราเริ่มที่เรียกว่าเปิดตลาดเสรี


ในระบบเศรษฐกิจหรือการเงินอันนั้นไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อเปิดตลาดเสรีแล้ว เราไม่มีแผนงานรองรับว่า การเปิดตลาดเสรีนั้น ในหลักการที่ถูกต้อง ในทางปฏิบัตินั้น ต้องมีมาตรการกำกับดูแลหรือควบคุม ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สังคมหลายสังคมยังไม่ยอมเข้าใจ ถ้าเรามองดูภาคการเมืองตอนเราร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา เราต้องพยายามสร้างจิตวิญญาณ จิตสำนึกของคนไทยว่า สิ่งที่เราเรียกว่า “สิทธิ” นั้น ด้านหนึ่งจะต้องเป็นสิทธิที่ไม่มีขีดจำกัด แต่อีกด้านหนึ่งคือว่าสิทธินั้น ต้องเป็นสิทธิที่เราใช้ด้วยความรับผิดชอบ สิทธิที่เราใช้จะต้องไม่กระทบกระเทือนสิทธิของผู้อื่น เพราะฉะนั้น ทุกสิทธิจะต้องมีหน้าที่ ทุก ๆ ความอิสระจะต้องมีความรับผิดชอบ หรือเสรีโดยไม่มีขีดจำกัด หรือเสรีที่ไปกระทบความเป็นเสรีของผู้อื่น ปัญหาของประเทศชาติเป็นปัญหาที่หนักหน่วง ทางด้านนักธุรกิจอาจจะถามว่า “เมื่อไรเราจะพ้นวิกฤต ทางออกมีอย่างไร” ปัจจุบันทางด้านรัฐบาลก็สร้างความเชื่อมั่น สร้างความเชื่อถือในตลาดขึ้นมามาก สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับ IMF มีการต่อรองเรื่องเงื่อนไข มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจุดเป้าหมาย มันหลีกเลี่ยงไปไม่ได้ในแง่ของเมืองไทย หรือในประเทศที่ประสบปัญหา ต้นตอของความหายนะก็คือ กิจกรรมที่เกิดขึ้นทางด้านภาคการเงินการคลัง ทั้งทางภาคราชการและภาคเอกชน


แต่นักธุรกิจจะถามว่า “เมื่อไร จะพ้นวิกฤตหรือรัฐบาลจะทำอย่างไร ที่จะพ้นวิกฤต” ผมว่าอันนั้นนักธุรกิจตั้งโจทย์ผิด เพราะส่วนหนึ่งหรือปัจจัยหนึ่งของหายนะนี้มันเกิดจากความประพฤติของเราเอง เกิดขึ้นจากกรรมวิธีการทำธุรกิจของเมืองไทยเอง จริงอยู่ภาครัฐบาล ภาค Public Sector ก็มีส่วนรับผิดชอบ เพียงแต่เปิดตลาดเสรีทางด้านการเงิน แต่ยังเอาดอกเบี้ยสูงอยู่ คนที่ไปยืมเงินดอลลาร์ต่างประเทศ หรือธนาคารต่างประเทศก็วิ่งมาให้ยืมเงินโดยไม่คำนึงถึงความมั่นคงหรือผลตอบแทนของโครงการ เพราะอยากจะให้ยืมเงิน นักธุรกิจไทยแทนที่จะยืมภายในประเทศ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ไปยืม ๗ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ มีความแตกต่าง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เงินเข้ามาง่าย สบายใจ ค่าเงินบาทไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีอัตราเสี่ยงเลย ตามหลักเศรษฐศาสตร์นั้น ถ้าเราเปิดให้มีเสรี ให้เงินเข้าง่าย ออกง่าย ระบบอัตราต่างประเทศ ระบบอัตราแลกเปลี่ยนก็ต้องให้มันขึ้นลงง่ายด้วยเช่นเดียวกัน ตราบใดที่ผมยังไม่แน่ใจว่า เงินบาทต่อดอลลาร์ ยัง ๒๕.๕๐ ผมจะมากู้ในเมืองไทยทำไม ผมจะมาเสีย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ทำไม ผมไปกู้เมืองนอกเป็นเงินดอลลาร์ ผมเอาไปแบ่งปันพี่น้อง เพื่อนฝูง ลูกหลาน ทำเศรษฐกิจฟุ่มเฟือย อสังหาริมทรัพย์สร้างคอนโดไป คนจะอยู่ไม่อยู่ คนจะเช่าไม่เช่าไม่สำคัญ เงินได้มาง่าย ๆ ๗๒ พันล้าน จ่ายดอกเบี้ย ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่มีการเสี่ยง ถ้าเผื่อว่าตอนนั้นเราปล่อยให้เงินบาทลอยตัว ให้เป็นไปตามกลไกทางตลาด ก่อนผมจะไปยืมเงิน ๑๐ ล้าน ๑๐๐ ล้านดอลลาร์ เพื่อเสียค่าดอกเบี้ย ๘ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ผมสบายใจ แต่ถ้าเผื่อตราบใด ผมบอกว่าไม่แน่นะ ตอนเราไปยืมมา ๒๕.๕๐ ถ้าเผื่อมันขึ้นเป็น ๒๘ บาทเมื่อไร จะต้องเอาอีก ๒.๕๐ มารวมกันอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่เราเสีย มันจะเท่ากับ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ที่เรายืมภายในประเทศหรือเปล่านักธุรกิจต้องคิดเรื่องพวกนี้


ทีนี้ถ้าจะบอกว่าเมื่อไรจะหมดวิกฤต ผมไม่ทราบ ผมมาวันนี้ ผมไม่มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมผมไม่ทราบแน่ว่า รัฐบาลจะทำอะไรต่อไป ผมไม่ได้เป็นที่ปรึกษาเป็นทางการ ผมและเพื่อนอยู่ในกลุ่มที่อยากจะช่วยประเทศชาติ ไม่ใช่เป็นคนวิเศษหรือคนที่มีความรู้ความสามารถ แต่ผมคิดว่าเรื่องของการมีส่วนร่วมในการปกครอง ถ้าเผื่อว่าเรามีข้อมูล หรือข้อวิเคราะห์อะไรที่เป็นที่น่าสนใจสำหรับรัฐบาล ผมไม่ทราบว่า จะพ้นวิกฤตเมื่อไร อาจจะหนักมากขึ้นในระยะเดือนสองเดือนนี้ อาจจะดีขึ้นปลายปีนี้ หรืออาจจะไม่ดีขึ้น แต่ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า คนเรานี่ท้อแท้ไม่ได้ ยอมแพ้ไม่ได้ ถ้าเผื่อมีใครมาถามผมว่าจะหมดวิกฤตเมื่อไร และทางออกคืออะไร ในแง่ของนักธุรกิจ นักอุตสาหกรรม ทางออกมิได้อยู่ที่ว่าต้องพึ่งรัฐบาล ทางออกอยู่ที่ว่าปัจจุบันนี้เหตุการณ์เป็นอย่างไร ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ฉันจะปรับปรุงตัวเองอย่างไร นั่นคือการที่เราต้องพึ่งตัวเอง


การอาศัยตัวเอง การปรับนิสัยส่วนตัว การปรับวัฒนธรรมการทำธุรกิจของเมืองไทย การกลับสู่วัฒนธรรมเดิม ๆ ของไทย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ การมีพอกินพอใช้ การมีเพียงพอพยายามละทิ้งวัฒนธรรมแบบบริโภคโดยไม่มีขีดจำกัด


โอกาสนี้เป็นโอกาสของนักธุรกิจนักอุตสาหกรรมของไทย เรามานั่งดูว่า เวลานี้เรามีเวลาว่างมาก การเงินขาดสภาพคล่อง ดอกเบี้ยก็ยังแพงอยู่ เป็นหนี้สินของธนาคาร เงินส่วนตัวก็ติดบริษัทเงินทุนต่าง ๆ กลางคืนก็ไม่สามารถออกไปเที่ยว หรือไปทานอาหารได้มากมาย มีเวลาว่างใกล้ชิดครอบครัวมากขึ้น ก็เป็นโอกาสที่ดีในฐานะผู้บริหาร มานั่งดูตัวเองว่า ที่ผ่านมาบริษัท หรือธุรกิจของตัวเองนั้นผิดพลาดตรงไหน จะแก้ไขได้อย่างไร เพราะถ้าเผื่อไม่เกิดวิกฤตคราวนี้ เรายังหลงระเริงอยู่กับทุกอย่างที่มันยังฟู่ฟ่าอยู่ ไม่มีใครคิดได้ว่าเมืองไทยผ่านมา ๒๕ - ๓๐ ปี มันเป็นการพัฒนา หรือมันเป็นเพียงแต่การทำให้เมืองไทยนั้นทันสมัย เคยมีคนเขียนหนังสือกว่า ๒๕ ปีมาแล้ว เขาใช้เมืองไทยเป็นกรณีศึกษา แต่ผมเห็นชื่อหนังสือแล้วคิดว่า เป็นชื่อที่คนไทยน่าจะนั่งไตร่ตรอง และคิดดูเป็นกรณีศึกษาของเมืองไทย ชื่อหนังสือคือ Modernization or Development ที่ผ่านมาไม่ได้หมายความว่าเมืองไทยนั้น สร้างความยากจนให้มากขึ้น ทิศทางไม่ถึงกับผิดพลาด มันอาจผิดพลาดในเรื่องของการที่มุ่งแต่ทางด้านความทันสมัย มุ่งแต่การเจริญเติบโตทางด้านการส่งออก per capital income ตัวเลขขึ้นมาอยู่เรื่อย ซึ่งก็ขึ้นมาจริง ๆ ความผาสุกหรือความพอเพียงจะเกิดขึ้น มันไม่จริง คนรวย รวยเท่าไรยังไม่พอ คนโกงกินเท่าไร ก็ยังไม่พอ คนมีกิเลส มันก็ยังมีต่อไป เราอาจจะต้องมานั่งดูตัวเองว่า เราเข้าใจคำว่า “พอ” ลึกซึ้งแค่ไหน เราต้องมานั่งตรวจสอบบริษัทตัวเอง ตรวจสอบการบริหารงาน


เมื่อตอนผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมได้ไปพูดกับนักธุรกิจหลายพันคน ผมเป็นคนแรกที่ชี้หน้านักธุรกิจบอกว่า ควรเลิกวิธีปฏิบัติเก่า ๆ นะ ทำบัญชี ๒ บัญชีนั้นเลิกได้แล้ว คิดเสียภาษีให้ถูกต้อง การให้เงินหน่วยราชการ การให้เงินข้าราชการ ให้นักการเมือง เพื่อซื้อโครงการนั้นโครงการนี้ก็ต้องหยุดเช่นเดียวกัน เพราะส่วนหนึ่งของการวิกฤตของเรา ก็เกิดขึ้นเพราะว่ากิจกรรมทางด้านการเมืองของสังคมไทย และกิจกรรมทางด้านธุรกิจของสังคมไทยมันไม่ได้แตกต่างอะไรเลย นักธุรกิจหลายคนอาจจะไปด่าว่านักการเมืองว่าโกงกิน หรือความประพฤติไม่ดี


ผมอยู่ในวงการธุรกิจมานาน ผมก็เห็นเช่นเดียวกัน เพราะนักธุรกิจไทยก็มีส่วนเหมือนกัน ในการสร้างปัญหาประเทศชาติ พฤติกรรมของนักธุรกิจ นักอุตสาหกรรมของเมืองไทย มีส่วนที่ทำให้เกิดปัญหา ไม่ว่าจะในเรื่องของการไม่เสียภาษีเงินได้ ไม่เสียภาษี VAT ให้เงินกรมศุลกากรซื้อโครงการ ช่วยพรรคการเมืองใต้โต๊ะ มันก็มี เราต้องเปลี่ยนนิสัยนี้ ถ้างั้นทางออกมันอยู่ที่ไหน เราอาจมีความสบายใจตอนนี้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีกฎหมายลูกออกมา ๓ ฉบับ ยังต้องมีกฎหมายลูกออกมาอีก ๕-๖ ฉบับ เพราะยังไม่มีองค์กรใดตรวจสอบเลย ยังไม่มีสำนักงาน ป.ป.ป. ใหม่ ยังไม่มีสำนักงานผู้ตรวจสอบแผ่นดินหรือผู้ตรวจงานรัฐสภา ๓ ฉบับที่ออกมาเป็นเพียงแต่ว่าเลือกตั้งได้ แต่อันนั้นมันไม่ใช่ประชาธิปไตย เราจะต้องแน่ใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมาแล้ว ทุก ๆ มาตรามันจะ Function ได้ ทุก ๆ มาตราจะสัมฤทธิผลได้ไม่ใช่กฎหมายลูก ๓ ฉบับเท่านั้น


กฎหมายลูก ๓ ฉบับที่ออกมาเป็นเพียงแต่บอกว่า ถ้าจะมีการเลือกตั้งใหม่ต้องมีกฎหมายลูก ๓ ฉบับนี้ แต่ประเด็นที่ว่า ควรจะมีเลือกตั้งเมื่อไร ไม่เกี่ยวกับกฎหมายลูก ๓ ฉบับ มันจะต้องมีกฎหมายลูกอีกหลายฉบับ และเราจะต้องแน่ใจว่า ทุก ๆ มาตราไม่ว่าจะในเรื่องของสิทธิมนุษยชนสิทธิทางด้านการเมือง หน้าที่และความรับผิดชอบ ไม่ว่าในเรื่องของขบวนการทางการเมือง การเลือกตั้งการตรวจสอบจะต้องออกมาพร้อมกัน เมื่อนั้นเราจึงจะเห็นถึงผลที่แท้จริงของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีคำถามต่อไปว่าประชาธิปไตยพอไหม รัฐธรรมนูญที่ดีหรือไม่ดีก็แล้วแต่พอไหม คำตอบบอกว่าไม่พอ ประเทศชาติอยู่ได้ไม่ได้ อยู่ที่ว่าเราบอกว่าเราเป็นประชาธิปไตย มันอยู่ไม่ได้โดยการที่เราบอกว่าเรามีรัฐธรรมนูญ ทุกประเทศในโลกนอกจากเกาหลีเหนือกับคิวบาเท่านั้น ที่อาจจะบอกว่าไม่สนใจเรื่องประชาธิปไตย ทุกประเทศบอกว่าเวลานี้ฉันเป็นประชาธิปไตย รัสเซีย ฮังการี เชโกสโลวะเกีย จีน เวียดนาม เป็นประเทศประชาธิปไตยหมดแล้ว ถ้าจะเถียงกันว่าประชาธิปไตยกินได้ไหม บางคนบอกว่ากินได้ แต่กว่าจะอธิบายว่ากินได้ ก็ต้องอธิบายขบวนการไปอีกนาน เพราะคนจนคนด้อยโอกาสในทุกสังคมนั้น เขายังมองไม่เห็นว่า เขากินอะไรได้จากประชาธิปไตย เขาจะสามารถส่งลูกหลานไปโรงเรียนได้ไหม มีเครื่องแบบนักเรียนได้ไหม หรือลูกไปแล้วไม่มีเงินกินอาหารกลางวัน เจ็บป่วยรักษาพยาบาลอย่างไร เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาเขาจะพึ่งใคร ในสังคมซึ่งยังกระท่อนกระแท่นอยู่ ประชาชนก็ยังหวังพึ่งรัฐมากไม่ได้ เพราะรัฐเองก็มีภาระมาก เราก็อาจจะต้องพ้นกลับไปสู่วัฒนธรรมเดิม ๆ ของไทย หรือ ค่าสังคมของไทยแบบชาวบ้าน แบบชนบทมากขึ้น การอยู่ร่วมกัน การเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน การแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน


แต่ประชาธิปไตยอันเดียวไม่พอเพราะหลายคนเห็นว่ายังกินไม่ได้ สุดท้ายอะไรที่จะเป็นเครื่องทดสอบว่า สังคมไหนที่มีการจัดการที่ดีพอที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องของความยากจน ปัญหาของผู้ด้อยโอกาส อะไรต่าง ๆ โดยเฉพาะปัญหาความอยุติธรรมทางสังคม วิธีการจัดการที่ดีที่สุดคือ Good Governance คือธรรมรัฐ คำนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ IMF หรือ World Bank หรือ Asian Development ไม่ได้เกิดขึ้นจากนายอานันท์ฯ หรือใครทั้งนั้น แต่มันเกิดขึ้นเพราะว่าทุกสังคมต้องมีการจัดการการบริหารที่ดี ที่ยุติธรรม มีจริยธรรม มีความโปร่งใส จะนำไปสู่การแก้ปัญหาด้านต่าง ๆ ของสังคม และการลดปัญหาการขัดแย้งระหว่างคนในสังคม สิ่งเหล่านี้จะนำมาสู่ประชาชนที่แท้จริงเบื้องล่าง และจะพิสูจน์ได้ว่า สังคมเราไม่ว่าภาครัฐหรือภาคเอกชนจะสามารถ deliver ได้หรือไม่ อันนั้นเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ เขากินรัฐธรรมนูญไม่ได้ แต่ถ้ามีการบริหารงานที่มีความโปร่งใส มีความรับผิดชอบหลายสิ่งหลายสิ่งหลายอย่างก็จะดีขึ้น แต่ Good Governance นั้น มิใช่เฉพาะทางด้านภาครัฐบาลเท่านั้นก็เพราะว่าเมืองไทยไม่มี Good Governance ทางภาคธุรกิจปัญหามันจึงมีอยู่ อะไรคือธรรมรัฐ?


ธรรมรัฐคือการแสดงออกว่า ฉันเป็นเจ้าของ ทางด้านภาคการเมือง เริ่มต้นจากว่าฉันเป็นเจ้าของประเทศ ฉันเป็นเจ้าของสิทธิอธิปไตย ถ้าเกิดเราเป็นเจ้าของแล้ว เราจะต้องดูแลเรื่องการเลือกตั้ง การมีผู้แทน การมีรัฐบาล คนที่เป็นรัฐบาล เป็นผู้แทน เป็นตัวแทนจากเราเขา ไม่ได้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย อำนาจอธิปไตยอยู่ที่ประชาชน อยู่ที่พวกเรา ๆ ทั้งหลายพวกนี้เป็นตัวแทน เราต้องมีสิทธิตรวจสอบได้ เราต้องมีสิทธิลงโทษเขาได้ เขาขึ้นอยู่ที่เรา เขาไม่ใช่เป็นเจ้านายเรา ไม่ได้เป็นผู้สั่งเรา เขาต้องทำตามความปรารถนาของเรา เราต้องมีส่วนร่วม เราต้องอยู่ในขบวนการพิจารณาเรื่อง เราต้องอยู่ในขบวนการตัดสินใจ เราเห็นว่าควรจะมีกฎหมายอะไร เรามี ๕๐,๐๐๐ คน เราลงชื่อกันเสนอกฎหมายได้ จะผ่านหรือไม่ผ่านเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เราเสนอกฎหมายได้ อันนั้นเป็นการแสดงออกถึงสิทธิการเป็นเจ้าของประเทศในระบบการเมือง


ฉันใดฉันนั้น ทางด้านภาคธุรกิจก็ใช้หลักการเดียวกัน เพราะเจ้าของธุรกิจไม่ใช่ครอบครัวไม่ใช่อาเตี่ย อาม้า ไม่ใช่ของผู้บริหารเจ้าของธุรกิจ คือผู้มีหุ้นส่วน โดยเฉพาะที่ผมพูดถึงคือบริษัทที่เป็นบริษัทมหาชน ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องมีข้อยกเว้น บริษัทที่เขาเป็นของครอบครัวเขาก็มีอยู่ และนั่นก็เป็นเรื่องของเขา ในครอบครัวเขาจะโกงกินเขาจะแบ่งแยกอย่างไร จะเอาเปรียบพี่น้องกันอย่างไรนั่นเป็นเรื่องของเขา แต่เมื่อที่ผู้ถือหุ้นมาจากภาคประชาชนด้วย ในลักษณะบริษัทมหาชน หรือลักษณะกึ่งมหาชน เจ้าของไม่ใช่ผู้จัดการ ไม่ใช่กรรมการผู้จัดการเจ้าของคือผู้ถือหุ้น และเมื่อเจ้าของคือผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นต้องมีสิทธิ์ตรวจสอบ มีสิทธิ์เรียกร้องความโปร่งใส ต้องมีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องข้อมูลที่สมบูรณ์และข้อมูลที่ถูกต้อง มีสิทธิ์ที่จะดูบัญชีที่ถูกต้องไม่ใช่ ๒ บัญชี บัญชีที่ให้ข้อมูล ให้รายละเอียด และให้ตัวเลขที่ได้มีการตรวจสอบจากบุคคลที่สามซึ่งไว้ใจได้ ไม่ใช่มาจากบริษัทตรวจสอบที่เป็นเพื่อนฝูงที่มีความเกรงใจ ถ้าเราจะสร้างสังคมซึ่งเป็นสังคมเปิด เป็นสังคมที่ต้องอาศัยกลไกทางตลาด สิ่งที่ตลาดต้องการคือ ข้อเท็จจริง ข้อมูลที่ถูกต้อง ที่สมบูรณ์ เพราะตลาดนั้นจะมีปฏิกิริยากับทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าเรื่องการเมือง หรือเรื่องเศรษฐกิจค่อนข้างจะไวมาก โดยเฉพาะในยุคคอมพิวเตอร์เทคโนโลยี ตลาดไม่มีหัวใจ ตลาดจะมีปฏิกิริยากับข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์ที่ถูกต้อง ถ้าเผื่อระบบใด ระบบการเมือง ระบบเศรษฐกิจ ระบบธุรกิจ ไม่ป้อนข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา ไม่หมกเม็ดที่ไหน ตลาดจะ Respond ในทางที่ถูกต้องไปสั่งตลาดไม่ได้ แต่ถ้าเผื่อหมกเม็ดหมกตัวเลขหมกข้อมูล ตลาดจะงง ตลาดรับไม่ได้ เมื่อตลาดรับไม่ได้ ตลาดงง ก็เกิดความสงสัย ไม่มั่นใจ ในยามเศรษฐกิจดี ความสงสัยความไม่มั่นใจไม่มีผลกระทบเศรษฐกิจที่ดีเท่าไร แต่ยามเศรษฐกิจไม่ดี ข้อสงสัย ความไม่มั่นใจ มันจะทำให้สิ่งซึ่งไม่ดีอยู่แล้วนั้น เลวมากยิ่งกว่าความจริง เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อถามว่า ทำไมต้องมีบัญชีเดียว ทำไมต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องสมบูรณ์ ทำไมต้องมีการเปิดเผยข้อมูล อันนั้นทำเพื่อคุณเอง ทำเพื่อความอยู่รอดของบริษัทเอง ในโลกสมัยใหม่นั้น ตกแต่งตัวเลขไม่ได้ ตลาดจะไม่เข้าใจ ต้องสร้างความมั่นใจในตลาด ต้องให้ตลาดเชื่อถือ ถ้าเผื่อตลาดมั่นใจ ตลาดเชื่อถือเราแล้ว เราไปรอด เราต้องให้ผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท มีข้อมูลที่ถูกต้อง มีตัวเลขที่ถูกต้อง เราต้องมั่นใจว่าฝ่ายบริหาร กรรมการบริษัทต้องทำงานด้วยความซื่อตรง ด้วยจริยธรรม ไม่ได้ช่วยพวกพ้อง ช่วยเพื่อนฝูง ช่วยญาติพี่น้อง สิ่งเหล่านี้ถ้าภาคธุรกิจของไทยไม่เปลี่ยนตัว ไม่เปลี่ยนแปลงนิสัยอยู่ไปไม่ได้


ปัจจุบันนี้ ภาคธุรกิจภาคอุตสาหกรรมบางภาค ซึ่งไม่ควรจะอยู่ในฐานะที่มีความลำบากเลย การผลิตก็ดี การส่งออกก็ดี แต่เนื่องจากไม่มี Good Cooperate Governance ภาคธุรกิจภาคนี้ ใช้เงินกว่า ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ที่เราเรียกว่า over financing เพราะ เงินที่กู้ยืมมาไม่ได้ใช้ในภาคธุรกิจที่แท้จริงของตัวเอง เงินที่กู้ยืมมาจากธนาคารนั้น เอาไปใช้ในกิจกรรมอื่นธุรกิจอื่น ที่ไม่ตรงกับการขอยืมเงินจากธนาคาร นี่คือปัญหาของเมืองไทย


เราไม่มี Good Cooperate Governance ปัจจุบันเราก็มีปัญหาต่อไป สภาพคล่องไม่มี ผมก็บอกกับทางรัฐบาลว่า ขณะนี้ ความเชื่อถือก็มีพอประมาณแล้ว เงินบาทก็มีเสถียรภาพดีพออัตราแลกเปลี่ยนก็นิ่งอยู่พอใช้ ที่มันเพิ่มจาก ๓๘ - ๓๙ มาเป็น ๔๒ มันไม่ใช่เหตุการณ์ของเมืองไทย เป็นเหตุการณ์ของอินโดนีเชีย เหตุการณ์ของญี่ปุ่น ซึ่งเราควบคุมไม่ได้ แต่นี่เป็นกลไกทางตลาด แต่เราต้องเริ่มดูแล้วว่า เพราะการแก้ไขปัญหา ภาคการเงิน การคลัง หรือสถาบันการเงินนั้นมันเริ่มต้นมาดีอยู่แล้ว มันอาจมาค่อนทางหรือครึ่งทางแล้ว แต่ยังไม่จบ มันต้องไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าเราไม่เริ่มดู ภาคเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิตที่แท้จริงแล้ว มันก็จะพังกันทั้งประเทศและสิ่งที่ทำกันมาดีอย่างตลอดในเรื่องของภาคการเงิน การคลัง มันก็จะเสียไปด้วย ฉะนั้นเราต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาสภาพคล่อง จะต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อจะให้ดูว่า ภาคผลิตที่มันตกไป ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเดือนที่แล้วมันต้องกลับตัวมาให้ได้ ภาคส่งออกที่มีปัญหา ได้รับ order มาไม่มีเงินซื้อวัตถุดิบ ไปทำ packing order ก็ไม่ได้ บริษัทใหญ่ไม่มีปัญหา บริษัทผมไม่มีปัญหา แต่ยังมีบริษัทส่งออกอีกหลายร้อยหลายพันที่ฐานะการเงินไม่ดี รัฐบาลก็ได้ออกมาตรการมาเรื่อย ๆ เมื่อวานซืนนี้ก็ออกมาว่า จะใช้เงินคงคลัง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และต่อไปก็จะมีมาตรการต่าง ๆ ในเรื่องของ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ใช้เวลา ๔ - ๕ เดือนกว่าจะได้รับคืนมา ก็จะต้องมีมาตรการมีระบบที่จะให้ได้รับเงินคืนมาเร็วขึ้น หรือไม่ได้รับเงินคืนมาเร็วก็อาจจะทำให้ภาษี VAT ที่ติดค้างอยู่ ทำเป็น TAX CREDIT ซึ่งไปหักลบกันข้างหน้าได้ และอาจจะมีมาตรการอีกหลายอันเกี่ยวกับเรื่อง packing credit อาจจะให้ธนาคารส่งออกของเมืองไทย ดำเนินการโดยตรงกับผู้ส่งออกเพราะขณะที่ธนาคารพาณิชย์ไม่ยอมปล่อยเงินที่เข้าสู่ระบบ เงินที่เพิ่มทุน ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย เงินที่ได้มาจาก World Bank จาก IMF หรือ Asian Development Bank ในเรื่องของ Social Sector มันเข้ามาเมืองไทยจริง แต่ไม่ได้เข้าระบบการเงิน เพราะมันเข้ามาแล้ว มันก็ไปอยู่ตลาดขายธนาคารชาติและกองทุน นักลงทุนก็ดูดไปอีก เพราะเขายังได้ดอกเบี้ยอยู่ ๒๐ - ๒๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะอย่างนั้นไม่เห็นมีความจำเป็นต้องออกพระราชกำหนดฉบับนั้นออกมา เพื่อที่จะเปลี่ยนสภาพหนี้จากระยะสั้นของกองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงิน มาเป็นหนี้ระยะยาว มันไม่ได้สร้างหนี้ให้ประเทศชาติเพิ่มเติม แต่มันเป็นการเปลี่ยนสภาพหนี้และอย่ามานั่งเถียงว่า หนี้นี้เป็นของภาคเอกชน หรือหนี้ของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นหนี้อะไร ก็คือหนี้ของประเทศ ทุกคนต้องแบกภาระ ทั้งคนจนคนรวย อย่ามาแบ่งแยกเมืองไทย ด้วยพื้นที่ภาคอีสานหรือภาคใต้ อย่ามาแบ่งแยกคนไทยเรื่องศาสนา มันไม่เคยมีวัฒนธรรมนี้ในสังคมไทย สิ่งที่ไม่เคยเป็นปัญหาในสังคมไทย อย่ามาสร้างให้มันมีปัญหามากขึ้น


เราต้องพูดให้รู้ จะเถียงกันในเรื่องของนโยบายเรื่องมาตรการ จะเล่นการเมืองอย่างไรแล้วแต่อย่าเอาปัญหาที่ไม่เคยเป็นปัญหามาเป็นปัญหาในสังคมไทย ปัจจุบันเรามีปัญหามากมายอยู่แล้ว เมื่อวานนี้ทางธนาคารชาติก็ปรับกฎระเบียบออกมาใหม่ เรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ เพราะที่ผ่านมา ถ้าบริษัทใดบริษัทหนึ่งติดอยู่เป็นจำเลยในเรื่องของหนี้สูญสงสัย (NPL) บริษัทนั้นตายทั้งเป็น ธนาคารไม่เข้ามายุ่งไม่ให้เงินเพิ่มเติม เมื่อเราเปลี่ยนระดับมาตรฐาน NPL เป็นระดับมาตรฐานของโลก แต่ที่ผ่านมา การตีความหนี้ที่สงสัยจะสูญมันก็ไม่ใช่มาตรฐานของโลก เพราะมาตราฐานของโลกนั้น ก่อนที่จะคำนวณ ว่าหนี้ที่สงสัยว่าจะสูญนั้น เราคำนวณมาอย่างไร ธนาคารพาณิชย์ของไทยส่วนใหญ่ ถ้าเป็น Cooperate Loan มันไม่มีทุนไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่ในกฎใหม่นี้ การคำนวณหนี้สูญสงสัยนั้น สามารถเอาหลักทรัพย์ค้ำประกันไปคำนวณด้วยความเป็นธรรมและมาหักลบจากจำนวนหนี้สูญสงสัยได้ เพราะฉะนั้นบริษัท ๆ ที่มีหนี้สูญสงสัย ๑๐๐ ล้านบาท ถ้าบริษัทนั้นมีหลักประกันที่ดินตึกแถวอะไรต่าง ๆ ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ ก็มีการนำไปคำนวณตามกฎใหม่ถ้าเผื่อคำนวณออกมาได้ว่า หลักทรัพย์มีมูลค่า ๕๐ ล้านบาท บริษัทนั้นแทนที่จะมีหนี้สงสัย ๑๐๐ ล้านก็เป็น ๕๐ ล้าน ภาระของบริษัทก็น้อยลงไป ภาระของธนาคารพาณิชย์ที่ต้องหาเงินทุนเพื่อให้ได้ ตามสัดส่วนของหนี้สูญสงสัยมันก็น้อยลงไป และเป็นการส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์ เริ่มจับเข่าคุยกันกับบริษัทที่มีปัญหา เพราะบริษัทที่มีปัญหานั้น อาจจะมี ๕ โครงการ ๓ โครงการ อาจจะใช้ไม่ได้เอาเงินไปให้ลูก ให้ญาติ โกงกัน Management ไม่ดี แต่อาจจะมีอีก ๒ โครงการที่ดี แต่มันเกิดปัญหาสภาพคล่อง


ธนาคารพาณิชย์ก็สามารถดึงจากระดับหนี้สินสงสัยให้น้อยลงไป เพราะเอาหลักทรัพย์ประกันไปตีราคาได้ ธนาคารพาณิชย์จะมาจับเข่าคุยกับเราว่า ๓ โครงการนั้นอย่าไปยุ่ง แต่อีก ๒ โครงการนี้ยังดีอยู่เอาเงินมาสมทบ เพื่อ ๒ โครงการนั้นฟื้น และเงินที่มา Restructure ใหม่ก็จะไม่คิดเป็นส่วนหนึ่งของหนี้ที่สงสัยว่าจะสูญ มาตรการเหล่านี้ นอกเหนือจากสิ่งที่เราคิดว่าเราจะได้เงินจากต่างประเทศเข้ามา เป็นการดำเนินการเพื่อหวังจะแก้ไขปัญหาสภาพคล่อง เพื่อนำไปสู่การทำให้ดอกเบี้ยลดลง ปัจจุบันภาวะเงินเฟ้อก็อยู่ในระดับควบคุมได้ เมื่อ ๖ เดือนที่แล้วเราคิดภาวะเงินเฟ้อไว้ ๗ - ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันนี้เหลือ ๑๑ - ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ทางภาคธุรกิจก็บอกว่า ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องภาวะเงินเฟ้อมากมายเท่าไร แต่ในเรื่องของรัฐบาลช่วยไม่ได้ที่เขาต้องห่วงใยในเรื่องนี้ เพราะมันเป็นปัญหาที่กระทบความยากจนของคนในประเทศด้วย รัฐบาลมีมาตรการออกมาเรื่อย ๆ แต่รัฐบาลอธิบายไม่เป็น เมื่อมันออกมาแล้ว ก็ไม่ได้การันตีเสมอไปว่ามันจะได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยในสายตาของผมมันเป็นทิศทางที่ถูกต้อง และเป็นสิ่งที่จะต้องกระทำ และต้องหวังว่าโหงวเฮ้งของเมืองไทยดีพอที่จะทำให้เรารอดพ้นวิกฤต

รวมปาฐกถาภาษาไทย

ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาลกับการพัฒนาคุณภาพบัณฑิต
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี ๒ สมัย
วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓
ห้องประชุม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

ความคิดของการที่จะให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการ มิได้เป็นความคิดใหม่ของรัฐบาลปัจจุบัน มิได้เป็นการกระทำเพื่อเป็นการเอาใจธนาคารโลก หรือธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย เป็นความคิดที่เริ่มต้นตั้งแต่สมัยผมยังเป็นรัฐบาลอยู่ เมื่อ ๙ ปีมาแล้ว แต่เนื่องจากอยู่ระยะสั้น ก็ยังไม่สามารถผลักดัน หรือไม่สามารถที่จะดำเนินการให้มันมีผลสำเร็จได้ ถ้าถามว่าความคิดนี้ดีไหมผมก็อยากจะพูดว่า ที่ผ่านมาเท่าที่ผมติดตามมา ไม่ได้ติดตามอย่างละเอียด แต่พอได้อ่านหนังสือพิมพ์ บางครั้งได้ยินข้อวิพากษ์วิจารณ์ ผมว่าหลายครั้งหลายคราว การวิจารณ์ต่าง ๆ ค่อนข้างจะใช้อารมณ์ และบางคราวใช้การเดาใจซึ่งมันขัดกับหลักการหาวิชาความรู้ นิสัยคนไทยบางครั้งบางคราวไม่ใคร่จะแสวงหาความจริงหรือข้อเท็จจริง

เพราะฉะนั้นในบ่ายวันนี้การพูดถึงคุณภาพของการศึกษาของมหาวิทยาลัยในเมืองไทย อาจจะมีบางครั้งบางคราวหรือบ่อยครั้งที่ผมพูดแล้วสะเทือนใจผู้บริหารหรือคณาจารย์ หรือแม้แต่สะเทือนใจคนไทยเองมากบ้างน้อยบ้าง แต่ผมขอไว้อย่างเดียวครับ ไม่ว่าผมจะพูดอะไรผมจะพูดในสิ่งที่ผมคิดว่าจะเป็นไปได้มันเป็นความจริง เป็นข้อเท็จจริงในชีวิตของคนเรา มหาวิทยาลัยจะยั่งยืนต่อไปได้ ขึ้นอยู่ว่าเมื่อไรเราจะยอมรับสภาพความจริง และเมื่อเรารู้ความจริงแล้ว ปัญหาต่าง ๆ มันก็แก้ไขไปได้ แต่ถ้าเราไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับข้อเท็จจริง การแก้ปัญหาต่าง ๆ มันก็จะมีความยุ่งยากมากขึ้น และก็จะใช้แต่อารมณ์กัน

ข้อเท็จจริงในปัจจุบันเป็นอย่างไรข้อเท็จจริงคือว่ามหาวิทยาลัยในเมืองไทยนี้ มีมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่บ้าง หนุ่มสาวบ้าง บางมหาวิทยาลัยก็ตั้งมากว่า ๑๐๐ ปี บางมหาวิทยาลัยก็ตั้งมาเมื่อ ๑๐ - ๒๐ ปีที่แล้ว หรือเพิ่งเมื่อปีที่แล้ว มันช่วยไม่ได้ ระดับความรู้ระดับความเป็นเลิศก็แตกต่างกัน แต่ที่ผ่านมาเราจัดการศึกษากับมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ในอดีตจะเป็นเรื่องที่ง่าย รัฐจะเป็นผู้อุดหนุน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ งบประมาณรัฐเป็นผู้กำหนด แต่ผู้บริหารเป็นผู้ปฏิบัติงาน ภายใต้การควบคุมของรัฐ ภายใต้กฎระเบียบของราชการในเรื่องการเบิกจ่าย ไม่ว่าจะเป็นประเภท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นไปตามกฎราชการอันนี้เป็นข้อเท็จจริงทั้งสิ้น

ข้อเท็จจริงข้อที่สอง มหาวิทยาลัยที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ผมอยากจะพูดว่าไม่ใช่ของรัฐแต่เป็นภายใต้การควบคุมของระบบข้าราชการ ซึ่งการบริหารงานไม่ว่าจะเป็นการบริหารงานบุคคล บริหารงานด้านการเงิน บริหารงานด้านการลงทุนต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับกฎราชการ ผมใช้เวลา ๒๓ ปี ในชีวิตผมอยู่ในระบบราชการ ผมใช้เวลา ๒๐ ปีอยู่นอกระบบราชการ ผมรู้ว่ามีความแตกต่างกัน ผมรู้ว่าระบบราชการนั้นแทบจะว่าร้อยทั้งร้อยมีแต่วางข้อจำกัด มีแต่การพยายามจะกำจัดคนไม่ดี คนโกง คนกิน มีกฎเกณฑ์มากมาย ไม่มีความยืดหยุ่น หลายครั้งหลายคราวไม่ใช้สมองและไม่ใช้สามัญสำนึก ใช้แต่กฎเกณฑ์ กฎระเบียบ ยิ่งมีกฎมากการรั่วไหลก็มีมากขึ้น และไม่สามารถเขียนตัวบทกฎหมายที่เป็นกฎเกณฑ์ตายตัวที่จะป้องกันความไม่ดีของคนได้ ลดความไม่ดีทำได้ แต่ป้องกัน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไม่มี ไม่มีความยืดหยุ่น เพราะฉะนั้นการบริหารงานต่าง ๆ ภายใต้กฎข้าราชการนั้นมันเป็นเรื่องของภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า Paper work มีแต่เอกสารการประชุม ไปที่ไหนก็เป็นปึ๊ง ๆ ไปเบิกเงิน ๕๐๐ บาท หรือ ๑,๐๐๐ บาท ก็ต้องตั้งฎีกา ฎีกาไปที่หน่วยการคลัง และก็ไปตามสายงาน ผ่านอีก ๒๐ โต๊ะกว่าจะถึงคลัง กว่าจะได้เงินก็ใช้เวลา ๓ - ๔ เดือน ผมผ่านมาหมดแล้ว ผมเคยไปสอนที่มหาวิทยาลัยเกษตรด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วย ค่าสอนเมื่อ ๔๐ ปีก่อนนั้น ชั่วโมงละ ๓๐ บาท ผมได้เงินเดือน ๑,๖๐๐ บาท ผมมีภรรยาแล้วกำลังจะมีลูก ภรรยาผมได้เงินเดือน ๒,๕๐๐ บาท อาศัยทางคุณพ่อคุณแม่อีก เงินทุกบาททุกสตางค์ มันมีความหมายกับชีวิตผม แต่เวลาไปสอนนั้นแทนที่จะได้ ๘๐๐ บาททันที ก็ต้องคอยถึง ๓ เดือน คอยไปถึง ๔ เดือน นี่เป็นเรื่องส่วนย่อย

ถ้าถามว่าการทำงานอะไรต่าง ๆ ก็ดี ถ้าเกิดมองถึงผลเลิศ และความเป็นเลิศแล้ว อยู่ภายใต้ระบบราชการนั้น อาจารย์ขึ้นเงินเดือนที โดยเฉพาะข้าราชการในต่างจังหวัดแล้ว ต้องมีการเช่าบ้านอยู่ ถ้าเกิดมันมีอะไรผิดแปลกไปจากกฎนี้ ต้องส่งเรื่องเข้ามากรุงเทพฯ กว่าจะได้เรื่องกลับไป กว่าจะถึงจุดสำเร็จนั้นยุ่งยากสับสน ใช้เวลามาก นี่เป็นเรื่องย่อย ๆ เขาถามว่าไอ้ที่ผ่านมานี่ เราเถียงกันไปในทิศทางเดียวกันหรือเปล่า ข้อเท็จจริงคือว่าผมคิดว่าระบบราชการนั้น เอามากำกับการบริหารงานในมหาวิทยาลัย มันไม่ทำความเจริญขึ้นมาเลย อะไรที่เป็นพยานหลักฐานว่าสิ่งที่ผมพูดเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

ทุกครั้งที่มีหนังสือพิมพ์ตรวจสอบ มีการวิจัย มีการทำการศึกษา วางลำดับความดีเลิศของมหาวิทยาลัยออกมาในภูมิภาคนี้หรือทั่วโลก เอาเฉพาะภูมิภาคนี้นะครับ ไม่ต้องไปแข่งกับฮาวาร์ด เคมบริดจ์หรืออ๊อกซ์ฟอร์ด เฉพาะในภาคนี้ อ่านหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัยไทยเคยติดอันดับก่อน ๑ - ๒๐ ไหม ไม่มี ที่จุฬาฯ นี่ก็เต็ม ๆ มหิดลนี่ก็เต็ม ๆ โน่นอยู่ไกลสุด เราเก่งแต่ในบ้านเรา ทำไมจุฬาฯ มหิดล เกษตรศาสตร์ ติดอันดับไม่ได้ ทำไมสู้มหาวิทยาลัยในฮ่องกง ในสิงคโปร์ ในออสเตรเลีย ในญี่ปุ่น ในไต้หวัน ในอินเดียไม่ได้เลย ไม่ใช่เพิ่งมาเป็น แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยติดอันดับไม่เคย การกีฬาหลายอย่างมันดีขึ้นมา เราได้เหรียญทองเอเชี่ยนเกมส์มากก็จริง แต่การศึกษาไม่ได้ดีขึ้นเลย รุ่นปู่ผม รุ่นตาผมก็ไปเรียนเมืองนอก รุ่นพ่อผมก็เรียนเมืองนอก รุ่นผมนิยมชมชอบการไปเรียนเมืองนอก รุ่นลูกก็ยังไปเรียนเมืองนอก รุ่นหลานก็ยังไปเรียนเมืองนอก ผมเคยไปพูดตามมหาวิทยาลัย ดูอย่างพวกอาจารย์ทั้งหลาย ถ้าเผื่อมีฐานะดีและมีโอกาสส่งลูกไปเรียนเมืองนอกได้ กับเรียนต่อมหาวิทยาลัยในเมืองไทย จะไปที่ไหนก็ไปเมืองนอก

เราต้องหยุดคิดว่ามันเพราะอะไร ทำไมญี่ปุ่นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เราก็เริ่มจุฬาฯ ญี่ปุ่นเขามีมหาวิทยาลัยโตเกียว ทำไมมหาวิทยาลัยโตเกียวนั้นจัดอยู่ในลำดับต้น ๆ ของโลกแห่งหนึ่ง ทำไมคนญี่ปุ่นเขาไม่ต้องไปเรียนปริญญาตรีเมืองนอกกัน เขาอาจจะไปเรียนเมืองนอกไปเรียนต่อต่างประเทศก็ไปเรียนปริญญาโท คือต้องการประสบการณ์ แต่มันไม่ใช่เรื่องของการที่ว่ามหาวิทยาลัยเมืองนอกมันดีกว่า เพราะฉะนั้นต้องพยายามต้องกระเสือกกระสน และค่านิยมของคนไทยไม่ใช่แค่ไปมหาวิทยาลัยอย่างเดียว แม้แต่ summer school เด็ก ๑๒ – ๑๓ ขวบก็นิยมส่งไปเรียนต่างประเทศ

คำถามที่บอกว่าที่ไปต่างประเทศน่ะ มันดีกว่าเมืองไทยไหมมันไม่ได้ดีกว่าเสมอไป เพราะไปมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ก็ไม่ได้มหาวิทยาลัยที่ดี โดยเฉพาะไปที่อเมริกาไปอยู่ในมหาวิทยาลัยที่ใครเขาไม่เคยได้ยิน บางครั้งไปอยู่มหาวิทยาลัยที่ไม่ได้รับการรับรองวิทยฐานะด้วย แต่ความรู้สึกว่า ความรู้สึกดูถูกวิทยาลัยในเมืองไทยความรู้สึกว่ามันไม่ดีจริง มันฝังอยู่ในความคิดอ่านของคนไทย และประกอบกับพยานหลักฐานที่ผมเรียนให้ทราบ มหาวิทยาลัยในเมืองไทยไม่เคยติดอันดับ อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่น่าคิดว่า มหาวิทยาลัยเราไม่ติดอันดับแล้ว มันหมายความว่าอย่างไรอะไรคือมหาวิทยาลัย อะไรคือการเรียนรู้ในระดับนี้ มหาวิทยาลัยที่ดีควรมีอะไรบ้าง หนึ่งต้องมีความเป็นเลิศทางวิชาการ จะมีความเป็นเลิศทางวิชาการได้ จะต้องมีความเป็นเลิศในเรื่องของวิชาความรู้ วิชาการของคณาจารย์จะวัดกันได้อย่างไร วิธีวัดง่าย ๆ ก็คือเราจะต้องรู้ว่าแต่ละมหาวิทยาลัยนั้น สัดส่วนของอาจารย์กับนักศึกษานั้นเป็นอย่างไร สัดส่วน ๑ : ๑๐ หรือ ๑ : ๒๐ ในจำนวนคณาจารย์มีปริญญาเอกกี่คน ปริญญาโทกี่คน ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยใด แต่นี่ก็เป็นการคำนวณอีกแบบหนึ่งใช้ตัวเลขวัด เพราะหลายครั้งหลายคราวนั้น คนที่จบปริญญาตรีอาจจะสอนดีกว่าคนที่จบปริญญาเอกก็ได้ เพราะคนที่จบปริญญาเอกอาจจะรู้แต่สื่อไม่ได้ หรือบางครั้งบางคราวไม่สนใจการให้การศึกษา ไม่มี commitment ความเป็นเลิศทางวิชาการ ความเป็นเลิศของเด็กนักเรียนด้วย

ถ้าเผื่อนักศึกษาเข้ามาพื้นฐานขั้นต้นไม่ดี ไม่สนใจการเรียน สนใจแต่กิจกรรมพิเศษ ซึ่งไม่ใช่ว่ามันจะเป็นอย่างนี้เสมอไป แต่ต้องแบ่งเวลาให้ถูก ถ้าเผื่อเด็กหรือนักศึกษาไม่มีความเป็นเลิศในวิชาขั้นพื้นฐานแล้วก็ลำบาก ให้คณาจารย์ดีอย่างไร สอนดีอย่างไร เด็กก็ไม่ซึมซาบ และต้องมีความเป็นเลิศในเรื่องของการวิจัย มหาวิทยาลัยไม่ใช่โรงเรียนมัธยมหรือประถมที่มีแต่ครูสอนกับนักเรียนผู้รับฟัง มหาวิทยาลัยจะดีเด่นได้ ต้องมีการทำวิจัยที่เป็นเรื่องเป็นราว

และจะต้องมีอะไรอีก จะต้องมีความเป็นเลิศในทางบริหาร ด้านบุคลากร ด้านการเงิน ด้านการลงทุน อะไรต่าง ๆ ความเป็นเลิศเหล่านี้นั้นเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าในหัวใจของคนแล้ว สิ่งที่จะต้องถามก็คือ ไอ้ความเป็นเลิศที่ควรจะต้องมีนั้น ระบบราชการนั้นต้องช่วยส่งเสริมและให้เขาไปถึงสู่จุดนั้น

ผมไม่ต้องการให้คำตอบ แต่ผมคิดว่าทุกท่านที่มีหน้าที่อยู่ในการบริหาร คงให้คำตอบได้ ผมไม่อยากจะบอกว่าขณะนี้รัฐบาล หรือแม้แต่ตัวผมเองอยากจะเห็นมหาวิทยาลัยนั้นเดินไปในทิศทางใด แต่ผมอยากจะทราบเหตุผลต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่คำตอบเมื่อถึงปลายทางของการปฏิรูป ถามว่ามหาวิทยาลัยในสิงคโปร์เขาติดอันดับเสมอ หรือมหาวิทยาลัยในฮ่องกง มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีก็แตกต่างกันไป แต่ทำไมเขามีความเป็นเลิศได้ หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าที่สิงคโปร์ไม่มีมหาวิทยาลัยเอกชน ทุกมหาวิทยาลัยของสิงคโปร์และหลายมหาวิทยาลัยในฮ่องกง เป็นมหาวิทยาลัยที่ทางราชการ อุดหนุนเงินทุนจากรัฐ แต่เขาสามารถมีความเป็นเลิศได้ เพราะเขาสามารถบริหารงานนอกระบบราชการ ที่นี้พอถึงเมืองไทยมีการพูดว่ามหาวิทยาลัยต้องออกนอกระบบ แต่หลายครั้งหลายคราวนั้นก็ยังมีความสับสนอยู่ อาจจะไม่สับสนในตัวมหาวิทยาลัย แต่สับสนในคนข้างนอก ว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการแปรสภาพไปสู่ภาคเอกชน สิ่งที่เราพูดกันนี้หรือพยายามวิจารณ์กันไม่ใช่เรื่อง privatization ไม่ใช่นะ ไม่ใช่เป็นการแปรสภาพจะยังเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ เป็นภาคเอกชน

ในเรื่องของมหาวิทยาลัยนี้ไม่ใช่เรื่องของ privatization ในเรื่องของมหาวิทยาลัยนั้น เงินอุดหนุนจากรัฐต้องมีอยู่ต่อไปและมีอยู่ในจำนวนไม่น่าที่จะน้อยกว่าที่เคยผ่านมา มหาวิทยาลัยใน สิงคโปร์ในฮ่องกงแม้แต่ในออสเตรเลียเขาก็ยังได้รับอยู่ตลอดเวลา มหาวิทยาลัยที่อังกฤษอ๊อกซ์ฟอร์ดก็เช่นเดียวกัน

ข้อแตกต่างมีอยู่นิดเดียวในอดีต นี่ไม่พูดถึงระบบการศึกษานะครับ งบประมาณเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์มาจากรัฐเพราะว่ารายการเก็บค่าหน่วยกิตก็ดีการสอนก็ดี แต่ในต่างประเทศก็อาจจะสัดส่วน ๖๐ : ๔๐ หรือ ๕๐ : ๕๐ เพราะฉะนั้นในขณะที่พูดกันนี้ ขอรับรองว่ามหาวิทยาลัยที่ติดอันดับในภูมิภาคนี้ หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยในอังกฤษ ฝรั่งเศส ในเยอรมัน อเมริกา มหาวิทยาลัยดี ๆ นั้น เขาบริหารกันอย่างไร ไม่มีมหาวิทยาลัยใดเลยในโลกนี้ที่ติดอันดับ ที่บริหารภายใต้ระบบราชการ ไม่มีเลย

ผมเคยพูดอยู่หนหนึ่ง เอ๊ะ มหาวิทยาลัยในเมืองไทยนี่แปลกนะ เขาอยากจะปลดทาสออกก็ไม่ชอบ อยากจะอยู่ในระบบความเป็นทาสต่อ ไม่มีมหาวิทยาลัยใด ๆ ในโลกนี้ไม่ว่าประเทศใดก็ตาม ที่มีการบริหารงานภายใต้ระบบราชการแล้วก็มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ ก็เป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่อยู่ภายใต้ระบบราชการ แต่มีเงินอุดหนุนจากรัฐทั้งนั้น อันนี้เป็นข้อเท็จจริง

ในอเมริกาก็มีมหาวิทยาลัยเอกชนอย่างฮาวาร์ด เยล พริ้นซ์ตัน มหาวิทยาลัยเหล่านี้เขาร่ำรวยกันดีเขาสะสมเงินแล้วก็เอาเงินสะสมนี้ไปหารายได้ เหมือนอย่างจุฬาฯ อาจจะมากกว่าจุฬาฯ แต่การก่อตั้งจุฬาฯ สมเด็จพระปิยมหาราชก็มีเป็นกองทุนที่ดินต่าง ๆ ไปเก็บรายได้ไปลงทุนหาดอกเบี้ย ไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ สหกรณ์ แต่ของเขากองทุนใหญ่กว่ามาก เพราะฉะนั้นฮาวาร์ดกับเยลเขาไม่ต้องพึ่งเงินจากรัฐ บางครั้งบางคราวอาจจะได้เงินจากรัฐอุดหนุนในเรื่องของการวิจัย แต่เขามีระบบซึ่งแต่ละมลรัฐของเขา เช่น North Calorina ที่ Chayelhill มหาวิทยาลัย North Calorina เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของอเมริกา ภายใต้ระบบรัฐ คำว่าภายใต้ระบบรัฐหมายความว่า เป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งขึ้นมาโดยรัฐบาลท้องถิ่น รัฐบาลของมลรัฐเป็นผู้ตั้ง เงินอุดหนุนมาจากรัฐ สภาของมลรัฐนั้นของ Calorina แต่เมื่อเขาให้เงินไปแล้ว ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วให้เขาจะแต่งตั้งคณะที่เรียกว่า Council of Trustees หรือ Board of Governors แล้วแต่ จะเรียก แล้วคณะกรรมการชุดนั้นจะทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการบริหารของหน่วยงานนี้ คนที่เป็นอธิการบดีจะต้องรายงานตรงต่อคณะกรรมการแต่ละปี สภาเขาก็จะกำหนดวงเงินมาให้ บางแห่งทีละ ๒ ปี และเมื่อได้เงินไปแล้ว อธิการบดี(President) ก็จะมีอำนาจโดยสมบูรณ์ที่จะจับจ่ายตามรายการ ตามประเภท ตามจำนวนเงินที่ได้รับ ไม่ต้องไปตั้งฎีกาไปเบิก อำนาจอยู่ที่ตัวมหาวิทยาลัย ซึ่งตัวอธิการบดีก็อาจจะมีได้ แต่ต้อง accountable คือจะต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อ Trustee และทุกรายการจะต้องมีการตรวจสอบที่เขาเรียกว่า post audit ตราบใดที่ President อธิการบดีใช้เงินถูกต้องภายใต้ขอบเขตที่กำหนดไว้ภายใต้รายการนั้น ที่เขามีอำนาจความรับผิดชอบดำเนินการ เขาไม่ต้องไปฎีกา เขาไม่ต้องไปขอทบวงมหาวิทยาลัยอีก ความยืดหยุ่นมันมี ความรวดเร็วมันมี อันนี้เป็นหลักการที่เขาใช้กันทั่วไป

ที่สิงคโปร์ก็เช่นเดียวกัน เงินอุดหนุนจากรัฐมีแล้วก็มีคณะกรรมการพิเศษเรียกว่า Governor หรือ Trustee อันนี้แหละครับที่เขาทำกันในภาคเอกชน ภาคธุรกิจเพราะอำนาจหน้าที่อำนาจความรับผิดชอบของการบริหารการเงิน ของการบริหารบุคลากรขึ้นอยู่กับ Chief Executive Officer ซึ่งในมหาวิทยาลัยก็คือตัวอธิการบดี เมื่องบประมาณออกมาแล้วเงินอุดหนุนออกมาจำนวนแน่นอนแล้ว เป็นหน้าที่ของอธิการบดีกับคณะจัดการที่จะดำเนินการบริหารภายใต้วงเงินนั้น เขาต้องรับผิดชอบเอง ถ้าเผื่อเขาไปใช้ในทางที่ถูก ใช้ไปในทางที่ดี เขาต้องรับผิดชอบอีกต่อหนึ่งคือคณะกรรมการใหญ่ ซึ่งกรรมการใหญ่ก็จะต้องรายงานสภา เพราะสภาเป็นผู้ตั้งงบประมาณ ในกรณีที่รัฐเป็นผู้อุดหนุนรัฐมีหน้าที่อย่างเดียวคือตรวจสอบภายหลัง ที่ผมพูดมาก็คงพอจะมองเห็นนะครับว่า วิธีการบริหารแบบนี้มันจะสร้างความรวดเร็ว สร้างความยืดหยุ่น สร้างความเป็นเจ้าของมหาวิทยาลัย และจะส่งเสริมอะไรหลายอย่าง ระบบนี้เป็นระบบที่ใช้กันทั่วโลก

แต่ทำไมของเรารู้สึกว่า อาจารย์มหาวิทยาลัยก็ยังไม่เข้าใจ ก็มีการปรามบ้างว่า อาจารย์ห่วงความไม่แน่นอนบ้าง รัฐบาลอธิบายไม่ค่อยรู้เรื่องบ้าง อาจารย์เคยชินกับชีวิตแบบเช้าชามเย็นชาม อาทิตย์หนึ่งสอนหนังสือสองชั่วโมง มามหาวิทยาลัยอาทิตย์ละ ๒ - ๓ วัน นับวันจะหากินส่วนตัวไปเรียนเอาวุฒิไปตั้งบริษัทที่ปรึกษา ผมเป็นห่วงทุกท่าน ส่วนหนึ่งคงเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลที่ไม่สามารถสื่อให้คนเข้าใจและส่วนหนึ่งนั้นก็มีความเห็นว่า เป็นวิถีชีวิตที่ไม่ถูกของคณาจารย์ เพราะว่าผมไปที่ไหนพวกอาจารย์กันเอง ก็บอกว่าชีวิตอาจารย์สบายยังไง ก็ไม่เหมือนชีวิตทำงานที่บริษัท หรือแม้แต่งานของกระทรวงอื่น ๆ ที่มีการตรวจสอบง่าย ๆ ว่า แต่ละชั่วโมงอยู่ที่ไหนและควรจะอยู่ที่ไหน อาจารย์หายไปจากมหาวิทยาลัยก็ไม่มีใครรู้ จะห้ามอย่างไรได้ ไปหากินส่วนตัว ไปแข่งขันกับวิชาชีพของลูกศิษย์ เงินเดือนข้าราชการก็ได้รับ หนีตามกันไป เอาใจนักเรียนหน่อยได้เลือกตั้งเป็นคณบดีอีก ไปแข่งขันอธิการบดีก็ต้องสู้กันในเหตุของการเมือง เข้าใจว่าระบบประชาธิปไตยนั้นมันใช้ได้ในทุกแห่ง ทุกอย่างที่มีเลือกตั้ง ลืมความมีอิสรภาพในทางวิชาการ ลืมความมีอิสรภาพในการบริหาร ลืมความเป็นเลิศทางวิชาการ ลืมความเป็นเลิศของเด็กนักเรียน ลืมความเป็นเลิศในเรื่องของการวิจัย ไม่มี commitment อยู่ไปวัน ๆ มันสบายดีก็เหมือนข้าราชการส่วนอื่น สิ่งเหล่านี้ที่ทำงานมาเมืองไทยมันไม่มีขั้นต่ำ และผมก็ทราบ ถ้าเผื่อลูกผมยังคิดว่าจะต้องส่งหลานผมอีกไปเรียนที่ต่างประเทศเมื่อไหร่มันจะจบสิ้นเสียที นี่ถ้าเกิดระบบที่ผมว่า การบริหารไม่อยู่ภายใต้ระบบราชการจะต้องดีแน่เพราะทุกแห่งเขาก็ทำอย่างนั้น ถามว่าออกมาแล้วจะดีจริงหรือไม่ ก็ไม่จริงเสมอไป มันเป็นเพียงแต่คำตอบส่วนหนึ่งเท่านั้น เราปลดแอกออกมาจากระบบราชการออกมาแล้ว แรงกระตุ้นของเรา ทัศนคติของเรายังติดยึดอยู่กับของเก่า ๆ จิตวิญญาณก็ยังเป็นข้าราชการอยู่มันก็เจ๊งเท่านั้น เพราะฉะนั้นต้องมีการเตรียมจะต้องมีเวลาที่เราเรียกว่า Transition ไม่ใช่ออกปุ๊บติดปั๊บ มันต้องใช้เวลา ๕ – ๑๐ ปี อันนี้แหละครับ เป็นสิ่งที่นิสัยคนไทยกลัวความไม่แน่นอนของอนาคต ทางรัฐบาลจะต้องพูดให้มันแน่วแน่รัฐบาลมี commitment อย่างไร รัฐบาลต้องออกมาชี้แจง จะมาบอกว่าสำนักงบประมาณไม่ทำตามนโยบายบอกไม่ได้ สำนักงบประมาณเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อไปเกี่ยวข้องกับสำนักงบประมาณ ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องพูดออกมาให้แน่ชัดว่า หนึ่ง - เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นการแปรสภาพเป็นบริษัทเอกชนที่เอาแต่กำไร สอง - จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ ก็เป็นบริษัทเอกชนที่อยู่ในกำกับของรัฐ แต่จะเป็นการกำกับไม่ใช่การควบคุม เท่าที่ผ่านมาระบบราชการควบคุม และควบคุมก่อนเหตุเสมอ ควบคุมก่อนใช้เงิน ควบคุมก่อนขั้นตอนอื่น ๆ ต่อไปนี้จะใช้ระบบตรวจสอบเฉย ๆ

ฉะนั้นจะต้องบอกให้แน่ชัดว่าจะมีวิธีการคิดอย่างไรซึ่งก็มีระบบแตกต่างกันไป ดูจำนวนนักเรียนดูจำนวนนักวิจัย ดูจำนวนอาจารย์ จำนวน grade ของอาจารย์ ปริญญาเอก ปริญญาโท ดูความเป็นเลิศในด้านต่าง ๆ ดูความจำเป็นของแง่ที่จะต้องก่อสร้าง มีหลายระบบวิธีคิด ผมไม่ทราบว่าวิธีไหนดีที่สุด แต่เราอ้างอิงได้ ต้องบอกให้ทราบอย่างแน่ชัด อย่าปล่อยให้เขาเคว้งคว้างอยู่ในใจว่าเอ๊ะอีก ๒ ปี ก็จะถูกลอยลำ อย่าสร้างความไม่แน่นอน อย่าสร้างความว้าเหว่ให้กับตัวมหาวิทยาลัย ต้องใช้เวลาอธิบายให้เขาเข้าใจ ต้องใช้เหตุผลข้อเท็จจริง พยายามโน้มน้าวอาจารย์ที่คัดค้าน ตอนหลังผมได้ยินว่าอาจารย์มาให้นักเรียนร่วมคัดค้านด้วย สิ่งไหนที่ไม่แน่นอนแล้ว อันนี้เป็นนิสัยของคนไทย กลัวไว้ก่อน สิ่งที่ไม่เห็นในอนาคต เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนในอนาคต คนไทยจะต้องกลัวไว้ก่อน ความเสี่ยงในชีวิตเรามันมีอยู่เสมอแต่มันก็ต้องเป็นความเสี่ยงที่อยู่บนมูลฐานของข้อเท็จจริงอยู่บนมูลฐานของข้อมูล อยู่บนมูลฐานของสติปัญญา ต้องทำให้ผู้บริหารงานมหาวิทยาลัย คณาจารย์ที่ไม่เห็นด้วย ที่คัดค้าน ต้องพยายามโน้มน้าวให้เขาเข้าใจ ด้วยการพูดให้แน่ชัดว่า หนึ่ง - มิใช่เป็นเรื่องของการแปรสภาพเป็นบริษัทเอกชนที่มองหาแต่กำไร มหาวิทยาลัยมิใช่บริษัทค้ากำไร มหาวิทยาลัยนั้นอยู่ในตลาดวิชาการ แต่ไม่ได้ทำเพื่อผลกำไรถ้าเกิดมีผลกำไร เงินกำไรนั้นมันจะต้องย้อนกลับไปลงทุนเพื่อสร้างความเป็นเลิศให้มากขึ้น สอง - เงินอุดหนุนจะต้องมีต่อไป และไม่น่าจะน้อยกว่าที่ผ่านมา แต่ต้องมีกำหนดกฎเกณฑ์ว่าในวันข้างหน้านั้นจะสร้างกฎเกณฑ์ในเรื่องนี้อย่างไร สาม - พูดให้แน่ชัดว่าถ้าเผื่อจะอยู่หรือไม่อยู่ในระบบราชการต่อไป มันคงจะเป็นไปไม่ได้ที่รัฐจะต้องแบกภาระทั้งหมด ปัจจุบันค่าเล่าเรียนก็ดี ค่าหน่วยกิตก็อาจจะต้องมีการขึ้นไปกว่านั้น ตามความผันแปรของสังคมก็ต้องพูดให้แน่ชัดว่า วิธีการที่จะให้เงินอุดหนุนมามันจะต้องดูด้วยว่าถ้าเผื่อเป็นคณะวิทยาศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ คณะวิศวะ ซึ่งมีตลาดแรงงานมาก คนอยากจะเรียนมาก มันเป็นสิ่งที่เป็นวิธีการคำนวณการอุดหนุนอย่างหนึ่ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะมีมหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อย ที่อาจจะมีคณะมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และคณะอะไรต่าง ๆ หรือแม้แต่จะไปเรียนวรรณคดี เรียนประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ได้ขายได้ง่าย ๆ สัดส่วนของการอุดหนุนนี้ เราจะต้องให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเขามีความมั่นใจว่า ไม่ใช่ไปลงทุนเฉพาะวิศวะ หรือแพทย์ศาสตร์ เพราะว่าการเรียนรู้ สังคมต้องการคนทุกประเภท ต้องการนักคิด นักปรัชญา ต้องการนักเศรษฐศาสตร์ นักบริหารธุรกิจ ฯลฯ ต้องผลิตคนเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ เราจะต้องให้เขามีความมั่นใจว่า ถ้าเผื่อเขาออกจากระบบราชการแล้วไปบริหารกันเอง รัฐบาลคงคำนึงถึงเรื่องเงินอุดหนุนอยู่ ตามสัดส่วนที่มากกว่า เมื่อคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ แล้ว กับคณะที่ อย่างที่ผมพูด คณะนี้อย่างที่ว่าหานักเรียนมาได้ยาก ผลิตแล้วหางานไม่ได้ง่าย ๆ แต่ถ้าสังคมของเรามีแต่เด็กวิศวะ มีแต่แพทย์ มีแต่นักคอมพิวเตอร์อย่างเดียวสังคมนั้นจะเฉา ถ้าเผื่อไม่มีนักคิดทางด้านสังคมศาสตร์ ผู้สนใจทางด้านสิทธิมนุษยชน ผู้สนใจในเรื่องอดีตโบราณ กาพย์ กลอน เราต้องส่งเสริมพวกนี้ต่อไป

เพราะฉะนั้นรัฐจะต้องพูดให้แน่ชัดว่า จะให้เวลาการเตรียมตัวเท่าไร การจะออกจากระบบราชการนั้นควรจะให้เป็นการตัดสินใจของเขาด้วย รัฐต้องเปิดใจให้กว้างว่าเขามีสิทธิที่จะเลือก เลือกที่จะออกหรือไม่ออก ในใจผมอาจจะคิดว่าใครไม่ออกคนนั้นโง่ แต่ก็เป็นความคิดที่อยู่ในใจ แต่อย่าไปว่าเขา ใครจะทำอะไรก็แล้วแต่เขา เราต้องเข้าใจเขาหาวิธีอธิบาย พยายามโน้มน้าวเขา และให้เขามีทางเลือก แต่การจัดวิธีทางเลือกให้เขา เราจะต้องจัดให้ในลักษณะที่ว่าเขาไม่อยากจะเลือกในสิ่งที่ไม่อยากให้เขาเลือก เพราะฉะนั้นทางเลือกคือออกก็ได้ ไม่ออกก็ได้ แต่ถ้าเผื่อไม่ออกพัง ก็คือว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร ถ้าออกก็ไม่ใช่ว่าจะต้องออกทั้งหมดทันที อาจจะออกเป็นขั้นตอนก็ได้ วิธีออกนั้นออกได้หลายลักษณะ อย่าให้เขาจนมุม อย่าให้เขาต้องตกอยู่ในฐานะหลังชนฝาแล้วก็ต้องเลือก เอาเขามาร่วมในการวางแผนด้วย จัด Workshop จัดสัมมนา ใครที่ไม่เห็นด้วย ใครที่มีข้อปัญหา ใครที่มีข้อสงสัยให้เขาได้พูดคุยกัน ถ้าเผื่อในสังคมเมืองไทยเราไม่เริ่มที่จะคุยกัน หันหน้าเข้าหาและคุยกัน ไม่ใช่หันหน้าเพื่อตีกัน หรือหันหลังเพื่อด่ากัน แต่หันหน้าเพื่อคุยกัน สร้าง dialoque เอาใจเขามาใส่ใจเรา ทำให้เขามีส่วนร่วมว่าเขาจะออกในลักษณะไหน แล้วก็ไปทำการศึกษาว่าแต่ละประเทศ แต่ละระบบนั้น ระบบนี้ไม่ใช่ระบบราชการในปัจจุบัน แต่เป็นระบบออกนอกราชการ เป็นระบบของการคำนวณการเงินอุดหนุน อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ และระบบคำนวณเงินอุดหนุนนั้น จะต้องให้แน่ใจว่าไม่ได้อยู่ในภายใต้อิทธิพลของนักการเมืองด้วย อย่างอเมริกานี่ถ้าเป็น State University จริงอยู่สภาเป็นผู้อนุมัติโครงการ แต่วิธีการที่จะนำเงินมาสู่จำนวนที่ถูกต้องนั้น ก็จะมาจากคณะกรรมการของมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นอิสระและไม่ใช่นักการเมือง และเขามีกำลังวังชาที่จะต่อรองกับนักการเมืองด้วย เพราะฉะนั้นต้องฟรี อย่าไปกำหนดให้เขาว่าต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้ เอาเขามามีส่วนร่วมด้วย อธิบายให้เขาเข้าใจ เคยมีคนบอกว่าตอนนี้ตำแหน่งอาจารย์คนไหนเกษียณให้ยุบ ฟังแล้วตกใจว่าอ้าวต่อไปจะเพิ่มจำนวน จะทำอย่างไรก็พูดมาให้ชัดว่าไม่ได้ยุบ ให้ยุบตำแหน่งนั้นแต่เงินยังเก็บไว้ให้ เพื่ออะไรมันอาจมีความจำเป็นที่จะต้องมีตำแหน่งหนึ่งในคณะอื่น หรือในสายงานอื่นที่มีความจำเป็น แต่เงินยังอยู่

สิ่งที่เราจะต้องมีปัญหามากเมื่อออกไปจากระบบแล้ว ถ้าเผื่อจิตใจความนึกคิดหรือจิตวิญญาณยังเป็นข้าราชการอยู่ และยังทำงานแบบข้าราชการ อย่างนั้นไม่มีทางรอดหรอก ก็จะกลับไปสู่ระบบเดิม คือตัวเองสร้างระบบนี้ขึ้นมา อันนี้ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่เลย สร้างไว้แล้วไม่มีใครควบคุมเลย เพราะคำว่าระบบราชการ (bureaucracy) ไม่ได้หมายความว่า มันจะเกิดขึ้นได้ในหน่วยงานราชการหน่วยงานธุรกิจใหญ่ ๆ เช่น ธนาคาร หรือบริษัทใหญ่ ๆ มันก็สร้าง bureaucracy ขึ้นมาได้ ระบบราชการที่เราพูดถึงนี้เป็นระบบที่เกิดขึ้นได้ทุกแห่งทั้งในภาคราชการภาคนอกราชการ เมื่อหน่วยงานนั้นมีความใหญ่โตและมีจำนวนมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราออกจากระบบราชการมาบริหารกันเอง ถ้าเผื่อหัวสมองเรายังไม่วิ่งให้ทันสมัย ไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า ไม่มีการศึกษาวิธีการเป็นอย่างไร คนก็จะสร้างระบบราชการขึ้นมาเอง และมันก็เกิดขึ้นแล้วในบางกรณีในเมืองไทย ที่ออกมาแล้วยิ่งหนักเข้าไปใหญ่เพราะหนึ่ง -ไม่มีใครตอบ สอง -ไม่มีใครตรวจสอบคุณภาพ โรงเรียนในอังกฤษไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนมัธยม โรงเรียนที่เป็น Public School , Elementary School หรือแม้แต่ Nursery ของมหาวิทยาลัย จะต้องมีการตรวจสอบคุณภาพ เรื่องตรวจสอบไม่ค่อยมีใครค่อยชอบ แต่ถ้าในวงการมหาวิทยาลัยไม่สามารถสร้างหน่วยงานตรวจสอบเหมือนที่เมืองนอกเขาก็จะเป็นปัญหา การตรวจสอบคุณภาพเป็นเรื่องใหม่ของเมืองไทยมากและอันนี้เป็นเรื่องที่ผมเป็นห่วงที่สุด ว่าในการออกมาแล้วไม่มีระบบที่ตรวจสอบที่ดี เงินก็จะละลายไปในแม่น้ำ

เพราะฉะนั้นอันที่หนึ่ง - บอกตรงนี้เลยว่าน่าจะออก เพราะผมไม่เคยเห็นมหาวิทยาลัยใด ๆ ซึ่งติดอันดับในโลกหรือในภูมิภาคที่อยู่ภายใต้ระบบราชการ ไม่เคยเห็นนะ อันที่สอง - ออกแล้วมีคำตอบหรือเปล่าว่ามีการวางมาตรการเตรียมการทั้งฝ่ายรัฐบาลแต่ละมหาวิทยาลัย เพราะออกมาแล้วคุณจะต้องบริหารด้วยตัวคุณเอง ต้องเปลี่ยนโครงสร้างของคณะกรรมการ สภามหาวิทยาลัยเดิมซึ่งเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ การทำงานขาดความยืดหยุ่น ล่าช้า เพราะฉะนั้นถ้าจะออกนอกระบบราชการจะต้องมีโครงสร้างใหม่ โครงสร้างของคณะกรรมการที่เรียกว่า Trustee หรือ Governor ต้องมีใหม่หมด ต้องมีการเขียนแผนงานให้ชัด ต้องมีการเขียนโครงสร้างนี้ว่าเป็นอย่างไร อะไรในโครงสร้างนั้น แต่ละหน่วยนั้นมีความรับผิดชอบ ความยุ่งเกี่ยว ความเกี่ยวโยงกันอย่างไร อันนี้จะเป็นเรื่องใหม่

ตอนนี้เราได้มาซึ่งความมีอิสระแต่ไม่มีความอิสระไหนที่ได้มาโดยไม่มีพันธะ คุณมีสิทธิ คุณก็มีหน้าที่ คุณมีความอิสระ คุณต้องมีความรับผิดชอบ แต่การรับผิดชอบตรงนี้ คือการรับผิดชอบการตัดสินใจของตัวคุณ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่เราจะพูดกันต่อไป ไม่ใช่ว่าจะออกไม่ออก แต่เมื่อออกมาแล้ว เรามีการเตรียมการกันอย่างไร ความพร้อมของแต่ละคนอยู่ที่ไหน ความไม่พร้อมอยู่ที่ไหน และถ้าเกิดมีความไม่พร้อมจะแก้ไขอย่างไร เพราะส่วนใหญ่จะมานั่งเถียงกันว่า จะออกหรือไม่ออกเท่านั้น ผมไม่รู้ว่าจะเถียงกันกี่สิบปีถึงจะหยุด มันถึงไม่ไปไหน มหาวิทยาลัยไทยก็ยังไม่ติดอันดับเช่นเดิม และลูกผมก็คงพยายามทำงานหาเงินเพื่อส่งหลานผมไปเรียนต่างประเทศอย่างเดิม

รวมปาฐกถาภาษาไทย

ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง ธรรมาภิบาลในการบริหารมหาวิทยาลัย
โดย นายอานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี
วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๒
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ท่านประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ท่านอธิการบดี และท่านคณาจารย์ทั้งหลาย

เรื่องที่จะมีการจัดสัมมนากันคือการบริหารการจัดการที่ดีในมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ ในมหาวิทยาลัยไทย เรื่องนี้ผมอยากจะขอย้อนถึงประวัติบ้างเล็กน้อย เพราะว่าในระยะเวลาที่ผมอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารประเทศนั้น ก็ได้พยายามด้วยความช่วยเหลือของรัฐมนตรีบางท่าน และอาจารย์บางท่านที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้พยายามที่จะผลักดันให้มีความเปลี่ยนแปลง ในเรื่องของการเป็นเจ้าของมหาวิทยาลัยในเรื่องของการบริหารที่ดี

พวกเราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า รากฐานของมหาวิทยาลัยในเมืองไทยนั้น เริ่มต้นตั้งแต่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น เป็นการจัดตั้งขึ้นมาโดยมีจุดประสงค์เฉพาะ เป็นระยะเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการบริหารภายในประเทศ ความจำเป็นของรัฐที่จะต้องมีข้าราชการ เพราะฉะนั้นประวัติของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็สืบเนื่องมาจากความต้องการของรัฐที่จะผลิตบุคลากรที่จะเข้าไปช่วยบริหารงานประเทศชาติในฐานะข้าราชการประจำ ผมท้าวความถึงอันนี้ก็เพราะอยากที่จะให้อยู่ในจิตใจของพวกเราว่า หน้าที่หนึ่งของมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาขั้นสูง คือ การตอบสนอง ในอดีตนั้นอาจจะเป็นการตอบสนองความต้องการของรัฐ แต่ผ่านมา ๘๐ ปี ๑๐๐ ปี วิวัฒนาการทางด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจของเมืองไทย การตอบสนองนั้นก็อาจจะต้องเป็นการตอบสนองความต้องการของสังคมส่วนใหญ่ เมื่อจุฬาฯ ตั้งขึ้นมาก็ได้มีการผลิตบัณฑิต ก็เริ่มต้นด้วยดี ก็มีมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ขึ้นมาอีก มีการตั้งมหาวิทยาลัยเพื่อตอบสนองความต้องการในเรื่อง discipline มีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สังคมกำลังเริ่มตื่นตัวทางด้านการเมือง อุดมการณ์ทางด้านการเมือง อุดมการณ์ทางด้านสังคม อันนั้นก็เป็นการตอบสนองความต้องการอีกลักษณะหนึ่ง เสร็จแล้วก็มีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผมอยากจะบอกว่า ด้วยความจริงใจ ผมอาจจะมีความผิดหวังเล็กน้อยในคณะวิศวฯ ของจุฬาฯ และในคณะวิศวฯ ของมหาวิทยาลัยหลายอย่างเพราะแนวโน้มในอดีตและปัจจุบันซึ่งผมคิดว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขแน่นอนคือว่า มหาวิทยาลัยจะต้องไม่ใช่ผลิตบัณฑิตเพื่อไปนั่งโต๊ะ ใส่สูท ใส่เนคไท นั่งห้องแอร์ เพื่อคอยเป็นหัวหน้ากอง เป็นอธิบดี ความต้องการของประเทศชาติอยู่ที่คนที่จะลงมือทำเอง มีการกล่าวหาซึ่งผมคิดว่าอาจเป็นการกล่าวหาที่รุนแรงว่า โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ นี้ เวลาเขาจะคัดเลือกคนเข้าโรงงาน เขาอยากได้คนที่จบ ปวช. ปวส. คนที่จบการศึกษาเทคโนโลยีมากกว่า เพราะคนนี้พร้อมที่จะมือเปื้อน มือดำ ไม่เหมือนกับบัณฑิตมหาวิทยาลัยซึ่งอาจจะต้องการตั้งแต่วันแรก ต้องการผูกเนคไท ใส่เสื้อขาว ใส่สูท เข้าทำงานในห้องแอร์และไม่ชอบที่จะเดินตรวจงาน

เมื่อเราพูดถึงความต้องการของสังคม เราจะต้องนิยามให้แน่นอนว่า คำว่า “สังคม” เราหมายถึงอะไร ทั้งนี้ทั้งนั้นผมไม่ได้บอกว่า มหาวิทยาลัยไทยเราไม่ได้ก้าวหน้าในระยะ ๕๐ ปี หรือ ๘๐ ปีที่ผ่านมาความก้าวหน้ามีอยู่หลายทาง ผมไม่ต้องพูด ณ ที่นี้ แต่ถึงเวลาที่เราควรจะต้องดูตัวเราเองว่า จุดอ่อนจุดบกพร่องของเราอยู่ที่ใด

ผมเคยได้รับเกียรติเชิญนั่งในสภามหาวิทยาลัยที่นิด้า ผมนั่งอยู่ ๔ วาระ ที่จุฬาฯ นั่งอยู่ ๒ วาระและตอนออกมาผมได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัย ๘ แห่งไปเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย รวมทั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งผมบอกผมไม่ได้เป็นนักเรียนเก่าธรรมศาสตร์ เขาบอกถ้าผมรับ ผมจะเป็นคนแรกที่ไม่ใช่นักเรียนธรรมศาสตร์แล้วก็รับตำแหน่ง ผมก็ขอขอบคุณทุกๆ มหาวิทยาลัยที่รู้สึกในคุณค่าในตัวผม และผมก็ต้องพูดกับเขาตรงไปตรงมา อันนี้เป็นนิสัยเสียของผมอย่างหนึ่งที่ชอบพูดตรงไปตรงมา และเมื่ออายุมาถึงปัจจุบันนี้แล้ว พูดตรงไปตรงมาและใครไม่ชอบ ผมก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ผมก็ต้องขอบอกว่า หลังจากที่ผมมีโอกาสไปสัมผัสกับสภามหาวิทยาลัย ๒ - ๓ แห่งเป็นระยะเวลานานตัวพระราชบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องสภามหาวิทยาลัยโดยเฉพาะการเลือกคนที่เรียกว่าคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากข้างนอก มาจากวงการธุรกิจหรือมาจากวงการใด ๆ ก็ตามที่ไม่ได้เกี่ยวกับวงการมหาวิทยาลัยโดยตรงนั้นเป็น concept ที่ดี แต่เสร็จแล้วตัวพระราชบัญญัตินั้นเขียนเสียเอง จนสภามหาวิทยาลัยนั้นเป็นง่อย แล้วก็สร้างระบบราชการขึ้นมา ระบบราชการที่นี้ผมขอใช้ภาษาอังกฤษว่า bureaucracy คือ ให้มาตัดสิน ให้มาลงมติในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ในเรื่องที่ข้างล่างเขาทำเตรียมมากันจนหมดแล้ว เอามา rubber stamp เท่านั้น แต่ไม่ได้มอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบในการที่จะวางทิศทางของตัวมหาวิทยาลัยเอง ทุกอย่างจัดสำรับเสร็จมาตั้งแต่ข้างล่าง ผมก็บอกว่าถ้าเอานักธุรกิจที่เขามี sense of responsibility เข้าไปนั่งอยู่ เขาเสียเวลา เขาอยากจะทำงานให้มหาวิทยาลัยเดือนละ ๓ ชั่วโมง ๔ ชั่วโมง หรือนอกเหนือจากนั้นที่จุฬาฯ วาระที่ ๒ ผมไม่ค่อยมาประชุม อันนี้เป็นการเล่าเพื่อตั้งข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่ง อันนี้ไม่ใช่ความผิดของอาจารย์ แต่เป็นความผิดของระบบ เพราะตราบใดในจิตใจของเราหรือในจิตใจของอาจารย์ คณาจารย์ผู้บริหารยังคิดว่าตัวเองเป็นข้าราชการ ต้องอยู่ในระบบราชการ การศึกษาของไทยจะไม่ไปไหนและจะไปไม่รอด

ผมไม่ได้เห็นว่ามหาวิทยาลัยฝรั่งหรือในต่างประเทศจะดีเสมอไป แต่ผมก็อยากที่จะมีส่วน มีความภูมิใจที่มหาวิทยาลัยในเมืองไทยติดอันดับ ๔ ติดอันดับ ๕ ติดอันดับ ๘ เมื่อมีการประเมิน ผมไม่ได้บอกว่าการประเมินของต่างชาตินั้นจะต้องถูกต้องเสมอไป แต่ผมอยู่ในฐานะที่ได้คุยกับคนทั่วภูมิภาคได้คุยกับคนต่างประเทศทั้งในวงการธุรกิจ วงการต่าง ๆ ผมต้องขอบอกตามตรง มหาวิทยาลัยในเมืองไทยไม่ติดอันดับ เราอาจจะติดอันดับกันเองในประเทศ และคำตอบที่ว่าทำไมไม่ติดอันดับ ง่ายที่สุดเป็นคำตอบที่ควรจะได้รับการตอบสนองมาเป็นเวลาหลายสิบปี สมัยผมเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ พยายามอย่างมาก ผมอาจจะใช้คำรุนแรง ผมบอก “พยายามจะปลดแอกมหาวิทยาลัยออกจากระบบราชการ” และผมก็มีความเศร้าและสลดใจที่มหาวิทยาลัยในเมืองไทย หรือบางสถาบันการศึกษาอยากจะอยู่เป็นทาสของระบบข้าราชการต่อไป ผมใช้คำรุนแรงเพื่อให้ท่านเกิดโมโห เกิดอารมณ์ขึ้นมาว่าในอนาคตเมื่อได้รับการปลดแอกแล้ว เมื่อเรียกร้องอิสรภาพกลับมาแล้วจะเริ่มต้นศักราชใหม่ ผมเป็นคนนิสัยไม่ใคร่ดี ชอบพูดอะไรเพื่อกระตุ้นให้คนเกิดความรู้สึกที่คิดว่าเราจะต้องแก้ปัญหานี้ให้ได้

ระบบราชการมีที่ใช้ และมีกาลเวลา แต่ระบบราชการเป็นศัตรูที่สูงที่สุดสำหรับกระบวนการศึกษาของประเทศ ในระยะ ๗ - ๘ ปีก่อน ที่ผมพยายามนั้นไม่สำเร็จ มีหลายท่านอาจเข้าใจว่า ผมต้องการให้มหาวิทยาลัยตัดขาดจากราชการ ก็ได้พยายามอธิบายว่า การเอามหาวิทยาลัยออกจากระบบราชการนั้นไม่ได้เกี่ยวโยงกับความสัมพันธ์ที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ จะมีอยู่กับรัฐต่อไปหรือที่รัฐจะมีอยู่กับมหาวิทยาลัย ที่บอกว่าให้ออกจากระบบราชการ คือให้ดำเนินการบริหารมหาวิทยาลัยโดยไม่ใช้ระบบราชการ

ทำไมการศึกษาของสิงคโปร์จึงดีได้ ในเมื่อทุกมหาวิทยาลัยของเขาเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ที่สิงคโปร์ไม่มีมหาวิทยาลัยเอกชน ก็เพราะว่าสิงคโปร์ เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ คือรัฐเป็นผู้เกื้อกูลในเรื่องงบประมาณส่วนใหญ่ แต่เขาปล่อยการบริหารให้กับตัวผู้บริหารของมหาวิทยาลัยโดยตรง ความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์และโดยปัจจัยอื่นด้วย สามารถทำให้เข้าสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการการเป็นเลิศที่จะรักษาคุณภาพของอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยนานยัง ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจตั้งแต่ต้นว่าการที่เราจะแยกออกมาจากระบบราชการ ไม่ใช่เป็นการตัดความสัมพันธ์จากรัฐ และคนในรัฐเองจะต้องเข้าใจอย่างนั้นด้วย เพราะบางครั้งบางคราวในสังคมไทยเรามองอะไรเป็นขาวดำไปหมด

ผมเป็นคนเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าเผื่อเราทำอะไร เราหมั่นดูตัวเองบ่อย ๆ ตรวจสอบตัวเอง และฟังคำติเตียนของผู้อื่น คือ อยู่ในกระบวนการตรวจสอบของผู้อื่น ถ้าเผื่อคนคนนั้นใจกว้างพอ มีความมั่นใจเพียงพอและมีความตั้งใจเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสถาบันนั้นจะสามารถปฏิบัติตัวเองให้ดีขึ้นได้

ผมคิดว่าระบบราชการไทยไม่เปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลาไม่รู้กี่สิบปี สมัยผมอยู่กระทรวงการต่างประเทศ สมัยเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย ๔๐ ปี ถ้าเผื่อออกเงินทดรองอะไรไปแล้วตั้งฎีกาเบิกหรือขออนุมัติเบิกจากกระทรวง กระทรวงตั้งฎีกาไปกระทรวงการคลัง สิ่งที่เราทดรองไปแล้ว กว่าเราจะได้รับเงินคืนมาประมาณ ๒ - ๓ เดือน วันก่อนผมลองตรวจสอบดูที่กระทรวง ก็ปรากฏยังต้องใช้เวลา ๒ -๓ เดือน เช่นเดิม ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมการตั้งฎีกาถึงต้องใช้เวลามากมาย อาจจะเป็นเงิน ๘๐๐ บาท ๑,๕๐๐ บาท แล้วทุกครั้งเราก็มีปัญหาอยู่เสมอ การตั้งงบประมาณแม้แต่ในปัจจุบันนี้ การที่รัฐบาลออกมาเรียกว่า stimulus package ผมคุยกับรัฐมนตรีคลัง คุยกับบางคนที่มีส่วนในการรับผิดชอบก็เป็นปัญหาทุกปีว่างบประมาณของรัฐบาลไทย งบประมาณรายจ่ายนั้น พอถึงสิ้นปีใช้ไปได้เพียง ๖๐ - ๗๐ เปอร์เซ็นต์ พอ ๑๕ วันหลังรีบใช้กันใหญ่ คงไม่ต้องการข้อวิจัยอะไรมากมาย มันเป็นปีแล้วปีเล่า ปัญหาคือ stimulus package จะมีผลหรือไม่ ถ้าเผื่อตั้งเงินแล้วเงินไม่ออก เม็ดเงินไม่ออกสู่ตลาด นี่ไม่นับเม็ดเงินออกสู่ตลาดแล้วสูญหายไปแค่ไหน เพราะฉะนั้นเรื่องการปฏิรูประบบราชการ อันนั้นต้องทำไป คงจะต้องใช้เวลามากแต่ขณะนี้มหาวิทยาลัยมีโอกาสอย่างมาก

คำถามต่อไปคือ ตัวมหาวิทยาลัยพร้อมหรือเปล่า

ถ้าเผื่อการออกจากระบบราชการไปสู่ระบบซึ่งยังไม่มีของตัวเอง และเป็นระบบซึ่งอาจจะเลวกว่า อันนั้นผมก็ต้องขอบอกว่าอย่าออกนะครับ การออกจากระบบราชการซึ่งเป็นระบบที่ไม่ดีแต่เข้าไปในสูญญากาศซึ่งไม่มีระบบ หรือระบบที่เลวกว่าระบบราชการ อันนั้นยิ่งอันตราย เพราะฉะนั้นการออกมาต้องขึ้นอยู่กับความพร้อม ความพร้อมของมหาวิทยาลัยนั้น ๆ ด้วย และความพร้อมไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียวเมื่อ ๗ - ๘ ปีก่อนผมแน่ใจ จุฬาฯ พร้อม ธรรมศาสตร์ก็อาจจะพร้อม แต่ถามอาจารย์นรนิติ์ อาจารย์บอกธรรมศาสตร์ของผมประชาธิปไตย ผมต้องออกเสียงกัน ต้องถามภารโรง ถามนักการทุกคนหมด แต่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนั้น มีสถานที่และมีกาลเวลาให้ใช้ ใช้ผิดสถานที่ ใช้ผิดเวลา ก็ไม่มีความหมาย ผมไปพูดหลายแห่ง บอกว่าการใช้หลักการประชาธิปไตย ระบอบประชาธิปไตยเรียกว่า การบริหารงานแผ่นดิน ในการบริหารงานบริษัท งานมหาวิทยาลัย ถ้าเผื่อใช้หลักการประชาธิปไตยเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมว่าลำบากแน่ เราจับหลักการใหญ่ ๆ ของประชาธิปไตย แต่หลักการใหญ่ของประชาธิปไตยไม่ใช่เลือกตั้งหลักการใหญ่ ๆ ของประชาธิปไตยคือการมีส่วนร่วม การมีส่วนในกระบวนการในการตัดสินใจ ในการพิจารณาและในการตัดสินใจ การเลือกตั้งนั้นเป็นเพียงแต่รูป ไม่ใช่สาระ แก่นสารและสาระของการเลือกตั้งคือการมีตัวแทนของประชาชน การเลือกตั้งนั้นเป็นวิธีการเท่านั้น ปัจจุบันเราก็พูดบอกว่า หลายมหาวิทยาลัยพร้อมที่จะออกจากระบบราชการ แต่บางแห่งออกมาแล้วก็มีปัญหาเพราะความพร้อมไม่มี แต่อาจจะไม่ใช่ความพร้อมอย่างเดียว อาจจะมีปัญหาเพราะยังไม่มีความเข้าใจเพียงพอถึงเหตุที่ออก หรือชี้จุดประสงค์ของการออกมา ถ้าเผื่อการออกมาเพื่อให้ตัวเองสบายขึ้น รอดพ้นจากกฎเกณฑ์บ้าๆ บอ ๆ อันนั้นไม่ใช่เหตุผลการออก จะออกจากระบบราชการก็เพราะคิดว่าน่าจะมีระบบอื่นที่จะทำให้การบริหารงานของมหาวิทยาลัยอยู่ในสภาพที่ดีขึ้นและสามารถนำไปสู่ความเป็นเลิศได้

ในระยะ ๔ - ๕ ปี ก็มีการพูดกันมากในเรื่อง Good governance ขณะนี้ก็ยังไม่ลงตัวว่าคนไทยต้องการใช้คำไหน ผมก็มีโอกาสมีส่วนที่จะได้ช่วยให้สังคมไทยสับสนมากขึ้น ก็ลองใช้ “ธรรมรัฐ” อยู่พักหนึ่งตอนนี้ก็ลองใช้ “ธรรมาภิบาล” บางคนก็เอาง่าย ๆ บอก “การบริหารที่ดี” แต่สุดท้ายได้ยินมาว่าทางราชบัณฑิตสถานกำหนดขึ้นมาอีกคำหนึ่ง ซึ่งผมค่อนข้างจะมีความอึดอัดใจอยู่หน่อย อึดอัดใจมานานแล้วเกี่ยวกับการปกครองในเมืองไทย ถ้าผมมีโอกาส มีอำนาจ ผมก็อยากจะเปลี่ยนชื่อของ “กรมการปกครอง” เป็นอย่างอื่นเสีย เพราะอะไรก็ตามที่มีคำว่า “ปกครอง” เข้ามาแล้ว มันขัดกับหลักการของ governance การปกครองนั้นสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก ตลอดเวลาผู้ใหญ่เป็นผู้ปกครอง ผู้ใหญ่ถูกเสมอ ผู้ใหญ่มีอำนาจ เด็กต้องเชื่อฟัง เด็กต้องทำตาม ซึ่งขัดกับหลักการประชาธิปไตย เหมือนอย่างสมัยที่ผมอยู่กับรัฐบาล ผมก็พยายามบอกว่า เรื่องการควบคุมนั้นต้องเอาออกจากหัวสมองของพวกเรา ข้าราชการต้องเปลี่ยนความคิดว่าเราไม่ได้มาควบคุม เราจะมากำกับดูแลเท่านั้น เปลี่ยนอะไรเปลี่ยนได้ เปลี่ยนระบบ เปลี่ยนกฎเกณฑ์ได้ ง่ายกว่า แต่เปลี่ยนวิถีความคิด ซึ่งส่วนหนึ่งก็มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของสังคมนั้น ๆ อันนี้เปลี่ยนยากมากและคงต้องใช้เวลา แล้วจะทำอะไรในเมืองไทย ต้องการความอดทนอย่างเหลือกลั้นทีเดียว

ผมโชคดี ผมอยู่ราชการผมเติบโตมาจากราชการ แต่ผมก็พูดตลก ๆ เสมอ ผมเจริญในทางราชการได้ เพราะผมโชคดีที่ส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศ ถ้าผมอยู่ในระบบราชการและผมเจริญเติบโตในกระทรวงการต่างประเทศ ผมไม่ถูกไล่ออกก่อนก็ลาออกก่อนนานแล้ว แต่ผมไปอยู่ต่างประเทศ ๑๒ ปี ผมไปเจริญที่ในต่างประเทศมากกว่า ขาดการควบคุมไม่ต้องยุ่งกับการตั้งฎีกา เบิกเงินมีความอิสระ แต่ต้องรับผิดชอบในการทำงานโดยตรงกับรัฐมนตรี เราพูดถึงธรรมาภิบาล ไม่ใช่การปกครอง government ก็รัฐบาล แต่ governance คนละเรื่อง อาจจะมีลักษณะคล้ายกัน เริ่มต้นด้วยคำว่า govern- แต่ความแตกต่าง -ment กับ -nance มีความหมาย ในสังคมทั่วไปนั้น เราก็บอกว่า ขณะนี้เป็นที่พิสูจน์กันแล้วว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอาจจะไม่ดี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็เลวน้อยที่สุด สหภาพโซเวียตล่มสลายไป และไม่ใช่ล่มสลายไปเพราะลัทธิคอมมิวนิสต์แต่อย่างเดียว แต่ล่มไปเพราะเรื่องของการฉ้อราษฎร์บังหลวง เรื่องของการเป็นเผด็จการ ฉันใดฉันนั้น หลาย ๆ ประเทศที่นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์หรือใช้ลัทธิคอมมิวนิสต์ปกครองก็ล่มสลายไป เพราะส่วนใหญ่เป็นรัฐบาลเผด็จการ มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงทั้งนั้น เพราะฉะนั้นกระแสของโลกที่ต้องการให้ทุกประเทศทุกสังคม หรือต้องการให้สังคมตัวเองนั้นอยู่ในระบบประชาธิปไตย ก็มีมากขึ้น คล้ายเป็นคำตอบหนึ่งของปัญหาของสังคมนั้น แต่ในทุก ๆ สังคมมีแต่ประชาธิปไตย มีแต่รัฐธรรมนูญให้หรูหราอย่างไร มันไปไม่รอดอีก เพราะรัฐธรรมนูญเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เป็นเพียงเศษกระดาษ ให้เขียนให้สวยอย่างไร ถ้าหากผู้ที่ออกกฎหมายลูกหรือออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญบิดเจตนารมณ์เสีย เปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์เสีย สร้างปัญหาให้มันวุ่นไปหมด รัฐธรรมนูญก็จะไม่มีผลเพราะจะเป็นง่อยตั้งแต่แรกเริ่ม เพราะฉะนั้นทุก ๆ สังคม ถึงแม้จะมีความจำเป็นที่จะต้องมีรัฐธรรมนูญ คือ กฎเกณฑ์ กฎหมายสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการเขียนแบบลายลักษณ์อักษรอย่างเมืองไทย หรืออย่างสหรัฐอเมริกา หรือไม่เขียนแบบอย่างอังกฤษ ในสังคมที่กำลังพัฒนา ในสังคมที่ด้อยการศึกษา ในสังคมที่ด้อยทางด้านความคิด และด้อยความรับผิดชอบนั้น มีความจำเป็นมากกว่าสังคมที่เขาเจริญแล้ว ที่เราจะต้องมีการคานอำนาจซึ่งกันและกัน น่ากลัวที่สุดถ้าประเทศไหนมีรัฐบาลมีอำนาจ absolute รับผิดชอบทุกเรื่อง ทุกหมู่บ้าน ไม่มีการ กระจายอำนาจ ไม่มีการกระจายงบประมาณ ไม่มีการกระจายการรับผิดชอบและไม่มอบหมายความรับผิดให้กับท้องถิ่น ทุกอย่างเดินเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นปัญหาใด ปัญหาใหญ่ ปัญหาเล็ก เพราะฉะนั้นทิศทางของสังคมที่ดีต่อไปคือรัฐบาลจะต้องเล็กลง ไม่ใช่เล็กลงเฉพาะจำนวน ซึ่งตอนนี้จำนวนก็มากเกินไปอยู่แล้ว ถึงมีคำที่คนเขาเรียกข้าราชการว่า คนคอยดันเอกสารไป ๆ มา ๆ paper shuffler จึงเกิดคำว่า rubber stamp ศัพท์ต่าง ๆ เหล่านี้เกิดมาจากระบบราชการทั้งนั้น ค่าน้ำชาค่าการใช้ดุลยพินิจของข้าราชการนี้ก็หนัก คิดเป็นเงินมหาศาล ทางภาษาเศรษฐศาสตร์อาจจะเรียก economic rent หรืออะไรก็แล้วแต่ การรั่วไหลทุกอย่าง

เมื่อวานผมได้รับเชิญไปพูดที่ จปร. ก็ไปพูดบ่อยครั้ง ผมก็ดีใจที่ จปร. ปัจจุบันนี้ แทนที่จะรับปีหนึ่ง ๓๐๐ คน เดี๋ยวนี้เหลือ ๑๓๐ ผมว่าสถานที่ที่เหลือ อุปกรณ์การสอนที่เหลือ ทำไมไม่แบ่งให้พลเรือนใช้กันบ้าง ผมว่าน่าจะลองคิดว่า คณะวิศวกรรมฯ จุฬาฯ ส่งคนไปประจำที่ จปร. ๑ เทอม ให้มี exchange program ให้นักเรียนทหารรู้จักนักเรียนพลเรือน ให้นักเรียนได้รู้จักระบบทหาร ไม่ใช่เพื่อไปบอกว่าของเขาไม่ดีอย่างไร อันนั้นเป็นหน้าที่ของผู้บริหาร อย่างน้อยให้ไปเข้าใจซึ่งกันและกันว่าบรรยากาศนั้นแตกต่างกันอย่างไร อันนี้นอกเรื่อง

เรื่องสังคมนั้นนอกเหนือจากรัฐธรรมนูญนอกเหนือจากการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแต่มีความจำเป็นจะต้องสร้างสิ่งที่เรียกว่า Civil society ซึ่งก็คือ การมีองค์กรเอกชน ซึ่งองค์กรเอกชนดังกรณี ก็เป็นองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร หรือการมีองค์กรหรือหน่วยหรือกลุ่มที่มีผลประโยชน์ในการที่จะสืบต่อความคิดอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชาวไร่ ชาวนา องค์กรเหล่านี้ เช่นอย่างในสหรัฐอเมริกา เขาก็มี นอกจากรัฐบาล นอกจาก congress ซึ่งมีอำนาจมาก เขายังมี National Urban Council ยังมี National Association for the Advancement of Colored People มี National Rifles Association มีสมาคมนักเรียนเก่าฮาร์วาร์ดหรืออะไรก็แล้วแต่ หรือของเราจะให้ดีก็อาจจะใส่สมาคมบิลเลียด หรือสมาคมคาราโอเกะก็ยังได้ แต่อย่างน้อยกลุ่มชนเหล่านี้ เขาจะมีความคิด เขาจะมีผลประโยชน์บางอย่าง ไม่ใช่ผลประโยชน์ได้เงินอย่างเดียว แต่ผลประโยชน์ในการที่จะช่วยรักษาธรรมชาติ รักษาสิ่งแวดล้อม เป็นการไปคานอำนาจรัฐบาล เป็นการตรวจสอบไปในตัว การมีหนังสือพิมพ์ การมีสื่อที่เป็นอิสระ ที่ไม่รับเงิน และไม่ค้าผลกำไรอย่างเดียว และเป็นปากเสียงให้ประชาชนตรวจสอบรัฐบาลค้นหาข้อเท็จจริง เรื่องคอรัปชั่น อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของ civil society ซึ่งผมเข้าใจว่า ดร. ป๋วย แปลว่า ประชาสังคม ผมจำไม่ได้แน่ ผมว่ามีความจำเป็น เพราะถ้าผมจะไปบอกรัฐบาลไทยลดอำนาจ ลดจำนวนคน ปฏิรูป อาจจะมีหลายคนต้องการอย่างนั้น แต่อาจจะมีอีกมากมายที่จะต่อต้าน คงจะต้องใช้เวลาวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงหรือวิธีการเปลี่ยนแปลงความคิดด้วย ถ้าเผื่อมีแรงกระตุ้นจากข้างนอกแต่ข้างในก็ต้องทำไป ผมอยู่ราชการ ๓๐ - ๔๐ ปี ผมได้ยินคำว่าปฏิรูปราชการทุกสมัย ทุกรัฐบาลก็มีการตั้งผมเองบางครั้งก็มีส่วนถูกดึงเข้าไป แต่ผมไม่เห็นมันไปไหนเลย และผมไม่เชื่อว่าคนข้างในจะแก้ตัวเองได้ เพราะทุก ๆ สังคมไม่ใช่สังคมไทยอย่างเดียว ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง เพราะทุกคนจะมองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้คือการสูญเสียอำนาจ สูญเสียผลประโยชน์ และจะมีอีกพวกหนึ่งบอกว่าเปลี่ยนไปแล้วจะดีเหรอ คุณการันตีได้ไหมว่าอนาคตจะดีขึ้น คือ ถ้าถามคำถามแบบนี้แล้ว เป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่ดีสำหรับการเปลี่ยนแปลงแล้ว ถ้าเผื่อเราบอก เราจะออกจากระบบราชการ มหาวิทยาลัยจะออกมาหรือจะไม่มีการบริหารของตัวเอง อย่าออกด้วยความกลัว ส่วนหนึ่งอาจจะออกด้วยความเบื่อหน่ายได้แต่จะต้องออกด้วยความตั้งใจที่ดี ด้วยความฮึกเหิมว่า จุดหมายปลายทางที่ฉันจะเดินไปนั้น ในทางทฤษฎีนั้นเป็นระบบที่ดี และฉันมีหน้าที่อย่างไรที่จะทำให้ทางภาคปฏิบัตินั้นสอดคล้องกับทางทฤษฎีได้ คือ เรามีระบอบประชาธิปไตยในสังคมของชาติ เรามี civil society ก็ยังไม่พอ เรายังต้องมีธรรมาภิบาล good governance ด้วย ธรรมาภิบาลนี้ขายยาก ออกมาพูดใหม่ ๆ เขานึกว่าเป็นภาษากรีก ภาษาโรมัน ธรรมรัฐอะไรจับไม่ถูก แตะต้องไม่ได้ ไม่เห็น ธรรมาภิบาลเป็นเรื่องของ abstract idea ผมชอบเปรียบเทียบคนบอก นายอานันท์หัวนอก ไปเรียนเมืองนอกมาไปเอาความคิดของเมืองนอกมา ผมบอก เมื่อผมอยู่เป็นนักเรียน ๔๐ - ๕๐ ปี ผมไม่เคยได้ยินว่า governance แล้วก็ไม่เคยมีใครพูด ไปเปิด dictionary เก่า ๆ แม้กระทั่ง Oxford Dictionary ก็แทบจะไม่มีคำว่า governance หรือเผอิญเกิดมีขึ้นมา ก็แปลไม่ค่อยถูกเหมือนกับจะแปลว่า governance คือ การปกครองที่ดี เขาบอกให้ดู ๆ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาของเราเอง ประวัติศาสตร์ของเมืองไทย จารีตประเพณีของเมืองไทย good governance ก็เกิดที่เมืองไทยได้ ไม่ใช่เกิดแต่ใช้มาแล้วด้วย ในสมัยที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ มา เรามีทศพิธราชธรรม ซึ่งปัจจุบันนี้รัชกาลปัจจุบัน พระองค์ท่านยังถือปฏิบัติอยู่ ทศพิธราชธรรมนั้นคือ Royal good governance อันนี้ made in Thailand เกิดในเมืองไทย เป็นผลิตภัณฑ์ของเมืองไทยทำไมถึงมีทศพิธราชธรรม เพราะตอนนั้นพระมหากษัตริย์มีอำนาจสูงสุดแต่ผู้เดียว ไม่มีการคานอำนาจเลย ถ้าเผื่อทรงใช้อำนาจโดยไม่ถูกธรรมะ โดยไม่ชอบธรรม ประชาราษฎร์ก็จะเดือดร้อนมาก แต่พระมหากษัตริย์ไทยค้นคิดว่าจะต้องมี Royal good governance เพื่อเป็นข้อจำกัดของอำนาจเบ็ดเสร็จของพระมหากษัตริย์เพื่อเป็นการวางทิศทางและแนวทาง ในการปฏิบัติพระองค์และในการดำเนินพระราชกรณียกิจ เพราะฉะนั้นทศพิธราชธรรมอันนี้แหละคือ Royal good governance ผมไม่ได้เอามาจากฝรั่ง แต่ก็มีปัญหาว่าจะแปลเป็นภาษาไทยว่าอย่างไร

อีกด้านหนึ่งของ good governance อธิบายยาก ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ผมพูดถึงคอรัปชั่น คนเข้าใจทันที แต่ good governance อะไร มันลอย ๆ อยู่ ผมว่าเอาอย่างนี้ดีกว่า ผมเปรียบเทียบเหมือนกับเป็นโต๊ะ หน้าโต๊ะจะอยู่ไม่ได้นอกจากจะมีขา เมื่อประกอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว บอกโต๊ะนี้คือ good governance แต่ถ้าเผื่อจะอธิบายว่ามันมีกี่ขา ผมจะอธิบายว่ามันมีกี่ขา บางคนอาจจะบอกว่ามี ๔ ขา บางคนอาจจะบอกว่ามี ๘ ขา

พูดทั่ว ๆ ไปแล้ว ขาที่จำเป็นก็คือ ขาที่ตั้งอยู่บนหลักการประชาธิปไตย โดยยึดถือหลักการของการมีส่วนร่วม ถ้าจะใช้ในองค์การมหาวิทยาลัยก็คือมีส่วนร่วม แต่ไม่ใช่เลือกตั้ง และต้องทำให้องค์ประกอบในโครงสร้างนั้นมีความแข็งแกร่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของในระดับชาติ ก็ civil society ในระดับมหาวิทยาลัยอาจจะต้องเรื่องคณะ สถาบัน แต่ถ้าพูดถึงเรื่องส่วนรวมอะไรสักอย่าง ไม่ใช่ top down แต่ bottom up ต้องมีการปรึกษาหารือ มีการคุยกันมากกว่าในอดีต

ข้อที่สอง ต้องมีอีกขาหนึ่งคือ มีระบบยุติธรรมที่แน่นอน ในระดับชาตินั้น จริง ๆ แล้ว ระบบยุติธรรมมีความจำเป็นที่จะต้องเป็นอิสระ แต่ระบบยุติธรรมอย่างเดียวคงไม่พอ จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่านิติธรรมด้วย เพราะถ้ากฎหมายไม่เป็นธรรม ก็ไม่เป็นกฎหมายที่ควรบังคับใช้ เราออกรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มา พวกเราต้องเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุด เมื่อเป็นกฎหมายสูงสุดแล้ว โดยปริยายน่าจะลบล้างกฎหมายเก่า ๆ ที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่ในทางปฏิบัติแล้วไม่เป็นไปอย่างนั้น แต่เป็นหน้าที่ของรัฐ เป็นหน้าที่ของสภา เป็นหน้าที่ของ สส. ที่จะตรวจสอบกฎหมายเก่า ๆ พระราชบัญญัติเก่า ๆ ที่ขัดกับรัฐธรรมนูญปัจจุบันทั้งทางตรงและทางอ้อม หรือไม่ก็ขัดกับรัฐธรรมนูญปัจจุบันในเจตนารมณ์

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ผมขอออกนอกเรื่อง แต่ผมคิดว่ามีความสำคัญ เรามีพระราชบัญญัติเกี่ยวกับป่าไม้ อุทยานแห่งชาติ อะไรต่าง ๆ ๔ - ๕ ฉบับ แล้วเราก็มีมติ ครม. เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๔๑ ท่านใดที่เป็นนักกฎหมาย ท่านใดที่สนใจเรื่องรัฐธรรมนูญ ช่วยไปตรวจสอบดู พระราชบัญญัติทั้ง ๔ ฉบับ รวมทั้งมติ ครม. ตอนนั้นขัดกับรัฐธรรมนูญมากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแล้วนี้จะสร้างปัญหา ถ้าจะแก้ไขปัญหา ไม่ใช่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เชียงใหม่ ที่ชาวเขาซึ่งส่วนใหญ่ตั้งรกรากที่เมืองไทยมาเป็นเวลาช้านานและมีสิทธิที่จะเป็นคนไทยแล้ว แต่เนื่องจากต้องรอคอยระบบราชการในการลงทะเบียนเป็นสัญชาติไทย ออกบัตรประชาชน ระบบราชการซึ่งเอื้ออำนวยให้มีการหา economic rent คนพวกนี้จะถูกขับไล่ออกจากป่า และถ้า concept บอก เราต้องการให้ป่าอยู่กับคนได้ และอย่ามาอ้างเรื่องชาตินิยม ผมเกิดมาอายุ ๖๗ ปีนี้ ได้ยินเรื่องชาตินิยม ได้ยินเรื่องคนต่างด้าวมานานเหล้าเก่าทั้งนั้น เราต้องคำนึงถึงมนุษยชน ผมหวังว่ากลุ่มชนที่มีปัญหาและนั่งอยู่แถวมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบันจะสลายตัวไป หวังว่ารัฐบาลนี้คงจะแก้ไขให้เสร็จ แต่ถึงแม้แก้ไขไปแล้ว ก็เป็นการแก้ไขเฉพาะหน้า จะต้องลงลึกถึงรากของกฎหมายเดิม ๆ ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ปัญหาคือ การที่รัฐจะต้องให้ความคุ้มครองกับประชาชน กับปัญหาที่รัฐจะต้องมีพันธะกรณีที่จะต้องรักษาสิทธิมนุษยชน โดยไม่เอากฎหมาย โดยไม่เอากฎข้อบังคับ โดยไม่เอาระบบราชการมากีดขวางสิ่งเหล่านี้ผมยกตัวอย่างเท่านั้น ผมแน่ใจ ยังมีพระราชบัญญัติอีกมากมายที่ออกมาในอดีต อาจจะออกมาด้วยความตั้งใจดี แต่กาลเวลาหมดไปแล้ว ผมอยากที่จะเห็นคณะนิติศาสตร์ของทุกมหาวิทยาลัย ได้ช่วยตรวจสอบ ช่วยเป็นผู้กระตุ้น ไม่ใช่มีกฎหมายแล้วยังขัดกับรัฐธรรมนูญอีก กฎหมายใด มาตราใด ปกติรัฐสภาเมืองไทยจะได้ดำเนินการแก้ไขกฎหมายเหล่านั้น หรือเลิกล้มกฎหมายเหล่านั้น เพราะฉะนั้นทุกอย่างเป็นเรื่องของระบบยุติธรรมและนิติธรรม

อีกขาหนึ่งคือ การยึดถือสิทธิมนุษยชน สิทธิเด็กและสตรี

อีกขาหนึ่งคือ การกระจายอำนาจและงบประมาณสู่ท้องถิ่น สร้างระบบองค์กรส่วนท้องถิ่นให้มีความสามารถ

อีกขาหนึ่งคือ การปฏิรูประบบราชการ

อีกขาหนึ่งของโต๊ะก็คือ เพิ่มพูนขีดความสามารถของสังคม ทั้งหน่วยราชการและหน่วยเอกชนทั้งนี้เพื่อลดหย่อนปัญหาที่ขัดแย้ง

สิ่งที่เราเรียกว่า resolution of conflict ที่ผ่านมา เป็นการแก้ปัญหาโดยราชการเท่านั้น รัฐบาลไหนอยากเอาใจประชาชน อาจจะซื้อด้วยเงิน รัฐบาลไหนอยากเอาใจประชาชน อาจจะเว้นกฎราชการหรือกฎอะไรบ้างออกไป แล้วไปเอาหน้ากับประชาชน รัฐบาลไหนที่เพ่งเล็งแต่ตัวกฎหมายอย่างเดียว ก็บอกทำไม่ได้ เพราะขัดกับระบบ มันไม่มีคนกลาง ไม่มีข้างนอกเข้ามาช่วย จะต้องมีสมาคม มีองค์กรต่าง ๆ ที่ผมเอ่ยถึงไว้ใน civil society เข้ามา เรียกว่าเป็นกันชนให้

แต่ธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยนั้น จากขาต่าง ๆ ที่ผมเอ่ยถึงนั้น บางขาก็เอามาใช้ได้ บางขาก็ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ผมก็ลอง เช็คดูว่าทางมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เขาทำอะไร แต่ก่อนที่ผมจะลืม สิ่งที่เราน่าจะดูอันแรก น่าจะดูที่สิงคโปร์ อย่างที่ผมเรียนให้ทราบเพราะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐทั้งหมด รัฐเป็นผู้อำนวยงบประมาณต่างๆ ให้แต่เขามีการบริหารที่ค่อนข้างจะเสรี แต่ธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยนั้น ผมว่าจะต้องยึดถือหลัก ๔ - ๕ ประการ

หลักแรก คือ ความอิสระในการบริหาร ความอิสระในการจัดการ และอิสระในนโยบายการศึกษา

สอง ความรับผิดชอบในการตัดสินใจของตนเอง ไม่ใช่เพียงแต่ว่าผมรับผิดชอบการรับผิดชอบโดยการตัดสินใจของตน ถ้าจะตัดสินใจผิดถึงแม้จะเป็นเจตนาที่ดี บางครั้งบางคราวอาจต้องรับผิดชอบมากกว่าการออกมาพูดเฉย ๆ ซึ่งภาษาอังกฤษว่า accountability ผู้บริหารจะต้องสามารถ account ได้ มา report ได้ มายืนยันได้ว่าตนเองทำไปเพราะเหตุผลอะไร ต้องรับผิดชอบในการตัดสินใจนั้น ๆ

สาม ต้องสนองความต้องการของสังคม ผมก็ดีใจที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผมไม่ทราบว่าคณะแพทย์ คณะวิศวฯ เขาดีมากน้อยแค่ไหน ผมคิดว่าคณะสังคมศาสตร์ของเขาได้มีโอกาสได้ช่วยดูแลสิทธิมนุษยชนของชนเผ่าน้อย ชนชาวเขา แต่ละภาคมีลักษณะประจำภาคแตกต่างกันไป อย่างมหาวิทยาลัยสงขลาก็มีสถาบันเกี่ยวกับการศึกษาอิสลาม อะไรต่าง ๆ ซึ่งมีความจำเป็นที่ปัตตานี ไม่ใช่ว่าทุกมหาวิทยาลัยจะต้องมีคณะแพทยศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ ที่เก่งที่สุด แต่ถ้าสามารถมีได้ก็ดี แต่ไม่ใช่ดีเพราะตามเขา ถ้าจะมีก็เพราะ หนึ่ง เป็นความต้องการของสังคม และ สอง ตัวเองมีพลัง มี resources พอ มีงบประมาณพอ มีครูอาจารย์สอนพอ มีการบริหารที่ดีพอ ที่จะจัดตั้งคณะขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการ แต่ละมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด น่าจะมองความต้องการของสังคมในลักษณะภูมิภาค ในลักษณะท้องถิ่นมากกว่า เพราะที่สร้างกันมาก็อยากที่จะเห็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดในภูมิภาคนั้น ๆ รับคนในภูมิภาคส่วนใหญ่เข้ามา แต่เมื่อสอนเขาแล้ว ให้ความรู้เขาแล้ว ให้วิชาการเขาแล้ว อย่าลืมว่าจะทำอย่างไรให้เขาอยู่ในถิ่นฐานของเราด้วย ไม่ใช่ทุกคนกลับเข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานคร มาหาเงินในกรุงเทพฯ กันหมด จะทำอย่างไรที่จะสร้างให้จิตใจเขารักถิ่นฐานจริง ๆ

ข้อที่สี่ ในการทำงานบริหารในมหาวิทยาลัย ต้องเพ่งเล็งที่คุณภาพการศึกษา สถาบันการศึกษานั้นจำเป็นมากที่ต้องเพ่งเล็งถึงความเป็นเลิศทางวิชาการ ทิ้งไม่ได้ความเป็นเลิศในคุณภาพของครูบาอาจารย์ความเป็นเลิศของคุณภาพนักเรียน นอกเหนือจากบางกรณีที่จะต้องดูแลเรื่องท้องถิ่น ดูแลบุคคลในลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่ง ทั้งหมดก็ไปถึงเรื่องหลักสูตร ซึ่งอันนี้ผมก็มีปัญหาในเมืองไทยมานาน หลักสูตรของเมืองไทยต้องมีอะไรที่ผิดแปลกไป ผมได้ยินคนเขามาเล่า ไม่รู้จริงหรือไม่ หรือเขาพูดให้สนุก เขาบอก กระทรวงศึกษาธิการเมืองไทยมีอะไรก็สั่ง ๆ ไป บางครั้งก็สั่งตูมไปให้โรงเรียนมีวิชาการกีฬาอาทิตย์ละ ๒ ชั่วโมง วันจันทร์ระหว่าง ๙ - ๑๐ โมงเช้า วันศุกร์ระหว่าง ๓ โมงถึง ๔ โมงเย็น ไม่คำนึงถึงดินฟ้าอากาศ ถิ่นฐาน ออกไปทั่วประเทศ เขาอาจจะพูดสนุก ๆ หรือพูดตลก แต่ให้มองเห็นว่า ถ้าทุกอย่างมาจากส่วนกลาง ทุกอย่างมาจากคนที่ไม่ได้อยู่ที่ท้องถิ่น ไม่รู้เรื่อง มันจะไปได้อย่างไร

อันหนึ่งที่ผมต้องขอฝากไว้ การสร้างระบบใหม่ วิธีปฏิบัติใหม่ ให้วางโครงสร้าง ให้วางเรื่องการบริหารบุคคล การบริหารการเงิน การบริหารต่าง ๆ นานาให้ดีอย่างไร บทพิสูจน์ว่าโครงสร้างนั้น หรือการบริหารนั้นจะดีจริงตามที่พูดหรือคิดหรือไม่ จะต้องมีระบบตรวจสอบที่ดี ซึ่งอันนี้ผมค่อนข้างจะเป็นห่วง เพราะในสังคมไทยนั้น พอพูดถึงเรื่องการตรวจสอบ คนส่วนใหญ่จะบอก เอาข้างนอกมาได้อย่างไร พวกผมรู้จักดีอยู่แล้ว พวกผมตรวจสอบแน่นอนกว่า เอาคนข้างนอกที่ไม่รู้เรื่องเลย อย่างนี้ผิดซึ่งคนที่เขาไม่รู้เรื่องเลย เขาตรวจสอบได้ดีกว่า เพราะเขาจะถามคำถามแปลก ๆ เพราะเขาจะมีโลกทัศน์ไปอีกทางหนึ่ง ผมไม่แน่ใจ เพราะอย่างที่อังกฤษ ในระดับ public school หรือแม้แต่โรงเรียนที่คุณชวนพูดไปเมื่อกี้นี้ Dulwich International ที่ภูเก็ต ซึ่งผมเป็นนักเรียนเก่าที่ London ทุกปีเขาส่ง Inspector มาเขาจะมาประเมินคุณภาพของโรงเรียน คุณภาพของหลักสูตร และจะมีอีก Report หนึ่งประเมินคุณภาพของอาจารย์ใหญ่ แต่ใน public school จะเป็นกระทรวงศึกษาธิการว่าจ้างคนข้างนอกหรือเปล่า ผมไม่ทราบแต่เขาเรียกคล้าย ๆ เป็น school inspector Corp และ public school ของอังกฤษทุก ๆ 2 ปี หรือ 4 ปี ผมจำไม่ได้ จะมีคนข้างนอกมา audit ในที่นี้ไม่ได้มาตรวจสอบทางการเงิน แต่เป็น audit system ทั้งหมดหรืออย่างในมหาวิทยาลัย เขาก็มี เรียกว่า Quality Assurance Agency - QAA ผมค่อนข้างจะแน่ใจว่า ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ อาจจะเป็นหน่วยงานที่รัฐ sponsor แต่ผมรู้อยู่อย่างหนึ่ง วิธีการของอังกฤษ เวลาเขาตั้งผู้พิพากษา เขาก็ไม่ได้เอาจากกระทรวงยุติธรรมหรือคนที่อยู่ในหน่วยราชการอย่างเดียว เขาไปเอาพวก solicitor อันนี้เป็นวัฒนธรรมของสังคมของเรา ไม่ใช่ว่าทหารทุกคนต้องมียศ ในกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา กระทรวงกลาโหมอังกฤษ เขามีพลเรือนทำงานอยู่เยอะ ไม่มียศและไม่ต้องแต่งตัว แต่วัฒนธรรมไทยทุกอย่างจะต้องเข้ารูปแบบหมด ต้องมียศ มีบ่า ต้องมีสี อะไรต่ออะไร และไม่ใช่วัฒนธรรมของสังคมไทย ที่จะเอาคนข้างนอกเข้ามา แต่ผมว่าระบบการบริหาร ถ้าจะรักษาความเที่ยงธรรม รักษาคุณภาพให้ดีได้ เราต้องเริ่มสร้าง ผมไม่ทราบ กระทรวงศึกษาธิการก็ดี ทบวงมหาวิทยาลัยก็ดี หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยก็ดี ถ้าไม่สร้างระบบ audit system ให้ดี จากคนข้างนอกแล้ว จะมีปัญหามาก

ข้อสุดท้าย คือ เรื่องการงบประมาณ ที่ผ่านมา ถ้าใช้ระบบราชการ มีใครสังเกตบ้างว่าพระราชบัญญัติงบประมาณของเมืองไทย มีแต่งบประมาณรายจ่าย ไม่มีงบประมาณรายได้ นี่เป็นปัญหาเบื้องต้นของสังคมไทย ของระบบข้าราชการไทย ผิดกับทางภาคธุรกิจ ข้าราชการไทยไม่ค่อยเดือดร้อนในการใช้เงิน ในการเดินทางไปต่างประเทศ ไปดูงาน เพราะทุกอย่างที่ข้าราชการไทยทำ ไม่มี cost ไม่มีต้นทุน ไม่ต้องไปหารายได้ มีแต่ตั้งงบประมาณรายจ่าย ตั้งไป 800 ล้านบาท แล้วดูว่า สำนักงบประมาณจะตั้งแค่ไหน ถ้าตัดเหลือ 700 บอกดีแล้ว เพราะตอนนั้นผมเพิ่มไป 20% และทุกกระทรวง สมัยผมอยู่กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อ 4-5 ปี ผมก็สวดกระทรวงการต่างประเทศ วันดีคืนดีก็มีการจัดประชุม เรียกทูตมาทั่วโลกมาประชุมเมืองไทย เดินทาง first class มาประชุมอยู่ 5 วัน เขามาเชิญผมไปพูด ผมบอก “เอ๊ะทำไมรีบจัด” เขาบอก “ปีนี้งบเหลือครับ” ผมแน่ใจว่าไม่ใช่กระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น ทุกกระทรวงเราจะใช้วิธีการนั้น รีบใช้เงินให้หมดไป ไม่รู้คุณค่าของภาษี เพราะเงินที่ตัวเองรีบใช้นั้น ที่คิดว่าเงินเหลือนั้น ควรจะเก็บเงินที่ควรจะเก็บไว้ เพราะเป็นภาษีของประชาชน ซึ่งเหล่านี้ถ้าไม่เปลี่ยนความคิดแย่ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เคยตั้งงบประมาณรายรับ มีแต่รายจ่าย การบริหารยุคใหม่ต้องคำนึงถึงรายรับและต้องรู้ต้นทุน cost effectiveness ต้องเริ่มใช้ optimization ต้องเริ่มมีความคิด ใช้ในทางที่ถูก เพราะการบริหารราชแผ่นดิน หลักใหญ่คืออะไร หลักใหญ่คือ ให้ข้างล่างเขามีส่วนร่วม จะทำอย่างไรให้ทั้งข้างล่าง ข้างบน ตรงกลางนั้น เขามีส่วนในการจัดการ และเขาจะมีส่วนในการจัดการ มีส่วนร่วมได้ก็ต่อเมื่อเขามีความเชื่อมั่นว่าอันนี้เป็นระบบที่ดี และเมื่อเขามีความเชื่อถือ สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัย เราต้อง convince เขาให้ได้ ถ้าเผื่อเขายังมีความลังเลใจ เราต้องให้ความลังเลใจของเขานั้นหมดไปก่อน ระบบจะไม่สำเร็จถ้าเผื่อเราไม่มีความเชื่อมั่นในระบบนั้น และแน่นอนจะต้องมีคณาจารย์หลายท่านที่จะไม่เห็นด้วย ที่จะต่อต้าน เพราะในมุมมองของเขา เขาอาจจะขาดผลประโยชน์และมุมมองของเขา เขาจะต้องทำงานหนักขึ้น เขาไม่สามารถใช้เวลาราชการไปเป็นที่ปรึกษาที่อื่นได้ในมุมมองของเขา เขาคิดว่าเดี๋ยวเขาจะไม่ได้เหรียญตรา ในมุมมองของเขา เขาเกรงการตรวจสอบ โดยเฉพาะการตรวจสอบคุณภาพของการสอน คุณภาพของการวิจัย แต่เราต้องทำ ทำเพราะอะไร เพราะสังคมกำลังเรียกร้องมากขึ้น ๆ

รวมปาฐกถาภาษาไทย

ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง อุดมศึกษา: คุณภาพทางวิชาการและผลกระทบต่อประเทศชาติ
โดย ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี
วันที่ ๒๘ - ๒๙ ตุลาคม ๒๕๓๗
สารจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยและท่านผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนาในครั้งนี้ บ่อยครั้งที่ผมได้รับเชิญมาพูดในเรื่องของการศึกษาและโดยเฉพาะในวันนี้ได้รับเชิญมาให้พูดในหัวข้อเรื่อง การประกันคุณภาพทางวิชาการ ซึ่งโดยความสัตย์จริงแล้วตัวผมไม่ถือว่าเป็นคนมีความเชี่ยวชาญหรือนักวิชาการทางการศึกษาแต่ถ้าเพียงด้านคุณวุฒิผมก็จบแค่ปริญญาตรี และถึงแม้ว่ามีคำตามหลังมาว่าปริญญาตรีเกียรตินิยมนั้นก็เป็นเกียรตินิยมขั้นต่ำ ๆ และตัวเองก็รู้ดีว่าถึงแม้จะเรียนไม่เลวนักในสมัยที่อยู่มัธยม แต่เมื่อไปถึงขั้นอุดมศึกษาแล้วนั้นความสนใจที่จะเรียนที่จะขวนขวายค่อนข้างจะน้อยและสิ่งบกพร่องในชีวิตของผมอันหนึ่งก็คือว่า ตอนที่เรียนนั้นก็รู้สึกว่าเรียนเพื่อให้ได้ปริญญาบัตรเท่านั้น เพื่อจะได้เข้าทำงานได้ แต่จากการทำงานในกระทรวงการต่างประเทศ ๒๓ ปี ภาคเอกชน ๑๕ ปี และก็เข้าไปพัวพันด้านการเมืองอยู่ ๒ ปีกว่านั้น ประสบการณ์นั้นทำให้รู้สึกว่า การศึกษาที่เราได้ร่ำเรียนมา และได้เห็นมานั้นโดยเฉพาะในต่างประเทศ และเมื่อมาเปรียบเทียบกับระบบการศึกษาที่อยู่ในเมืองไทยก็ทำให้ผมรู้สึกมีความสะท้อนอยู่ในใจว่าอะไรคือข้อบกพร่องที่อยู่ในระบบการศึกษาของเมืองไทย ผมเคยไปพูดในที่ต่าง ๆ หลายครั้งและก็ได้ยกอุทาหรณ์ขึ้นมา ในสมัยหนึ่งที่เขาเรียกว่าสมัยเมืองไทยเริ่มเปิดสมัย ร. ๕ ซึ่งสอดคล้องกับสมัยเมจิของญี่ปุ่น สมัยเรอเนสซองส์ ตอนนั้นมีหลายคนโดยเฉพาะที่เรียกว่าเป็นผู้สังเกตการณ์ทางฝ่ายตะวันตกเขาได้พยากรณ์หรือคาดการณ์ไว้ว่า เมืองไทยจะไปได้เร็วกว่าญี่ปุ่นทางด้านพัฒนาก็ดี ในเรื่องความเจริญก็ดี เหตุผลง่าย ๆ ก็คือเมืองไทยเป็นประเทศที่เปิดให้กระแสลมจากข้างนอกอิทธิพลจากข้างนอกเข้ามาอยู่ในสังคมมากกว่าญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่สังคมยังปิดอยู่ ในระยะนั้นทั้งญี่ปุ่นและไทยก็ได้ส่งนักเรียนไปศึกษาต่างประเทศค่อนข้างจะมาก หลายคนในที่นี้อาจจะเคยมีคุณปู่ คุณตาที่เรียนต่างประเทศ หรือคุณพ่อคุณแม่ เพราะฉะนั้นเด็กนักเรียนไทยที่ไปอยู่หรือเรียนต่างประเทศนั้นมันผ่านมาหลาย generation แล้ว

ญี่ปุ่นนั้นเมื่อก่อนส่งไปเรียนมากแต่ปัจจุบันค่อนข้างน้อย นอกจากจะไปทำปริญญาโทหรือปริญญาเอก หรือไปทำในสาขาที่ยังบกพร่องอยู่ในระบบการเรียนของเขา แต่ผมว่าเป็นที่น่าอนาถที่ทุกวันนี้ลูกผมยังอยากให้หลานไปเรียนต่างประเทศอยู่และผมแน่ใจว่าถ้าเกิดระบบการศึกษาของเมืองไทยยังเป็นในรูปนี้ การส่งลูกไปศึกษาในต่างประเทศจะไม่มีวันจบสิ้นไปได้และนับวันจะมากขึ้นเหตุไฉนจึงเป็นเช่นนั้น เหตุไฉนญี่ปุ่นจึงสามารถปรับปรุงระบบอุดมศึกษา ระบบการศึกษาของเขาให้ทันสมัยมีการพัฒนาไปถึงขั้นที่เป็นเลิศแล้ว เรียกว่าเทียบเท่ากับอเมริกาหรือยุโรป แต่ของเรายังล้าหลังอยู่มาก และไม่ใช่จะล้าหลัง ในแง่อเมริกาหรือยุโรปเท่านั้น แต่ขณะนี้ก็ล้าหลังแม้แต่ในระดับภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ ไต้หวันหรือฮ่องกง ในใจผมคิดว่ามันต้องมีข้อบกพร่องอย่างมาก และในอดีตผมก็ไม่แน่ใจว่าข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่จะมีการปรับปรุงแก้ไขนั้นได้มีการปรับปรุงแก้ไขในลักษณะเป็นการปรับปรุงแก้ไขขั้นพื้นฐานหรือเปล่า หรือเป็นการปรับปรุงแก้ไขในลักษณะที่ฝรั่งเรียกว่า Cosmetic Changes หรือใช้แบบ Band-Aid เป็นแผลที่ไหนเลือดตกที่ไหนก็เอาพลาสเตอร์ปิดไว้ชั่วคราวก่อน เพราะฉะนั้นถ้าจะเปรียบระบบการศึกษาของเมืองไทย ผมไม่ได้พูดถึงระบบของการศึกษาครบวงจรของเรา แต่จะเปรียบเทียบแล้วขณะนี้ ถ้าเปรียบเป็นรูปร่างหน้าตาของคนพลาสเตอร์ก็คงจะเต็มไปหมด มันอาจถึงเวลาที่ว่าศัพท์สมัยใหม่เขาใช้ว่า Re-engineering บางคนก็แปลว่ายกเครื่อง บางคนก็บอกว่ายกเครื่องไม่ถูก แต่มันอาจถึงเวลาที่เราจะต้องเริ่มดูตัวเองแล้วว่าระบบต่าง ๆ ตั้งแต่ชั้นประถม มัธยม ไปจนถึงอุดมศึกษา มันช่วยให้คนไทยนั้นตามฝรั่งว่า Educated Person หรือเปล่าหรือเป็นเพียงแต่ทำให้คนไทยนั้นมีความรู้ทางวิชาการ แต่ยังไม่เป็น Educated Person เพราะฉะนั้นในลักษณะของคำว่า Educated Person คนนั้นไม่จำเป็นจะต้องได้ดีกรีอาจจะเรียนด้วยตัวเองจากการอ่านหนังสือ จากการฟัง จากการค้นคว้าเอกสารในมหาวิทยาลัย เรื่องคุณภาพเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำคงยาก ผมเผอิญเกิดมาในครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่เป็นครูใหญ่ และมีอาชีพเป็นครูตลอดมา และผมก็รู้สึกว่าผมโชคดีที่มีคนอย่างคุณพ่อที่เป็นคนค่อนข้างจะมีความคิดเสรี เพราะฉะนั้นการอบรมที่ผมได้ภายในครอบครัวนั้นเป็นการอบรมที่ปล่อยให้ผมคิด ปล่อยให้ผมทำ ปล่อยให้ผมตัดสินใจ แต่มีคุณพ่ออยู่เคียงข้างตลอดเวลาที่จะตอบคำถามถ้าเผื่อถามที่จะให้คำแนะนำในกรณีที่เหมาะสมและที่จะรับฟังข้อคิดเห็น ข้อโต้แย้งและข้อวิจารณ์ของลูก หรือคนที่อ่อนอายุกว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดกับตัวผมเอง ๕๐ - ๖๐ ปีมาแล้ว ผมคิดว่าเป็นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกที่ทันสมัยมาก หลายครั้งหลายคราวเราได้รับการวิจารณ์จากต่างประเทศว่า ระบบการศึกษาของเมืองไทยนั้น ปัญหาอุปสรรคใหญ่คือ ปัญหาคุณค่าทางสังคม หรือปัญหาทางด้านวัฒนธรรม ระบบวัฒนธรรมครูจะต้องเป็นใหญ่ สิ่งอะไรที่ครูพูดจะต้องถือว่าถูกทั้ง ๆ ที่เห็นว่ามันไม่ถูก มันไม่จริง นักเรียนก็ไม่กล้าที่จะขัดวัฒนธรรมบางอย่างเป็นวัฒนธรรมที่ดีที่ควรยึดถือต่อไป การให้ความเคารพต่อครูอาจารย์ของนักเรียนไทยนั้นมีมาก และเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่ผมว่าเราจะต้องแบ่งกันให้ถูกว่า การเคารพความเป็นครูของเขานั้นมันจะต้องไม่เกี่ยวโยงกับการเคารพว่าเขาเป็นครูที่ดีหรือมีความรู้ที่ดีหรือเขามีความรู้ทางวิชาการที่ดีหรือเปล่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมได้เคยพูดมาและอาจจะพูดในวันนี้อีก เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเราต้องดูตัวเองว่าคุณค่าทางสังคมของเรานั้นหรือวัฒนธรรมบางอย่างมันเป็นคุณค่าทางสังคม หรือวัฒนธรรมที่เราน่าจะยึดถือต่อไปหรือเปล่า เพราะว่าเราอยู่ในโลกหรือสังคมที่มันเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา โลกของเราในปีนี้ ๒๕๓๗ นั้นไม่เหมือนกับโลกของเราเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว หรือ ๑๐๐ ปีที่แล้ว เราจะต้องทำอย่างไรที่จะปรับตัวเราเองไม่ใช่เพื่ออยู่ทันกับ ๒๕๓๗ แต่ต้องให้ทันสมัยปี ๒๕๔๐ - ๒๕๔๕ - ๒๕๕๐ ในสมัยที่ผมมีโอกาสอยู่ในรัฐบาลและมีอาจารย์เกษมร่วมเป็นรัฐมนตรีอยู่ด้วย เราไม่มีเวลาเพียงพอที่จะปรับโครงสร้างต่าง ๆ ทางการศึกษา หรือมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการทางการศึกษาอะไรบางอย่าง แต่ก็เป็นสิ่งที่ผมครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ปัญหาต่าง ๆ ของสังคมไทยนั้น ถ้าจะสืบสาวกันต่อไปแล้ว มันกลับมาจุดที่ว่าต้องแก้ไขที่จุดของการศึกษาก่อน ไม่ว่าจะเป็นระบบการปกครอง ระบบการเมือง ระบบสภา ระบบเศรษฐกิจ ระบบสังคม การกระจายอำนาจ การกระจายรายได้สู่ชนบท การแก้ปัญหาคนยากจน Key answer ก็คือว่า ระดับการศึกษาของเมืองไทยและเราต้องเข้าใจว่าการศึกษาคืออะไร ถ้าเผื่อเราจะพูดถึงคุณภาพการประกันคุณภาพของการศึกษาในระดับอุดมศึกษาแล้ว ผมก็อยากเริ่มต้นด้วยการพูดในทำนองที่ว่าคุณภาพอยู่ที่ไหน เราเคยได้ยินภาษาคอมพิวเตอร์บอกว่า Garbage in garbage out หรือถ้าผมมาจากธุรกิจ มาจากโรงงาน เรารู้ว่าถ้าวัตถุดิบมันไม่ดี ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจากเครื่องจักรหรือออกมาจากโรงงานมันก็จะไม่ดี เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อ เราจะพูดถึงการศึกษาแล้วผมว่าเราจะต้องไปที่จุดเริ่มต้น และไม่ใช่เริ่มต้นตอนเข้าอุดมศึกษา แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นตั้งแต่คลอดออกมา เข้าโรงเรียนชั้นอนุบาลก็ดี ประถมศึกษาก็ดี หรือมัธยมศึกษาก็ดี มันจะต้องมีการกลั่นกรอง มีการขัดเกลา จะต้องมีการปรับปรุงคุณภาพของเด็กและของวัตถุดิบอันนั้น จนกระทั่งมาถึงขั้นอุดมศึกษา เรามาแก้ที่อุดมศึกษาไม่ได้ ผมคิดว่าข้อบกพร่องของระบบการศึกษาของเมืองไทยก็คือว่า

จุดที่ ๑ มีหลายกระทรวง ทบวง กรมและหลายหน่วยงานทำเรื่องเดียวกันและคิดว่าการศึกษานั้นจะสามารถจำแนกประเภทออกไปได้ว่า ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา หรือการศึกษาพัฒนาฝีมือแรงงาน หรือการศึกษาทางด้านเทคนิค ถ้าเผื่อเราจับได้ว่าการศึกษานั้นไม่อาจแบ่งขั้นตอนได้ การแบ่งขั้นตอนเป็นแต่ผลสะท้อนของ

  1. อายุ
  2. การผลิตบุคคลที่จะไปทำงานตามประเภทต่าง ๆ

แต่ทั้งหมดนี้ อยู่ภายใต้วงกรอบเดียวกัน ผมไม่เคยเห็นประเทศไหนที่จะมีกระทรวง ทบวง กรม ดูแลเรื่องการศึกษาถึงขั้นนั้น และผมคิดว่าอันนี้มีผลกระทบถึงคุณภาพของทั้งครูและนักเรียน มีผลกระทบถึงคุณภาพของการบริหารด้วย ทำไมเราถึงจะมีหน่วยงานหน่วยหนึ่งที่จะมาดูแลทั้งการศึกษาทุกรูปแบบได้หรือไม่ แทนที่จะเป็นกระทรวงศึกษาดูระดับหนึ่ง และมีกระทรวง ทบวงมหาวิทยาลัย และมีกระทรวงมหาดไทย กรมแรงงาน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ทำอย่างไรจะสามารถดูว่าทุกอย่างเป็นทรัพยากรมนุษย์ และเราจะต้องจับว่าปัญหานี้ คือปัญหาทรัพยากรมนุษย์ ถ้าเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แล้วนั้น ส่วนใหญ่ส่วนหนึ่งคือ การศึกษาเท่านั้น แต่การพัฒนานั้น จะเป็นในรูปแบบของการศึกษาที่เรียกว่า Formal Training หรือจะเป็นการพัฒนาในรูปแบบนอกระบบก็ได้เราจะต้องมองว่าการศึกษานั้นจริง ๆ แล้วเป็นสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ประชาชนไทย เด็กไทย มีโอกาสเข้าไปถึง เป็นหน้าที่ของรัฐแต่ที่เราต้องระวังก็คือ อย่าไปทำให้เป็นแบบของซีลอนหรือศรีลังกา ที่ไปเริ่มต้นในทางที่ถูกที่ว่า เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษา เพราะฉะนั้นทุกอย่างฟรีหมด อันนั้นเป็นการก้าวก่ายของรัฐที่เริ่มต้นได้ดี แต่พอถึงระยะหนึ่ง จะปรากฏว่ารัฐไม่สามารถที่จะมีทรัพยากรแบ่งปันให้โครงการนี้เป็นโครงการที่สมบูรณ์ และต่อเนื่องได้ เหมือนกับโครงการ Social Security ต่าง ๆ เมืองไทยกำลังเริ่มตื่นตัวแต่ตื่นตัวช้าไป ๔๐ - ๕๐ ปี เมื่อหลายประเทศกำลังเริ่มตั้งคำถามแล้วว่า โครงการ หรือ โปรแกรม Security ต่าง ๆ นั้นจริง ๆ แล้ว มันไปช่วยคนจริง ๆ หรือช่วยให้คนงอมืองอเท้า ระบบ Social Security ในสวีเดนก็ดี นิวซีแลนด์ก็ดี คนก็เริ่มตั้งคำถาม เพราะนับวัน ๆ รัฐรับภาระนี้ไม่ไหวเพราะงบไม่พอ ในนิวยอร์กก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ ก็มาถึงจุดที่ ๒ ที่ผมอยากจะพูดหรือมองว่า Education หรือการศึกษาทั้งหมดต้อง Take Integrated Approach ไม่ใช่ Fragmented จะทำอย่างไรที่เราจะสามารถ Rationalize ของระบบนี้ให้ได้ทำไมถึงมีความจำเป็น มันมีความจำเป็นก็เพราะว่าการบริหารการจัดการงานทุกอย่างคืออะไร ก็คือเราจะสามารถจัดสรรทรัพยากรของเราเท่าที่มีอยู่จำกัด ภายในเวลาจำกัดเราจะจัดสรรอย่างไร Allocation Resources นั่นแหละคือการจัดการ นั่นแหละคือการบริหาร ไม่มีสถาบันไหนไม่มีระบบการศึกษาไหนที่จะบอกว่าเงินไม่จำกัดเวลาไม่จำกัด เพราะฉะนั้นภายใต้ทรัพยากรที่เรามีอยู่ ภายใต้งบประมาณที่เรามีอยู่แต่ละปีของรัฐ ก็จะต้องแบ่งสรรให้ถูกต้อง แต่ถ้าเราไม่มีระบบการจัดการ ระบบการบริหารที่เป็น Integrated Approach แล้วทรัพยากรเหล่านั้นก็จะแตกกระจายไป แล้วมันจะไม่ได้ผลตอบแทนที่ควรจะเป็น จะไม่ Optimal Use จะไม่มี Optimization เพราะฉะนั้นถ้าเราพูดถึงการศึกษา ผมไม่มีความรู้ทางวิชาการที่จะได้ไปบอกว่า ปัจจุบันนี้คุณภาพของอาจารย์ดีหรือไม่ แต่ผมก็เป็นห่วง ผมได้ยินมหาวิทยาลัยหลายมหาวิทยาลัยแล้วบอกว่าขณะนี้ คณะบางคณะในมหาวิทยาลัยบางแห่งของประเทศไทยเริ่มรับอาจารย์ ที่เกรด ๒ กว่า ๆ แล้ว ผมฟังแล้วรู้ศึกเศร้าทำไมคนไทยไม่ว่าจะเป็นอาจารย์หรือนักเรียนโดยเฉพาะอาจารย์ถึงเริ่ม ผมไม่เชื่อคำที่เรียกว่า สมองไหล ผมไม่เชื่อว่ามันเป็นเรื่องของเงินเดือนอย่างเดียว แต่ผมเชื่อว่าความศรัทธาความนิยมชมชอบ ความนับถือวิชาชีพครูของเรานั้น ค่อนข้างจะเสื่อมคลายไปมาก วันก่อนผมไปพูดที่เชียงใหม่ หรือขอนแก่นผมจำไม่ได้ ผมบอกว่ากลุ่มครูบาอาจารย์เป็นกลุ่มที่ด้อยโอกาส และกลุ่มยากจน ผมว่าถึงเวลาแล้วที่สังคมโดยเฉพาะสังคมไทยต้องเริ่มเพ่งเล็งให้ความเอาใจใส่กับเรื่องการศึกษาของเมืองไทยมากกว่าในอดีด ผมเคยเรียนรัฐบาลชุดนี้ว่า Agenda ของรัฐบาลชุดนี้ผมว่า Priority อยู่ที่การศึกษา ผมไม่เคยห่วงเรื่องของเศรษฐกิจหรือเรื่องอะไรต่าง ๆ ระบบเศรษฐกิจที่รัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้องมาก ประเทศยิ่งเจริญช้า ปล่อยให้เอกชนทำไป รัฐบาลช่วยกำกับดูแลเท่านั้น แต่ถ้าเราคิดว่าเอกชนสามารถทำได้โดยที่รัฐไม่ต้องควบคุม เพราะถ้ารัฐบาลควบคุมเมื่อไร มันจะทำให้การเติบโตหรือความเจริญล่าช้าไปฉันใดฉันนั้น ทางด้านการศึกษา รัฐบาลซึ่งไม่มีความสามารถในการจัดการในการบริหาร ก็ควรจะเปลี่ยนสภาพตัวเอง จากผู้ควบคุมมาเป็นผู้กำกับดูแล ปัจจุบันยังอยู่ในสภาพควบคุมอยู่เสมอ พูดกันอย่างตรงไปตรงมา ระบบราชการไทยนั้นเป็นระบบที่สร้างอำนาจให้กับตนเอง คุณเป็นข้าราชการเมื่อไร คุณเริ่มออกกฎก่อนถ้าเผื่อออกกฎแล้ว เราก็เป็นคนตีความของกฎนั้นด้วยใครที่ไม่รู้ความหมาย ก็ต้องมาถาม เรามีความภูมิใจว่ามีโอกาสหรือมีสิทธิครอบงำคนอื่นได้บ่อเกิดของคอรัปชั่น ทุกอย่างเกิดขึ้นจากสังคม ที่มีกฎเกณฑ์มากเกินไป สังคมไหนมีกฎเกณฑ์มากรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องมาก สังคมนั้นจะมีคอรัปชั่นมาก ถ้าสังคมไหนเริ่มคลี่คลายไปในทางที่เรียกว่า Deregulating หรือ Decontrol โอกาสเรื่องฉ้อราชบังหลวงก็จะน้อยลง เมื่อพูดถึงเรื่องคุณภาพแล้ว ผมให้ความสำคัญในเรื่องของการบริหาร ผมไม่ได้มีความสนใจที่จะเอามหาวิทยาลัยออกจากระบบราชการเพื่อความมัน แต่ผมมองว่าตราบใดที่สถาบันการศึกษายังอยู่ภายใต้ขอบเขตหรือกฎเกณฑ์ของราชการ โอกาสที่จะรักษาคุณภาพหรือความพยายามที่จะเป็นศูนย์ของความเป็นเลิศทางวิชาการจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เพราะว่ากฎเกณฑ์ของราชการนั้น อย่างผมมีโอกาสระยะ ๑๕ ปีที่ผ่านมานั่งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ที่นิด้า นั่งอยู่ ๘ - ๑๐ ปี ขณะนี้อยู่ที่ศศินทร์ และจุฬาลงกรณ์ฯ และเคยอยู่ทบวงมหาวิทยาลัย อาจารย์เกษมรู้ดี เพราะตอนนั้นท่านเป็นนายกฯ คณะกรรมการของนิด้า ผมต้องยอมรับว่าตอนที่ร่างพระราชบัญญัติเหล่านี้ขึ้นมา ให้มีคณะผู้ทรงคุณวุฒิจากข้างนอกเข้ามานั่งอยู่เป็นกรรมการด้วยนั้น ผมคิดว่าเป็นความตั้งใจที่ดีว่า ต้องเอาคนข้างนอกเข้ามา แต่ก็แบบไทย ๆ ที่ชอบทำตามแต่แบบฟอร์ม ระบบบอกว่าเอาคนข้างนอกเข้ามาจะได้เป็นประโยชน์ แต่เมื่อเอาเข้ามาแล้วก็ไปเน้นกฎเกณฑ์ จนกระทั่งว่าคนข้างนอกเข้ามาแล้วไม่รู้จะเอาเขาเข้ามาเพื่อทำอะไร ผมไปนั่งเป็นคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแล้วตอนที่ผมออกจากการเป็นนายกฯ หลายสถาบันเชิญให้ผมไปเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย ผมไม่มีเวลาแต่ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่แน่ใจว่า ผมไปแล้วทำประโยชน์อะไรให้กับสถาบันนั้นบ้าง เพราะว่าคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย เมื่อเข้าไปนั่งแล้วให้ทำอะไร โดยเฉพาะจากคนข้างนอก ให้ไปนั่งเพื่ออนุมัติรายชื่อบุคคลจบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ซึ่งเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสอนเลย ก็ไปเป็น Rubber Stamp ให้ไปอนุมัติกฎ ระเบียบพัสดุ การจัดตั้งคณะโน้นคณะนี้ ซึ่งเขาทำมาเป็นเวลา ๒ ปี เมื่อมาถึงแล้วเสนอเป็นปึ๊ง ๆ แบบนั้นนักธุรกิจคนข้างนอกเข้าไปแล้วเขารู้สึกว่าเสียเวลา อันเป็นข้อบกพร่องของสังคมไทยที่ชอบทำตามรูปแบบ แต่ไม่รู้เหตุผลหรือจุดประสงค์เป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้ผมไม่อยากพูดว่าเป็นการบกพร่องของการศึกษา แต่ส่วนหนึ่งเป็นการบกพร่องที่ว่าคนไทยเราชอบทำอะไรฉาบฉวย ชอบทำตามรูปแบบแต่ไม่นึกไม่เข้าถึงประเด็นสาระ แม้แต่ระบบการเมืองขณะนี้ ระบบพรรคการเมือง ระบบสถาบันรัฐสภา หลายสิ่งหลายอย่างเอาแต่รูปแบบไม่ไปถึงสาระ

กลับมาเรื่องคุณภาพ พูดถึงการจัดการหรือการบริหารงานมหาวิทยาลัยนั้น ถ้าเผื่อต้องทำตามแบบราชการแล้ว ผมว่าไปไม่รอด ยกตัวอย่างบางครั้งที่เราบอกว่าเราทำตามรูปแบบ สมัยหลังจาก ๑๔ ตุลา เราก็บอกว่าประชาธิปไตยเบิกบาน เห่อเรื่องการเลือกตั้งการบริหารงานในมหาวิทยาลัยในตอนนั้น จนถึงวันนี้ต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น อธิการบดี คณบดี แต่ละแห่งที่ใช้ระบบการเลือกตั้งผู้บริหารปวดหัวทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นขอนแก่น เชียงใหม่ รามคำแหง หรือที่ไหน ๆ ไม่ถึงกับยกพวกตีกัน แต่อาจารย์แบ่งเป็น ๒ พวก ๒ ฝ่าย ตั้งชื่อพรรค ฝ่ายไหนชนะอีกฝ่ายแพ้ก็บอกว่า ฉันแพ้ ฉันไม่ให้ความร่วมมือ มันสร้างความแตกแยกโดยไม่เข้าเรื่อง ผมก็ไม่เคยเห็นที่ไหนว่าระบอบประชาธิปไตยจะต้องไปใช้ในการบริหารสถาบันการศึกษา และคุณภาพจะอยู่ที่ไหน ถ้าเผื่ออาจารย์คนไหนที่ไม่มีศิลปะหรือวาทะศิลป์ที่จะทำให้เขาชนะการเลือกตั้งได้ เขาอาจจะเป็นอาจารย์ที่ดีมีคุณภาพ มีความรู้ทางวิชาการ แต่ก็ไม่สามารถมีอำนาจทำการบริหารได้ มันสร้างความแตกแยกไม่เป็นเอกภาพ สร้างความอิจฉาริษยา ส่วนใหญ่ทั่วโลกนั้นการเลือกอธิการบดี คณบดี เขาใช้วิธีการที่เรียกว่า Search Committee คนไม่ต้องสมัครด้วยซ้ำ แต่คุณหา Search Committee ที่ประกอบด้วยคนทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย ไปเลือกใครมาก็ได้ ของฝรั่งไปเลือกมหาวิทยาลัยอื่นมาด้วยซ้ำ เพราะเขาคิดว่า เรื่องของคุณภาพของคนนั้นไม่ได้อยู่ที่เรื่องปริญญาอย่างเดียว แต่มีเรื่องของประสบการณ์และประสบการณ์ที่ได้มาจากหลาย ๆ แห่ง มันจะดีกว่าที่คุณเจริญเติบโตมาในสถาบันเดียว เพราะฉะนั้นจะเห็นเสมอว่านักวิชาการ Professor Lecturer ของมหาวิทยาลัยต่างประเทศนั้นเขาเรียนที่นี่ปริญญาตรี ปริญญาเอกไปจบที่นั่น ๕ ปีแรก เขาสอนที่นี่ อีก ๑๐ ปีต่อมาสอนอีกแห่งหนึ่ง วนไปเวียนมาจนกระทั่งอาจจะกลับมาที่เก่าก็ได้ การที่ประสบการณ์ตามสถาบันต่าง ๆ การที่ได้เห็นโลกกว้างขึ้น ไปเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของที่ต่าง ๆ จะช่วยให้คนเรามีวิสัยทัศน์ จะช่วยทำให้เราเป็น All-rounder จะทำให้คนคนนั้น เมื่ออยู่ในตำแหน่งคณบดีหรืออธิการบดีของมหาวิทยาลัยแห่งใดแห่งหนึ่งแล้วจะใช้ประสบการณ์ที่ตัวเองผ่านมาแก้ปัญหาของสถาบันนั้นได้มาแต่งเติมปรับปรุง แต่ของเรา ผมมีความรู้สึกว่า เนื่องจากยังเป็นลักษณะที่คุณอยู่ กระทรวงไหนคุณก็อยู่กระทรวงนั้น คุณอยู่มหาวิทยาลัยไหน คุณก็อยู่มหาวิทยาลัยนั้น หลายแห่งที่ประชุมทางด้านการศึกษา หรือทางด้านอื่น ๆ คุยกันเอง ครูกับครู นักวิชาการกับนักวิชาการ ผู้บริหารกับผู้บริหารคุยกันเอง ไม่มีการเปิดหน้าต่างให้ลมหรืออากาศข้างนอกเข้ามาสัมผัสกับพวกคุณเลยน้อยมาก ผมไม่ใช่เป็นครั้งแรก ขอบคุณที่เชิญผมมา ผมไม่มีความรู้ทางวิชาการ ผมอาจจะพูดนอกประเด็น แต่ผมจะให้ความเห็นบางอย่างเป็นความเห็นที่อาจจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ถ้าเผื่อความเห็นหรือข้อคิดเห็นของผมไปสามารถกระตุ้นพวกคุณหรือนักวิชาการหรือผู้มาประชุมทั้งหลายสามารถไปคิดต่อในประเด็นที่กำลังศึกษาหารือกันอยู่ ผมถือว่าผมทำหน้าที่แล้วมันมีความจำเป็นที่เราจะต้องตรวจสอบ ตัวเองนั้นอย่าตรวจด้วยตัวเองจะต้องตรวจสอบโดยคนอื่น ที่ไม่มีผลได้และผลเสีย เพราะถ้าตรวจสอบตัวเอง คุณภาพของตัวเอง โดยบุคคลที่มีทั้งส่วนได้และส่วนเสีย การตรวจสอบนั้นจะไม่ Objective การตรวจสอบจะต้องทำจากบุคคลคณะอื่นข้างนอกที่ไม่มีส่วนได้เสีย และมีความอิสระ การบริหารสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะอุดมศึกษาที่ภาษาสมัยใหม่ว่าอยู่ในกำกับของทางราชการ แต่ไม่เป็นของราชการนั้น เป็นการเล่นคำพูด ซึ่งผมก็ยินดีซึ่งใช้คำว่า อยู่ในกำกับของทางราชการ จะสามารถทำให้สถาบันมหาวิทยาลัยนั้นได้รับการปลดปล่อยจากการเป็นทาสให้สามารถบริหารเรื่องของบุคคล การเงิน งบประมาณ แต่ผมอยากจะพูดว่านับวันต่อไปก็คงเป็นเรื่องของหลักสูตรด้วย ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าการควบคุมหลักสูตรของกระทรวงศึกษาก็ดี หรือของทบวงมหาวิทยาลัยก็ดีเป็นวิธีการที่ถูกต้อง มันอาจจะถึงเวลาที่เราจะต้องนั่งคิดว่ามันเป็นไปได้ไหม และมันจะดีกว่าไหมที่จะให้ท้องถิ่นนั้น โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยนั้น เขาดูแลเรื่องนี้ด้วยตัวของเขาเอง เพราะผู้บริหารของท้องถิ่น สถาบันในท้องถิ่น หรือผู้บริหารของสถาบัน ในสาขาต่าง ๆ ก็สามารถรู้ถึงความต้องการ รู้ถึง Needs และ Aspiration ของคนมากกว่า มากกว่าคนที่อยู่ในส่วนกลาง ปัจจุบันนี้การพยายามจะสร้างระบบที่เรียกว่า Community College ซึ่งผมก็คิดว่าเป็นทางที่ดี ไม่ใช่ว่าให้คนมาหาสถาบันการศึกษาแล้ว แต่สถาบันการศึกษาจะต้องวิ่งไปหาคน แต่ถ้าวิ่งไปหาคนในท้องถิ่นเราจะต้องรู้ด้วยว่าเขาต้องการอะไร ตลาดต้องการอะไร ผมคิดว่าเรื่องหลักสูตรเป็นจุดอ่อนค่อนข้างจะใหญ่อันหนึ่งของระบบการศึกษาไทย ผมเห็นหลานผมเรียน ป. ๓ ป. ๔ หรือมัธยม ๑ ผมสงสารมากว่าวัน ๆ ใช้เวลาในเรื่องของการทำการบ้าน การเรียนพิเศษ และได้ไม่คุ้มค่า ผมเคยยกตัวอย่างสมัยอยู่อังกฤษใหม่ ๆ เข้าเรียนโรงเรียนมัธยม ผมจบ ม. ๗ ไปเป็นนักเรียนที่เรียนดีสอบได้ที่ ๑ - ๒ อยู่เสมอ และครั้งหนึ่งตอนอยู่ ม. ๗ นั้นไม่ทราบจะเรียนอะไร เลยไปเข้า ม. ๗ ด้านอักษรศาสตร์และตั้งแต่เด็ก ๆ ผมเกลียดไวยากรณ์ไทย อีกวิชาคือการย่อภาษาไทย แต่วิธีการสอนหรือหลักสูตรขณะนั้น คะแนนที่ให้กับไวยากรณ์ไทยก็ดี หรือย่อไทยก็ดีเป็นคะแนนที่ค่อนข้างต่ำ เพราะฉะนั้นถ้าเราได้คะแนนดีทางด้านคณิตศาสตร์ หรืออะไรอย่างอื่นแล้วนั้น ความด้อยของเราในเรื่องไวยากรณ์ก็ดีหรือการย่อภาษาไทยนั้นมันไม่กระทบกระเทือนถึงคะแนนขั้นสุดท้าย ผมไปถึงอังกฤษเมื่ออายุ ๑๖ ปี ภาษาอังกฤษในระดับเด็กไทยนั้นผมดีพอประมาณ แต่พอถึงอังกฤษแล้วไปเทียบเท่ากับมัธยม ๖ เราก็รู้ในทันทีว่าเรียนมาทางภาษาอังกฤษนั้นใช้ไม่ได้เลย ซึ่งอันนี้ก็ไม่ใช่ความผิดอะไร เพราะผมไปเมื่อค่อนข้างจะโตแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่ต้องทนทุกข์ทรมานมาก คือการเรียนภาษาอังกฤษค่อนข้างมากทีเดียว ต้องเรียนพิเศษเสาร์ อาทิตย์ อะไรต่าง ๆ เพราะตามเด็กของเขาไม่ทัน แต่ก็มีวิชาหนึ่งที่เวลาสอบ ที่อังกฤษสมัยก่อนเขาเรียกว่า G.C.E. คือ General Certification Education เวลาสอบภาษาอังกฤษเขามีวิชาที่มีการเรียนในชั้นเวลาสอบถือว่าเป็นแขนงของการสอบที่สำคัญมาก ซึ่งเรียกว่า Precis Writing คือการย่อความผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมโรงเรียนอังกฤษถึงให้ความสำคัญกับวิชานี้มาก ในเมื่อเรารู้อยู่แล้วว่าวิชาย่อภาษาไทย เราเขียนชุ่ย ๆ ไป ใน ๑๐ คะแนนเขาให้ ๕ คะแนน มันก็ผ่านไปได้ ผมไม่เคยเห็นว่าทำไม จนกระทั่ง พอเรียนอยู่ได้สักปีภาษาอังกฤษดีขึ้น ก็เริ่มมองเห็นว่าที่อังกฤษเขาทำอะไรเขามีเหตุผลและเหตุผลของการให้ความสำคัญของ Precis Writing หรือการย่อความนี้ เพราะอะไร เพราะการย่อความนั้นเขาจะให้เอกสารหรือหนังสือมา ๕ หน้า และหลักของการย่อความคือเราจะต้องสรุปสาระของกระดาษ ๕ หน้าหรือ ๑๐ หน้านั้น โดยไม่ใช้คำที่ปรากฏอยู่ในข้อความเดิม เราต้องหาคำใหม่ขึ้นมาและเขียนในภาษาของเรา ทำไมถึงมีความสำคัญมากเพราะจากลักษณะง่าย ๆ ที่เราย่อความภาษาอังกฤษนั้น คุณสามารถเทสต์นักเรียนได้ถึง ๓ อย่างคือ หนึ่ง เด็กอ่านแล้ว Vocabulary ในหัวมีพอที่เข้าใจสิ่งที่อ่านนั้น เพราะถ้าเผื่ออ่านแล้วปรากฏว่าคำนั้นก็ไม่รู้คำนี้ก็ไม่รู้ และไม่มี Dictionary เปิดนั้น ก็หมายความว่า Vocabulary ของเด็กที่สอบนั้นไม่พอเพียงนั่นเทสต์ข้อแรก ข้อที่สองเด็กคนนั้นอาจจะรู้ Vocabulary แต่อ่านแล้วจะเข้าใจหรือเปล่า เพราะถ้าเผื่ออ่านไม่เข้าใจก็ไม่สามารถย่อได้ เทสต์ข้อสาม เด็กคนนั้นอ่าน Vocabulary แล้วถ่ายทอดได้หรือเปล่าในภาษาของเขาเอง เพราะฉะนั้นการเรียนในระดับอุดมศึกษาของมหาวิทยาลัยอังกฤษนั้น มันทำให้เรื่อง Precis Writing เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะต้องใช้จด Lecture เพราะถ้าไม่เข้าใจจะจดไม่ได้ คุณต้องจดตามความเข้าใจของคุณเอง หรือคุณไปทำ Paper Work คุณต้องไปค้นคว้าจากหนังสือแล้วต้องไปเขียนให้เป็นภาษาของคุณเองทุกอย่างมันกลับมาที่ Precis Writing หมด แต่ผมไม่ทราบว่า ที่อเมริกาเขาทำกันอย่างไร ที่อเมริกาเขาอาจจะใช้ Tick มากกว่า แต่อันนี้เป็นรากฐานของการเรียนระดับอุดมศึกษาของอังกฤษคุณจะต้องเก่ง Precis Writing เพราะว่าคุณต้องจด Lecture หรือทำรายงานต่าง ๆ

พอมาถึงเมืองไทยผมไม่ทราบว่าแบบนี้ในเรื่องย่อความ ภาษาไทยนั้นในโรงเรียนประถมหรือมัธยมยังให้ความสำคัญหรือเปล่า และคะแนนจะเป็นแค่ไหนผมก็ไม่ทราบ แต่ผมคิดว่าเราจะต้องมาในเรื่องของ Curriculum ในเรื่องของหลักสูตรว่าหลักสูตรที่เราให้ ๆ กันไว้นั้น หนึ่งจะเป็นการเพิ่มภาระให้นักเรียนเกินไปหรือเปล่า และสิ่งที่เราบังคับให้เขาเรียน สิ่งที่กำหนดโดยกระทรวงศึกษาก็ดี หรือทบวงมหาวิทยาลัยก็ดี สอดคล้องกับความเป็นจริง สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของสังคมหรือไม่ เพราะอันนี้ก็ย้อนกลับมาถึงเรื่องการจัดสรรทรัพยากร ซึ่งทรัพยากรในที่นี้ ผมไม่ได้หมายถึงทรัพยากรในเรื่องงบประมาณอย่างเดียว แต่หมายถึง Allocation of Time ด้วยโลกเราเปลี่ยนแปลงแต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง คือเวลาที่มีอยู่ คือวันหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง ไม่มีวันไหนที่จะมี ๒๕ ชั่วโมงหรือ ๒๘ ชั่วโมง เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไร แบ่งเวลาอย่างไร ให้เวลาที่เด็กเรียนวันละ ๕ -๖ ชั่วโมงก็ดี หรือสิ่งที่เด็กกลับไปบ้าน ทำการบ้านวันละ ๑ หรือ ๒ ชั่วโมงก็ดี ให้ผลตอบแทนในทางที่ดีที่สุด ผมเคยถามเจ้านายพระองค์หนึ่งว่าทำไมเรียนหนังสือกันมาก ทำไมต้องทำการบ้านถึงค่ำคืน เสาร์-อาทิตย์ต้องเรียนพิเศษ พระองค์ท่านก็ตอบว่า หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการเขา ผมก็ถามนักวิชาการพวกอาจารย์หลายคนก็ให้คำตอบซึ่งผมก็ยังไม่เข้าใจนักว่าเขาบอกว่าจะไปโทษกระทรวงศึกษาฯ ก็ไม่ได้ เพราะหลักสูตรที่ให้ไว้ต้องการเตรียมให้คนเข้ามหาวิทยาลัยได้ ผมก็เลยไม่รู้ว่ามันผิดตรงไหน มันมีจุดบกพร่องตรงไหน ทางนี้ก็อ้างว่าถ้าไม่มีหลักสูตรประถม หรือมัธยม หลักสูตรมัธยมที่เป็นอย่างนี้ ก็เพราะมันจำเป็นต้องให้เป็นอย่างนี้ เพราะถ้าไม่เช่นนั้น จะไม่เป็นการเตรียมให้เด็กเข้ามหาวิทยาลัยนั้นของทบวงมหาวิทยาลัยได้ ก็ต้องกลับมาที่หลักสูตรของมหาวิทยาลัยว่า หลักสูตรของมหาวิทยาลัยนั้นเหมาะสมหรือเปล่า ผมคิดว่าระบบการศึกษาทุกแห่งเขาได้กำหนดไว้ว่าหลักสูตรนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก วิชาที่เรียน ลักษณะการเรียน ลักษณะ Contents ของวิชาต่าง ๆ นั้น แต่ไหนแต่ไรเรารู้สึกว่าระบบการศึกษาของอังกฤษ อเมริกา ญี่ปุ่นก็ดี เป็นระบบการศึกษาที่ดีที่สุด แต่ปรากฏว่าในระยะ ๒๐ ปีที่ผ่านมาทั้ง ๓ ประเทศจนกระทั่งทุกวันนี้ ต่างมีการตรวจสอบตัวอย่างว่า ที่ว่าของเราดีนั้นดีจริงหรือ และหลังจากตรวจสอบเรื่องความเป็นธรรมโดย Objectivity แล้วทุกประเทศก็ลงความเห็นว่า ของตัวเองไม่ดีจริง อย่างที่คิดและอย่างที่คนอื่นคิด หรืออย่างที่ต่างชาติคิด ดังนั้นเขาจึงมีการปรับปรุงตลอดเวลา อย่างเมืองไทยผมแน่ใจระบบการศึกษาไม่ดีเท่าไหร่ และผมได้พูดสนุก ๆ อยู่เสมอว่า เมืองไทยยังโชคดี คงมีคนฉลาด ๆ มากนะ ระบบการศึกษา หรือวงการแพทย์เราก็ยังมีหมอที่เก่งอยู่ เรายังมีคนเก่งกาจมากมายทีเดียว แต่ถ้าระบบการศึกษาดีกว่านี้ ผมว่าเมืองไทยมีโอกาสที่จะทัดเทียมประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ ใต้หวัน และฮ่องกง ผมไปเกาหลีเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ซึ่งผมคิดว่า ผมไม่รู้ระบบการศึกษาของเขาดีเท่าไหร่ ไม่รู้เขาจัดการอย่างไร แต่ผมคิดว่าของเขาดีกว่าเมืองไทยแน่ ผมคุยกับรัฐมนตรีช่วยกระทรวง Planning เขากล่าวว่าระบบการศึกษาของเขายังไม่ดีนัก คงจะต้องมีการตรวจสอบใหม่ ซึ่งผมยังไม่เคยเห็นกระแสคลื่นนี้ในการศึกษาของไทย หรือแม้แต่ในมหาวิทยาลัยของไทย ผมเห็นมีการประชุมหลายครั้ง เป็นการประชุมวิชาการ และผมได้เอกสารมาดู แต่ละคนจะส่งให้ผมเป็นปึ๊ง ๆ สิ่งที่ผมอยากจะถามคือว่า ประชุมเสร็จแล้วมีข้อเสนออะไรหรือเปล่า อันนี้ไม่ใช่โจมตีรัฐบาลนี้ ผมคิดว่ารัฐบาลตั้งแต่ ๖๐ ปีที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนี้

ดังนั้นอาจจะถึงเวลาที่ไม่ใช่ว่าเป็นการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเท่านั้น แต่จะต้องมี Action Plan แล้วและ Action Plan ต้องเขียนให้ชัดด้วยว่าจะต้องมีมาตรการอย่างไร ผมว่าไม่ใช่ Action Plan มันเป็นเพียง Objective ซึ่งดูได้ง่าย ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วว่าจะใช้ Re-engineering หรือไม่ผมไม่ทราบ แต่ผมว่า Community ของสถาบันมหาวิทยาลัยก็ดี หรือของระบบการศึกษาไทยก็ดี มองเห็นว่ามันมีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลง เมื่อนั้นแหละความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงไม่กล้าเผชิญความจริง และไม่กล้าที่จะทำอะไรที่ไม่มีการประกันที่แน่นอน คนไทยจะทำอะไรต้องแน่ ๒ บวก ๒ ต้องเป็น ๔ ถ้ามีข้อสงสัยว่า ๒ บวก ๒ แล้วไม่ใช่ ๔ อาจเป็น ๕ ก็ไม่กล้าตัดสินใจ แต่ผมว่านับวัน ๆ จะช้าลงไป และนับวัน ๆ นั้น ถ้าเกิดไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบในทุก ๆ ด้านโดยเฉพาะ ด้านการบริหารของสถาบันแล้ว จะมีผลกระทบใหญ่หลวงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และการแก้ไขปัญหาของสังคมไทยด้วย

รวมปาฐกถาภาษาไทย

คำกล่าวปิด
วันนวัตกรรมแห่งประเทศไทย
ฯพณฯ นายอานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี
กรุงเทพมหานคร วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๔


     เรียนท่านประธาน ท่านรองประธาน Mr. Kassum ท่านผู้มีเกียรติ และเจ้าของความคิดสร้างสรรค์ทั้งหลาย ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มากล่าวถึงความสำคัญของ งานในวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อท่านที่ได้เข้ารอบสุดท้าย ซึ่งได้มาแสดงผลงาน ให้พวกเราได้รับชม ผมเข้าใจว่าพวกเราในที่นี้ รวมทั้งท่านที่เข้ารอบสุดท้ายคงอยากจะ ทราบว่าใครจะเป็นผู้ได้รับรางรางวัลชนะเลิศ ดังนั้น ผมจะพูดเพียงสั้นๆ เท่านั้น


     คนรุ่นหลานของพวกเราเป็นคนยุคเทคโนโลยียุคสารสนเทศโดยแท้ เป็นความหวังของผมว่า ศตวรรษที่ผ่านมาจะถูกจดจำ มิใช่ในฐานะช่วงเวลาแห่งวิกฤตเศรษฐกิจ แต่เป็นช่วงเวลาซึ่งเราได้ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า คนทั้งประเทศจะร่วมมือกันเพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การกระจายรายได้ที่เป็นธรรม และการปฏิรูปการปกครอง ซึ่งจะทำให้อำนาจที่แท้จริงอยู่ในมือของประชาชนตามสาระและหลักการของการปฏิรูปที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐

     รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นบทบัญญัติที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล เนื่องจากได้มอบอำนาจแก่ประชาชนด้วยกลไกที่แท้จริงทางการปกครอง - ด้วยสิทธิ ความรับผิดชอบต่อสังคม และการมีผู้แทน - ในแบบที่มิเคยมีมาก่อนในรัฐธรรมนูญ ๑๕ ฉบับที่ล้มเหลวมา

     ก่อนหน้านี้ ความแตกต่างของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กับฉบับก่อนๆ คือการถือเอาการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหลักสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยประสบการณ์ และบทบัญญัติดังกล่าวนี้ จึงกล่าวได้ว่าเรากำลังก้าวสู่ศตวรรษแห่งความรู้ เข้าสู่ยุคแห่งนวัตกรรม


     ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ เราได้เห็นผลประโยชน์อันไพศาลของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ช่วยลดความยากจนทั่วโลก เด็กในประเทศบราซิลกำลังเรียนรู้ ประชาธิปไตยโดยอาศัยคอมพิวเตอร์ ช่างฝีมือในอาฟริกาขายงานหัตถกรรมของเขาผ่านอินเตอร์เน็ต และการสาธารณสุขในประเทศอินเดียให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ มากขึ้นด้วยอุปกรณ์ที่ผู้ให้บริการสาธารณสุขสามารถพกพาไปได้ในชนบท ผู้คนทั่วโลกต่างใช้บริการสาธารณะของรัฐผ่านสายโทรศัพท์ บริษัทธุรกิจดูแลการลงมติของ ผู้ถือหุ้นผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เราได้เห็นแล้วว่าภาคธุรกิจมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น ในการประดิษฐ์คิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองต่อตลาดอย่าง รวดเร็ว ความคิดได้กลายเป็นเม็ดเงินตัวหนึ่งในทุกวันนี้


     ปัจจุบันคุณลักษณะของคนไทยหลายประการเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย แต่การเร่งสร้างนวัตกรรมใหม่ทางเทคโนโลยี ยังมิได้อยู่ในกลุ่มคุณลักษณะเหล่านั้น เรายังต้อง ทำงานอีกมาก ทั้งด้านการศึกษา การตระหนักถึงความสำคัญ และการเข้าพื้นฐานด้านโทรคมนาคมของคนไทยทุกระดับ ซึ่งเราได้เริ่มทำงานในทิศทางนี้บ้างแล้ว ตัวอย่างเช่น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร ที่ได้ทรงช่วยเหลือชุมชนและโรงเรียนที่ยากจนหลายแห่งให้เข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ จากโครงการ มากมายได้ถูกเสนอเข้ามาในระยะอันสั้นนั้น อาจกล่าวได้ว่าภารกิจของพระองค์ท่านได้ช่วยสร้างความตระหนักดังกล่าว และอาจเป็นไปได้ว่า ชื่อเสียงของประเทศด้าน นวัตกรรม อาจดีขึ้นในไม่ช้า


     ประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศ ในการเชื่อมโยงประชาชน ในการให้โอกาสทางเศรษฐกิจ ในการแลกเปลี่ยนความรู้อย่างรวดเร็วในการบันทึกภูมิปัญญาท้องถิ่น และในการให้บริการพื้นฐาน ได้ถูกอธิบายอย่างชัดเจนจากผลงานของบรรดาท่านที่เข้ารอบสุดท้ายในวันนี้ ชนบทของไทยเรานั้น มีจำนวนคนมากกว่าคนในเมือง เป็นอันมาก ซ้ำยังขาดแคลนอุปกรณ์เรื่องนี้มากกว่าคนที่อยู่ในเมือง โดยคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตทุก ๑๐ คนในประเทศไทยเรานั้นจะมีคนในชนบทเพียงคนเดียว นี่เป็นผลมาจาก ระบบตลาด ซึ่งเราจะต้องช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำดังกล่าว แต่เทคโนโลยีสารสนเทศก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน คนในสังคมของเราจำนวนมากเกรงว่าข้อมูลที่ไม่พึง ประสงค์จะเข้าถึงชุมชนชนบท ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมไทย มุมมองนี้มาจากสมมุติฐานที่ว่า ชนบทเป็นชุมชนในอุดมคติที่จะต้องถูกปกป้องจากความเปลี่ยนแปลง ทั้งหลาย แต่พวกเราทุกคนรู้กันดีอยู่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังปรัชญาทางพุทธศาสนาที่ว่า “สรรพสิ่งทั้งหลายย่อมไม่เที่ยง และไม่มีสิ่งใดคงทนถาวร” เหมือนกับปัญหาอื่นที่เราได้ประสบมาในอดีต เราจะแก้ปัญหานั้นได้ มิใช่ด้วยการหนีปัญหา แต่ด้วยการเผชิญอย่างมั่นใจ เปิดเผย และในฐานะของชุมชน เพื่อจะมั่นใจ ได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะเกิดขึ้นในวิถีทางที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของเรา สำหรับผม วันนวัตกรรมเป็นก้าวย่างที่สำคัญ เพราะได้แสดงให้เห็นว่า ผู้คนจากทุก มิติของชีวิตสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากเครือข่ายข้อมูลเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตในชุมชนชนบท เพื่อให้สาระข้อมูลที่ถูกต้อง ที่มิได้เป็นการครอบงำ แต่เป็นการสร้างเสริมสิทธิและอำนาจของประชาชน ผมมีความยินดีที่รัฐบาลได้ตระหนักถึงความจำเป็นนี้ และธนาคารโลกที่ได้สนับสนุนความ พยายามของรัฐบาล


     ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ เราตั้งใจที่จะให้ประชาธิปไตยและสังคมของเราอยู่รอดและยั่งยืนด้วยหลักของความรู้ ธรรมาภิบาล และการสร้าง เสริมสิทธิ และอำนาจแก่ประชาชน ผมมีความยินดีที่จะกล่าวว่า ขณะนี้เรากำลังก้าวสู่ศตวรรษแห่งความรู้ โดยมุ่งมั่นที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางข้อมูล ข่าวสาร บนพื้นฐานอันเดียวกัน


     ในไม่ช้าเราจะประกาศชื่อผู้ชนะนักคิด นักประดิษฐ์ของชุมชนเหล่านี้ รางวัลชนะเลิศนั้นจะมอบให้แก่ผู้เข้ารอบสุดท้ายซึ่งโครงการที่เสนอมาได้ครอบคลุมองค์ประกอบ ของธรรมาภิบาล และการสร้างเสริมสิทธิและอำนาจของประชาชนโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือ ผมใคร่ขอขอบคุณ American Corporation in Thailand (ACT) ที่ได้มอบรางวัลให้ในชื่อของผม และผมใคร่ขอย้ำคำกล่าวของรองประธาน Mr. Kassam เมื่อเช้าอีกครั้ง “ผู้เข้ารอบทั้งหมดเป็นผู้ชนะ และผู้ชนะ ที่แท้จริงก็คือประเทศไทย” ผมขอแสดงความยินดีต่อท่านผู้เข้ารอบสุดท้ายทุกท่านที่ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิด และได้ช่วยเพิ่มพูนสิ่งที่มีคุณค่าให้แก่ประเทศของเรา


     สุดท้ายนี้ผมใคร่ขอประกาศชื่อผู้ได้รับรางวัล อานันท์ ปันยารชุน สำหรับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศชนบท ได้แก่…